ข้าเป็นเพียงอดีตฮูหยิน

    EP : 25 เยี่ยมเยือนตระกูลโม่




    EP : 25 เยี่ยมเยือนตระกูลโม่


    “ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือเนี่ย” เว่ยลู่เซียนกล่าวเพราะนี่ก็เกือบเดือนแล้วที่นางมาอยู่ที่เมืองนภาแถมยังอยู่ร่วมกับคนอื่นอีกด้วย
    โรงหมอก็เปิดไปได้สวย นางไม่จำเป็นต้องเข้าโรงหมอทุกวันแล้ว ถ้าหากคนไข้เป็นหนักจริงๆ นางถึงจะต้องลงมือตรวจเอง
    แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ตามนางติดไม่แพ้หลิ่วหมิงจื่อก็คือชิวสี่หลัวเพราะตั้งแต่พ่อของนางหายดีชิวสี่หลัวก็คอยตามติดชีวิตของนางเกือบตลอดเวลา หรือว่านี่คือเวรกรรมที่นางทำเอาไว้กับโม่ฉิงหลานตอนที่นางความจำเสื่อมกัน
    “อีกสามวันข้างหน้ามีการจัดประลองท่านหมอเราไปดูกันเถอะขอรับ” หลิ่วหมิงจื่อเดินเข้ามาหานางที่ศาลาริมน้ำพลางร้องบอกทันที
    “ถ้าเจ้าทำงานเสร็จแล้วข้าจะไป” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเพราะตอนนี้หลิ่วหมิงจื่อกำลังสร้างอาวุธให้กับนางตามที่พูดเอาไว้ วันๆ หลิ่วหมิงจื่อก็เดินเข้าออกที่โรงตีเหล็กที่นางได้ให้พื้นที่ของตัวเองสร้างมันขึ้นมา
    “ข้าทำเสร็จแน่ แต่ว่าวันสองวันนี้ข้าไม่อยู่ท่านอย่าคิดถึงข้าล่ะ” หลิ่วหมิงจื่อเอ่ยบอกพลางนั่งลงกับฝั่งตรงข้ามของเว่ยลู่เซียน
    “ข้าอาจจะดีใจก็ได้” เว่ยลู่เซียนกล่าวตอบพลางคิดว่าถ้าได้เจอกับพี่ชายทั้งสองของนางแล้วจะหาทางรอดจากการจับผิดของพี่เว่ยหมิงหย่งอย่างไรดี
    เพราะพี่ชายคนนี้ของนางนั้นเก่งด้านอักขระไม่พอยังเก่งด้านจับผิดอีกด้วย
    “ท่านนี่มันช่างไม่อ่อนโยนกับข้าเลยจริงๆ” หลิ่วหมิงจื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาเช่นนั้น
    “เดี๋ยวเจ้าก็ชิน” เว่ยลู่เซียนกล่าวพลางมองผักและสมุนไพรของตัวเองที่กำลังโตขึ้นมาอย่างสวยงาม
    “เจ้าว่างสินะ ไปเก็บผักมาทำอาหารได้แล้ว” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเมื่อใกล้ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
    “ได้อยู่แล้ว” หลิ่วหมิงจื่อรับคำพลางคิดว่าใครได้มาเห็นเขาตอนนี้คงหัวเราะไม่ออกเป็นแน่ 

    “ข้าล่ะตื่นเต้นจริงๆ อีกไม่นานก็ได้เจอลู่เซียนแล้ว” เว่ยเหลียนฉางเอ่ยขึ้นในขณะที่พวกเขาอยู่บนเรือเหาะ
    “ใกล้ถึงแล้ว พวกท่านพากันไปโรงเตี๊ยมเลย” เว่ยหมิงหย่งเอ่ยบอกกับอาจารย์คนอื่นๆ ที่มาด้วย
    ร่างทั้งสี่กระโดดลงไปด้านล่างทันทีเมื่อถึงที่หมาย ร่างสูงใหญ่ทั้งสี่ลอยลงมาบริเวณด้านหน้าตระกูลราวกับเทพเซียน จนใครผ่านไปมาต่างพากันหันมามอง
    “เอ่อ ไม่ทราบว่ามาหาใครหรือขอรับ” ยามเฝ้าประตูเอ่ยถามทันทีด้วยความไม่คุ้นหน้าของคนทั้งสี่
    “ข้ามาพบน้องสาวของข้า” เว่ยเซี่ยวป้อเอ่ยบอกทันที อันที่จริงถ้าไม่เกรงใจเขาจะหายตัวเข้าไปในตระกูลไปแล้วแต่พอดีเขามีความเป็นผู้ดีพอ
    “น้องสาว เอ่อ ข้าน้อยขอทราบชื่อได้หรือไม่ขอรับ” ยามเฝ้าประตูถามเพราะเขาไม่มั่นใจเลยว่าอีกฝ่ายมาหาใครกันแน่
    จะว่าเป็นพี่ชายของหลินปิงก็ไม่น่าจะใช่ อีกอย่างไม่น่าจะใช่พี่ชายของฮูหยินใหญ่ของตระกูลอีกด้วย
    “นางชื่อเว่ยลู่เซียน” เว่ยหมิงหย่งเอ่ยบอกเสียงเรียบพลางคิดว่าทำไมชายคนนี้ต้องทำหน้าซีดไปด้วย
    “พวกท่านเป็นพี่ชายของแม่นางลู่เซียนหรือ นางหย่ากับคุณชายโม่ฉิงหลานในคืนวันแต่งงานของคุณชายโม่ฉิงหลานกับอนุหลินปิงได้เกือบเดือนแล้วพ่อหนุ่ม” หญิงสาววัยเกือบสามสิบปลายๆ เอ่ยขึ้นเพราะคุ้นเคยกับอีกฝ่าย เนื่องจากเคยถูกเว่ยลู่เซียนช่วยเอาไว้
    “อะไรนะ!!!!”
    สี่เสียงร้องขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด อย่างไม่อยากจะเชื่อ พลางพลันอากาศรอบตัวอึมครึมทันที
    “มีเรื่องอะไรกัน” หลินปิงที่เดินออกมาที่หน้าตระกูลก็พลันเอ่ยถามยามเฝ้าหน้าประตู
    “เอ่อ คือว่า” ชายยามเฝ้าประตูหันไปมองผู้มาใหม่ก็พลันเหมือนน้ำท่วมปากขึ้นมาทันที
    “คือว่าอะไรพูดมาสิ แล้วนั่นใครทำไมไม่เชิญเข้ามาด้านในก่อน” หลินปิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะหันไปมองชายทั้งสี่ที่อยู่หน้าบ้านด้วยสายตาแพรวพราว
    “คือคุณชายทั้งสี่มาหา มาหาคุณหนู…” ชายยามเฝ้าประตูไม่กล้าเอ่ยออกไป
    “มาหาคุณหนู อะไรกัน ที่นี่ไม่คุณหนูหรอกเจ้าค่ะ พวกท่านคงมาผิดตระกูลแล้วเจ้าค่ะ” หลินปิงพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มทั้งสี่ด้วยรอยยิ้ม
    “หลินเอ๋อร์ เจ้าคุยกับใครกัน” โม่ฉิงหลานที่เห็นว่าหลินปิงยืนคุยกับใครอยู่หน้าตระกูลก็พลันเอ่ยถามขึ้น พลางเดินตามหลังมา เมื่อเจอผู้ที่ยืนอยู่หน้าตระกูลก็พลันหน้าซีดทันที
    ตู้ม!
    “เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ทำเช่นนั้นกับน้องสาวของข้า” เว่ยเซี่ยวป้อที่เย็นมานานจนหมดความอดทนลงก็เมื่อเจอหน้าของโม่ฉิงหลานก็พุ่งหาอีกฝ่ายทันที
    เขากำคอของอีกฝ่ายกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นไปทั้งต้นเลยทันที
    “แค่กๆ”
    โม่ฉิงหลานหน้าซีดพลางไอออกมาอยากจะพูดก็พูดไม่ได้ยิ่งพอสบตากับอีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกกลัว
    “หยุดนะเจ้าคะ ท่านกำลังทำร้ายสามีของข้าอยู่นะเจ้าคะ” หลินปิงวิ่งตามมาพร้อมกับร้องบอกไปด้วย
    “นางเป็นอนุของเจ้าเองสินะ” เว่ยหมิงหย่งเอ่ยถามเสียงเรียบ เขามองโม่ฉิงหลานด้วยสายตาน่ากลัวกล้าดีอย่างไรมาทำเช่นนี้กับน้องสาวของเขากัน หยามหน้ากันเกินไปแล้ว
    เว่ยเฉินเทียนมองโม่ฉิงหลานพลางคิดถึงน้องสาวของเขาในตอนที่เจอกันที่เมืองนภามันก็เกือบจะหนึ่งเดือนพอดี
    หรือว่านั่นจะเป็นช่วงที่นางหนีออกจากตระกูลไป แต่ทำไมนางไม่เห็นบอกอะไรพี่ชายอย่างเขาเลยล่ะ
    “เสียงดังเอะอะอะไรกัน” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างบางเดินเข้ามาด้วยท่าทีตกใจ เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองถูกชายแปลกหน้าทำร้ายอยู่
    “เอ่อ ได้โปรดปล่อยลูกชายของข้าก่อนได้หรือไม่” อี้ฟานเอ่ยบอกอย่างใจเย็น นางไม่รู้ว่าสาเหตุที่ลูกชายของนางถูกทำร้ายเช่นนี้เป็นเพราะอะไร
    “ปล่อยงั้นหรือ” เว่ยเหลียนฉางเอ่ยถามเสียงเรียบเพราะมันทำได้ยากมากที่จะปล่อยโม่ฉิงหลานไปง่ายๆ
    “ข้าว่าเรามีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันดีกว่านะคุณชายทั้งสี่” อี้ฟานเอ่ยถาม พลางมองชายหนุ่มทั้งสี่ก็พลันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ก็ร้องออกมา
    “พวกเจ้าก็พี่ชายของเซียนเอ๋อร์งั้นหรือ”
    “ใช่” ทั้งสี่กล่าวตอบทันทีพลางคิดว่าทำไมหญิงสาวผู้นี้ต้องทำท่าดีใจนักเมื่อได้เจอพวกเขา