ซูเจี้ยนจิ่นและภรรยา้าให้นางพาฉู่จี้เฟิงกลับไปยังตระกูลซู อย่างแน่นอนว่าพวกเขาหวังจะดึงเขามาเป็พวก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของซูอิ่นเย่ว์ก็เย็นเยียบลง
ก่อนหน้านี้นางช่างใจร้อนเกินไป หากฉู่จี้เฟิงหย่านาง ตระกูลซูย่อมไม่มีทางรับนางกลับไปแน่ อาจถึงขั้นสังหารนางเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล
ไม่ว่าหันไปทางใด ก็ล้วนเป็ฝูงหมาป่าที่จ้องจะฉีกกระชากนาง
การที่ฉู่จี้เฟิงตอบตกลงกับเถียนมามา ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม แต่การที่เขากลับไปกับนาง ย่อมถือเป็การยืนยันสถานะของนางในตระกูลซู และทำให้นางมีที่ยืน ซ้ำยังช่วยให้ชีวิตของซูลั่วฝูดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็สิ่งที่เ้าของร่างเดิม้ามากที่สุด
คืนนั้นนางยังคงนอนอยู่บนเตียงหลัวฮั่น
ฉู่จี้เฟิงเหลือบมองเตียงหลัวฮั่นที่อีกฝั่ง ซูอิ่นเย่ว์หลับสนิทไปแล้ว
เขาดับเทียนลง รู้สึกสงบใจขึ้น ดูเหมือนเขาจะเริ่มคุ้นชินกับการมีนางอยู่ในห้องนี้แล้ว
เพิ่งจะเริ่มง่วง เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นในห้อง
“ซื่อจื่อ เกิดเื่แล้วขอรับ” เฉิงซู่เรียกเบาๆ
ฉู่จี้เฟิงขมวดคิ้ว กลัวว่าเสียงจะดังเกินไป เขาจึงคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วออกไปทันที
ภายนอกดวงจันทร์ส่องสว่าง ฉู่จี้เฟิงดูราวกับถูกเคลือบด้วยแสงสีเงินบางเบา
เฉิงซู่เห็นว่านายของตนมีสีหน้าไม่พอใจ จึงรีบกล่าวต่อ “องค์ชายใหญ่ถูกลอบโจมตีที่หนิงโจว ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม!”
แววตาของฉู่จี้เฟิงพลันเข้มขึ้น “ฝ่าาทรงทราบเื่นี้หรือยัง”
“ขณะนี้ในวังสั่งปิดประตูเมือง ข่าวยังส่งเข้าไปไม่ถึง” เฉิงซู่ตอบ “แต่พอรุ่งเช้า ฝ่าาย่อมต้องรู้แน่”
หนิงโจวอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก หากควบม้าเต็มกำลังก็ใช้เวลาเพียงสามชั่วยาม
หากต้องรอให้ฮ่องเต้มีราชโองการสั่งการ ก็คงสายเกินไปแล้ว
ฉู่จี้เฟิงไม่รอช้า ตัดสินใจไปหนิงโจวทันที
ฉางอู๋อิ่งยังคุกเข่าอยู่ในลานบ้าน เห็นนายของตนเดินเร่งรีบก็รีบตั้งสติขึ้นมาทันที
“เลิกคุกเข่าได้แล้ว ไปกับข้าที่หนิงโจว” ฉู่จี้เฟิงสั่ง
ฉางอู๋อิ่งฝึกยุทธ์มาหลายปี แม้จะคุกเข่าอยู่สองชั่วยาม แต่เมื่อลุกขึ้นมาก็รู้สึกเพียงแค่เจ็บเข่าเล็กน้อยเท่านั้น
“หนิงโจว? องค์ชายใหญ่ไม่ใช่ว่ากำลังตรวจสอบภาษีเกลืออยู่ที่หนิงโจวหรือ” ฉางอู๋อิ่งกล่าวพลางเร่งฝีเท้าให้ทันนายของตน
“เขาถูกลอบโจมตี ไม่รู้ว่าเป็หรือตาย”
“เช่นนั้นซื่อจื่อจะไปทำไม เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเรา แถมยังเป็โอกาสดีอีกด้วย” ฉางอู๋อิ่งวิเคราะห์
“หากเขาตายตอนนี้ ราชสำนักจะเงียบสงบเกินไป” ฉู่จี้เฟิงกล่าวเสียงเ็า
รุ่งเช้า ซูอิ่นเย่ว์ตื่นแต่เช้า
นางเหลือบมองไปยังเตียง ผ้าห่มยับยู่ยี่ แต่ไม่เห็นเงาของฉู่จี้เฟิง
นางแต่งตัวเรียบร้อยแล้วออกจากห้อง เซียงเถารออยู่หน้าประตูเพื่อรับคำสั่ง เมื่อเห็นซูอิ่นเย่ว์ออกมาก็ยิ้มกล่าวว่า “พระชายาตื่นแล้วหรือเ้าคะ จี้หมัวมัวกำลังจัดเตรียมทุกอย่าง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็สามารถออกเดินทางไปยังตระกูลซูได้”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ฟังแล้วก็ถามอย่างแปลกใจ “ซื่อจื่อไม่อยู่ในห้อง พวกเ้าไม่รู้หรือว่าเขาออกไปไหน”
เซียงเถาชะงักไป ก่อนส่ายหน้าตอบว่าไม่ทราบ
จนกระทั่งนางรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของฉู่จี้เฟิง
ฉางอู๋อิ่งที่ควรจะอยู่ในลานบ้านก็หายไปเช่นกัน จี้หมัวมัวจึงพอคาดเดาได้ กล่าวขึ้นว่า
“ซื่อจื่ออาจมีธุระต้องออกไปก่อน บ่าวจะติดตามพระชายากลับไปเยี่ยมบ้านก่อน เมื่อซื่อจื่อจัดการธุระเสร็จ ย่อมต้องไปที่ตระกูลซูตามสัญญา”
ซูอิ่นเย่ว์เม้มริมฝีปาก รู้สึกกระสับกระส่าย
ถึงตอนนี้ นางไม่มีทางเลือกนอกจากต้องไป
นอกจากจี้หมัวมัวแล้ว เซียงเถาก็ตามไปด้วย
เพียงแต่นางไม่มีสินเดิมอะไรติดตัวมาเลย ชุดใหม่ก็ยังตัดไม่เสร็จ การแต่งกายของนางยังคงเรียบง่ายไร้ความโดดเด่น การกลับไปตระกูลซูครั้งนี้ คงต้องถูกเหยียดหยามเป็แน่
ทางตระกูลซูส่งบ่าวมารออยู่หน้าประตูั้แ่เช้า เมื่อเห็นรถม้าของจวนหลิงอ๋องปรากฏขึ้นที่หัวถนน ก็รีบวิ่งกลับไปแจ้งข่าว
วันนี้ซูเจี้ยนจิ่นลางานเป็พิเศษ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับฉู่จี้เฟิง
ทันทีที่ได้ยินข่าว เขาก็รีบพาหยางซื่อและคนอื่นๆ ออกไปต้อนรับถึงหน้าประตูจวน
“เหตุใดจึงไม่ใช่รถม้าสีดำของหลิงอ๋องซื่อจื่อ” ซูเจี้ยนจิ่นขมวดคิ้ว
รถม้าสีดำนั้นสร้างจากไม้ดำพิเศษ มีเพียงคันเดียวในเมืองหลวง ทุกครั้งที่ฉู่จี้เฟิงออกจากวังล้วนโดยสารรถคันนี้ แต่วันนี้กลับเป็เพียงรถม้าธรรมดา
ซูอิ่นเย่ว์เป็เพียงผู้เดียวที่ลงมาจากรถม้า หลังจากที่รถหยุดลง
สีหน้าของซูเจี้ยนจิ่นมืดครึ้มไปกว่าครึ่ง
หยางซื่อเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดี หันไปตำหนิเถียนมามาว่า “เมื่อวานเ้าถามเขาอย่างไร ทำไมซื่อจื่อถึงไม่มา”
“บ่าวถามด้วยตัวเอง ตอนนั้นซื่อจื่อตอบตกลงแล้ว” เถียนมามาตัวสั่นเล็กน้อย
ซูอิ่นเย่ว์เงยหน้ามอง เห็นซูเจี้ยนจิ่นและหยางซื่อยืนอยู่ข้างหน้า
ด้านหลังคือบุตรสาวแท้ๆ ของหยางซื่อ ได้แก่ คุณหนูใหญ่ซูเยียนหนิง และคุณหนูสามซูเยียนอวี่
ทั้งสองอยู่ในวัยแรกแย้ม เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับล้วนหรูหรา รูปลักษณ์งดงามโดดเด่นไปคนละแบบ ชวนให้มองเพลินตา
ซูอิ่นเย่ว์ไม่คาดคิดว่าซูเจี้ยนจิ่นจะให้ความสำคัญถึงขนาดออกมาต้อนรับเอง คงเพราะเหตุนี้ ซูลั่วฝูที่เป็เพียงบุตรอนุภรรยาจึงไม่ได้มาปรากฏตัว
แต่ตอนนี้ฉู่จี้เฟิงไม่มา เท่ากับว่าพวกเขาต้องมาต้อนรับเพียงบุตรอนุภรรยาคนหนึ่ง ศักดิ์ศรีของพวกเขาจะไม่หมดสิ้นได้อย่างไร
ซูอิ่นเย่ว์ทำเป็มองไม่เห็น ตามมารยาทเดินไปข้างหน้าแล้วคารวะ “ลูกสาวคารวะท่านพ่อท่านแม่”
ซูเจี้ยนจิ่นข่มอารมณ์ถาม “ซื่อจื่ออยู่ที่ไหน”
จี้หมัวมัวกล่าวเสริมว่า “ซื่อจื่อมีราชการด่วนที่ต้องจัดการ จึงให้บ่าวตามมาดูแลพระชายาซื่อจื่อ ขอท่านซูโปรดอภัย”
ฉู่จี้เฟิงเป็ถึงผู้บัญชาการของหน่วยชื่อหลง มักมีภารกิจลับต้องปฏิบัติอยู่เสมอ ซูเจี้ยนจิ่นจึงไม่รู้สึกแปลกใจ ในทางกลับกัน เขากลับคิดว่า หรือว่าในราชสำนักเกิดเื่ขึ้นอีกแล้ว?
งานเลี้ยงเยี่ยมบ้านในวันนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เขายังออกมาต้อนรับด้วยตนเอง เพราะหน่วยชื่อหลงสามารถเข้าถึงข่าวลับต่างๆ หากเขารู้ข้อมูลบางอย่าง เส้นทางขุนนางของเขาย่อมรุ่งเรือง ตระกูลซูก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
ซูเยียนหนิงที่แต่งกายอย่างประณีต เม้มริมฝีปากก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “ซื่อจื่อมีราชการจริงๆ หรือว่าไม่อยากกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมกับน้องรองกันแน่?”
คำพูดนี้กระตุ้นให้ซูเจี้ยนจิ่นฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าฉู่จี้เฟิงดูถูกตนมาตลอด
หรือบางทีเขาอาจแค่แกล้งตอบรับเมื่อวานนี้เท่านั้น?
พอคิดเช่นนี้ก็เริ่มรู้สึกเสียใจ หากรู้ว่าฉู่จี้เฟิงจะฟื้นขึ้นมาได้ เขาควรส่งซูเยียนหนิงแต่งงานไปแทน
บุตรสาวคนรองของเขาเป็เพียงบุตรีอนุภรรยา เกรงว่าฉู่จี้เฟิงคงมองว่าเป็การตบหน้า และยิ่งไม่เห็นค่าตระกูลซู
ซูเยียนอวี่กวาดตามอง เห็นซูอิ่นเย่ว์ยังแต่งกายเรียบง่าย แม้แต่ปิ่นปักผมดีๆ สักอันก็ไม่มี นางยิ่งดูถูกมากขึ้น กล่าวว่า “เถียนมามาบอกว่าซื่อจื่อรับปากว่าจะมา หรือว่าเ้าทำให้เขาโกรธ เขาถึงไม่ยอมมากับเ้า?”
ซูเจี้ยนจิ่นเดิมทีก็อารมณ์ขุ่นเคืองอยู่แล้ว เมื่อได้ยินบุตรสาวทั้งสองพูดเช่นนี้ สีหน้าก็ยิ่งแสดงความโกรธ
“จริงหรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าคนที่มีสายเืเดียวกับนางกลับคอยกดดันอยู่ตลอด ก็แค่นยิ้มเย็นในใจ
จริงๆ แล้วนางเองก็โกรธ ฉู่จี้เฟิงรับปากแล้วแท้ๆ แต่เช้ากลับไม่เห็นเงา ซ้ำยังไม่ทิ้งคำพูดใดไว้เลย
คนตระกูลซูต่อให้คิดว่าฉู่จี้เฟิงหลอกพวกเขา ก็ไม่มีทางโทษเขาโดยตรง ดังนั้นนางจึงเป็ฝ่ายต้องมารับความอึดอัดใจทั้งหมดแทน
จี้หมัวมัวเห็นดังนั้นก็เข้าใจท่าทีของคนตระกูลซูทันที นางจึงย้อนถาม “ท่านซูถามเช่นนี้ หมายความว่า้ารู้ว่าซื่อจื่อกำลังปฏิบัติภารกิจใดอยู่หรือ”
ซูเจี้ยนจิ่นสะดุ้งในใจ
หน่วยชื่อหลงอยู่เหนือขุนนางทั้งปวง ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้โดยตรง หากเขาซักไซ้เื่นี้ต่อไป ก็เท่ากับเป็การล่วงเกิน