บทที่ 14 เมืองหลวง
พระราชวังสูงตระง่านพ้นกำแพงเมืองและกำแพงวังขึ้นมาสามารถมองเห็นได้แต่ไกลตรงกลางเป็สิ่งก่อสร้างรูปทรงเก๋งที่ใหญ่โตหลังคามีสีเหลืองอมส้มยาวแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของแคว้นฝูและความร่ำรวยของราชวงค์ได้เป็อย่างดี
ความยิ่งใหญ่นี้แสดงถึงความรุ่งเรืองของแคว้นฝูทั้งอาคารรองรอบๆ ราวกับพระราชวังใหญ่เท่ากับพื้นที่อาศัยของประชาชน
“ใหญ่มากเ้าค่ะคุณหนูใหญ่กว่าจวนเ้าเมืองเว่ยหลายสิบเท่านัก” อาจิงเอ่ยเป็คนแรกทันทีที่ได้เห็นก็จริงของบ่าว นางพึ่งเคยเห็นวังของจริงในยุคสมัยที่มันอยู่จริงๆก็รู้สึกว่ามันใหญ่กว่ามาก
“สำรวมหน่อยอาขิง เ้าเป็บ่าวอย่าทำตัวกระโตกกระตาก มันส่งผลต่อคุณหนูด้วย”เสี่ยวโยวมักจะสั่งสอนอาจิงที่ทำตัวเป็เด็กให้เข้าร่องเข้ารอยเสมอ
“ข้าตื่นเต้นนี่พี่เสี่ยวโยวข้าไม่ได้เกิดในเมืองหลวงเช่นท่านนะเ้าคะ”
“แต่ก็จริงอย่างที่อาจิงว่านะพระราชวังยิ่งใหญ่จริงๆ” จ้าวอี้หยางกล่าวเห็นด้วยด้วยรอยยิ้มจ้าวอี้หยางเอ็นดูอาจิงมาก ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่ใครได้เห็นย่อมเอ็นดูและเชื่อใจว่าเสี่ยวโยวจะสั่งสอนนางได้ดีเช่นกัน
“แต่ยามอยู่ต่อหน้าผู้คนอาจิงต้องสำรวมกว่านี้นะ ไม่เช่นนั้นอาจเป็ข้าที่ถูกตำหนิว่าสั่งสอนเ้าไม่ดีได้”เสียงหวานเอ่ยตักเตือนบ่าวเพื่อไม่ให้นางได้ใจจนเกินไป
“เ้าค่ะ คุณหนูข้าจะตั้งใจเรียนมารยาทและอ่านเขียนจากพี่เสี่ยวโยวไม่เกียจคร้านเลยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วพวกเ้าโปรดจำไว้ ตระกูลหลิว ข้าไม่อยากพัวพัน เลี่ยงได้ก็เลี่ยงหากเลี่ยงไม่ได้ ก็มาบอกข้า ห้ามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด ข้ายังไม่อยากปะทะยามนี้”แต่นางเอาคืนแทนมารดาทบทั้งต้นทั้งดอกแน่นอน
“เ้าค่ะ”
...... ...
คนรถบังคับรถม้ามาเรื่อยๆผู้คนเริ่มหนาตาขึ้น มีร้านรวงทั้งสองข้างประดับประดาสวยงามแตกต่างจากทุกเมืองที่ผ่านมาแม้เมืองเว่ยจะมีผู้คนมากมายแต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับเมืองหลวงที่นี่เป็ที่ที่แลกเปลี่ยนสินค้าและเงินตราขนาดใหญ่เสียงเร่ขายสินค้าปะปนไปด้วยเสียงพูดคุย
มือบางเปิดหน้าต่างมองออกไปด้านนอกโดยที่นางกับจ้าวอี้หยางต่างพากันชี้ชวนดูร้านโน้นร้านนี้กันอย่างสนุกสนานเช่นเดียวกับบ่าวทั้งสองคนที่ยิ้มออกมาพลางสนใจร้านข้างนอกเช่นกันไม่นานรถม้าก็เข้ามายังเขตบ้านเรือนที่ดูต่างจากเมื่อครู่หลายเท่านัก
บ้านเรือนที่นี่ดูมีสีสันและมีขนาดที่ใหญ่โตปะปนอยู่มากกว่าเขตชุมชนด้านนอกแม้จะมีคนแต่ก็ไม่พลุกพล่านเช่นด้านนอกเมื่อครู่คงจะเข้าเขตจวนของเหล่าขุนนางและผู้ร่ำรวยแล้วก็เป็ไปได้
รถม้าจอดเทียบที่หน้าจวนขนาดใหญ่ที่เขียนหน้าจวนว่าเจิ้งจิง ที่หมายความว่า ซื่อตรง ซึ่งใช้ในการอธิบายอุปนิสัยซึ่งเขียนด้วยลายมือสวย
บ่าวเปิดประตูและนำบันไดมาวางให้ตรงทางออกรถม้าพวกนางจึงรู้ว่าถึงที่หมายแล้วทั้งสี่คนจึงออกไปจากรถม้าคันใหญ่ท่ามกลางสายตามากมายของผู้คน
อาจเพราะเป็รถม้าที่มีตราตระกูลจ้าวและตราของท่านหญิงเจี่ยลี่ที่ไม่ได้เจอมานานหรืออาจเป็เพราะผู้นำขบวนคือท่านแม่ทัพและหัวหน้าราชองครักษ์จงเป็ผู้นำขบวนร่วมกัน
มือบางขาวเนียนของจ้าวอี้หยางปรากฏให้เสี่ยวโยวประคองตามมาด้วยร่างบอบบางของจ้าวอี้หยาง เทพธิดาตะวันออกความงดงามของจ้าวอี้หยางเป็ที่เลื่องลือ แม้แต่ในเมืองหลวงหากแต่ผู้คนในเมืองหลวงไม่ขาดสาวงามจึงต่างคิดกันว่าความงดงามของจ้าวอี้หยางจะมากกว่าคุณหนูในเมืองหลวง
เมื่อร่างเล็กในชุดงดงามปรากฏกายพร้อมกับสายลมที่พัดพาเอาเส้นผมและเสื้อผ้าพัดตามลมเบาๆยิ่งเหมือนภาพตรงหน้าหยุดนิ่งอยู่กับที่
ชาวเมืองหลวงตาค้างได้ไม่นาน สตรีอีกนางก็เดินลงมาจากรถม้าความงดงามแทบหยุดหายใจไม่ต่างกัน เครื่องหน้าที่เหมือนถูก์ประทานมาให้อย่างเหมาะสมและรูปร่างอรชรในชุดสีอ่อนเสริมให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วขาวยิ่งกว่าเดิม
ใครกัน? นางเป็ใคร?สตรีแซ่จ้าวมีสาวงามถึงสองคนเชียวหรือ?หรือจะเป็อนุภรรยาคนใหม่ของจ้าวหานผู้นั้น?
ต่างคนต่างก็คิดกันไปหลายทิศทางไหนจะท่านหญิงเจี่ยลี่ที่ยังคงความงดงามแม้จะผ่านไปนานหลายปีความงดงามราวปีศาจของท่านหญิงเจี่ยลี่ยังคงสร้างความตราตรึงได้เหมือนเคย
“ท่านแม่”เสียงนุ่มของเ้าของจวนดังขึ้นพร้อมกับปรากฏตัวมีภรรยาและลูกชายตัวน้อยแก้มขาวอมชมพูเคียงข้างอย่างน่ารัก
“คารวะพี่ใหญ่ พี่สะใภ้”สองสาวปริศนาที่เห็นกุนซือจ้าวหานเดินออกมาจากจวนย่อตัวลงอย่างงดงาม
“ตามสบายเถิด อี้หยาง ซินเยว่จะว่าไป ซินเยว่คงพึ่งเคยเจอพี่สะใภ้เ้า”
“น้องเล็ก ยินดีที่ได้พบงดงามเช่นท่านพี่ว่า” หลี่หลินบุตรสาวของราชครูผู้หนึ่งที่เกิดและเติบโตที่เมืองเว่ยทั้งสองคนพบรักกันั้แ่วัยเยาว์ เมื่อจ้าวหานพร้อม ทั้งหน้าที่การงานและฐานะทางสังคม ประกอบกับหลี่หลินสามารถออกเรือนได้จ้าวหานจึงจัดแจงสู่ขอเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากที่จ้าวซินเยว่หมดสติไปจึงทำให้ทั้งสองยังไม่เคยเจอกัน
“น้องยินดีเช่นกันพี่สะใภ้เองยิ่งงามกว่า”
น้องเล็ก!? สตรีปริศนาที่ปรากฏตัวหน้าจวนจ้าวอีกคนคือทารกที่ตระกูลหลิวป่าวประกาศว่าเกิดมาพิกลพิการมีตุ่มนื้อขึ้นบนใบหน้าจนไม่ให้ใช้แซ่เพราะจะเป็กาลกิณีแก่วงตระกูลผู้นั้นหรือ
เหตุใดยามนี้ตามใบหน้าและลำตัวไม่มีสิ่งใดอัปลักษณ์ทั้งยังดูสง่างามมากเสียด้วยดูท่าตระกูลหลิวจะต้องเข้าใจสิ่งใดผิดพลาดไปแล้วเป็แน่ หรือตระกูลหลิว ใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงท่านหญิงเจี่ยลี่กัน
จ้าวซินเยว่ััได้ว่ามีผู้คนจับจ้อง นางค่อนๆ ชายสายตาไปมองช้าๆไม่มีอารมณ์โกรธหรือเกลียด เพียงหันมองธรรมดา ก็ทำให้เหล่าผู้คนสะดุ้งเฮือก
ความงดงามเช่นปีศาจของท่านหญิงเจี่ยลี่ช่างรุนแรงนักหากกล่าวว่าหลิวลู่เสียนผู้นั้นงดงามแล้ว จ้าวซินเยว่ผู้นี้ยิ่งไม่น้อยหน้า
ทั้งจ้าวอี้หยาง และจ้าวซินเยว่ล้วนงดงามยิ่งเช่นนี้ฉายาคุณหนูผู้งดงามที่สุดที่คุณหนูใหญ่หลิวผู้นั้นได้รับก็คงจะมีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อเข้ามาแย่งชิงเสียแล้วทั้งยังเป็ญาติที่ตระกูลหลิวตัดขาดอย่างถาวรอีกดูท่าทางแวดวงชั้นสูงจะมีเื่สนุกเกิดขึ้นอีกเป็แน่!
“ขอบคุณท่านแม่ทัพและหัวหน้าองครักษ์จงที่ร่วมขบวนมาด้วยทำงานเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”จ้าวอันหรานไม่ลืมที่จะหันไปกล่าวขอบคุณทหารชั้นสูงทั้งสองคนที่เสียเวลาดูแลความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของพวกนาง
“หามิได้ท่านหญิง ล้วนเป็ความใส่ใจของฝ่าาทั้งนั้นเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” จงหรูอี้และคนของตนอีกสองสามคนทำความเคารพและแยกตัวออกไปเหลือเพียงแม่ทัพใหญ่ที่ยังยืนอยู่
“จะเข้าไปสนทนากันก่อนหรือไม่”จ้าวหานกล่าวชักชวนสหายร่วมรบอย่างเป็กันเอง ยามที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสองเป็สหายร่วมเป็ร่วมตาย ไม่ถือเอายศมาข่มกัน
“หากคนที่จวนรู้ว่าข้ามาถึงแล้วแต่ยังเหลวไหลพิงจิ่งกงจูได้บ่นข้าหูชาแน่ ไว้วันหลังข้าจะมาสนทนาด้วย”เฉินจือหานปฏิเสธเสียงแข็ง จ้าวหานยกยิ้มพลางหยักหน้าให้คนที่อายุน้อยกว่าสองปี
“ฝากทักทายบิดามารดาของท่านด้วย” จ้าวอันหรานเสริม
“ข้าจะบอกให้ วันนี้ข้าต้องลาตรงนี้ หากมีอะไรก็บอกข้าได้จวนของข้าอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ เดินไปก็ถึง”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” เฉินจือหานโค้งรับคำขอบคุณจ้าวอันหรานก่อนจะลืมไปก็ไม่ลืมทิ้งสายตาให้กับสตรีอีกคนที่มองตนด้วยสายตาที่ไม่เหมืนคนอื่นชายหนุ่มจึงยักคิ้วเล็กน้อยก่อนจะขึ้นม้าเดินจากไป
และการกระทำเ่าั้ล้วนอยู่ในสายตาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นคนเป็แม่และพี่สาวพี่ชายล้วนมองที่น้องสาวคนเล็กด้วยสายตาแตกต่างกัน บางคนห่วงบางคนจับผิด
“มองข้าทำไมเ้าคะ?”
เ้าตัวกลับถามทุกคนตอบด้วยท่าทางสงสัยจนทุกคนถอนหายใจออกมาพร้อมกันแม้แต่อาจิงและเสี่ยวโยว จนคนถามเอียงคออย่างสงสัย
... เป็อะไรกันนะ?
...... ...
จวนเจิ้งจิงเป็จวนพระราชทานนับั้แ่ท่านพี่ขึ้นเป็กุนซือแม้ตอนอวยยศเป็รองแม่ทัพและตำแหน่งโหวเร็วๆ นี้จะมีการเสนอให้จวนใหม่แต่พี่ชายของนางกล่าวว่าที่นี่เป็จวนดั้งเดิมของสกุลจ้าวอยู่ที่นี่ย่อมดีอยู่แล้วฝ่าาจึงประทานป้ายจวนที่เขียนด้วยองค์เองแทนเพื่อเป็เกียรติ
จวนเจิ้งจิงนั้นใหญ่โตสมกับเป็จวนเดิมสกุลจ้าวก่อนจะมอบให้ราชสำนักแต่ก็เวียนมาประทานให้กับขุนนางแซ่จ้าวอยู่ดีทำให้จวนนี้ไม่เคยเปลี่ยนเ้าของมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
เมื่อเดินเข้ามาภายในจวนทุกอย่างล้วนถูกดูแลมาอย่างดีเรือนหน้าอันเป็เรือนรับรองขนาดใหญ่มีบ่าวคอยดูแล ทั้งต้นไม้ใบหญ้ามีพอเหมาะพอควรเดินเข้าไปมีเรือนปีกซ้ายและขวาท่านด้านปีกขวาบ่าวน้อยกว่าฝั่งซ้ายที่ดูคล้ายจะเตรียมรับรองเ้านายใหม่ที่จะมาอยู่ที่นี่
“ซินเยว่ไปอยู่จวนท้ายนั่นได้หรือไม่ ไกลสักหน่อยแต่กว้างและสงบ”แม้จ้าวหานจะไม่สบายใจที่ต้องให้น้องสาวไปอยู่ไกลที่สุดแต่นั่นก็ตามฐานะในบ้านตนและภรรยาอยู่ฝั่งขวา ท่านแม่ จ้าวอี้หยางและจ้าวซินเยว่อยู่ทางซ้ายตามลำดับ
“ไกลของท่านก็ไม่ได้ไกลมาก ไม่ใช่ท้ายจวนอย่างท่านว่าเสียหน่อย”จ้าวซินเยว่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม หากเทียบกับจวนสกุลจ้าวที่เมืองเว่ยนี่ก็ใกล้กับหน้าบ้านมากกว่าหลายเท่า
“ข้าจะให้บ่าวนำทางและช่วยขนของ อย่างไรวันนี้ก็พักผ่อนกันก่อนจะทำอะไรต่อพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” จ้าวหานพูดจบก็หันไปสั่งงานบ่าวของตนทุกคนต่างทำงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว และแล้วญาติผู้หญิงทุกคนก็แยกย้ายกันไปสำรวจและพักผ่อนที่เรือนของตัวเอง
จ้าวซินเยว่มองทัศนียภาพรอบๆนางเห้นว่าพี่ใหญ่ใส่ใจกับความเป็อยู่ไม่น้อยทุกอย่างดูสะอาดสะอ้านและแข็งแรงราวกับมีการตรวจสอบบ่อยๆทั้งที่จวนนี้มีอายุหลายสิบปีนับั้แ่สร้างจวนขึ้นมาบางส่วนที่ไม่มีคนอาศัยก็ไม่ได้รกร้างถูกจัดแต่งให้โล่งสบายตา
เดินไม่นานก็ถึงเรือนของนาง เป็เรือนใหญ่แต่เดินไกลสักหน่อยค่อนข้างสงบแต่ดูโล่งกว่าที่นางคิดด้านหน้าเรือนมีต้นไม้ใหญ่เป็ต้นบ๊วยที่ยามนี้เริ่มมีดอกตูมให้เห็นใต้ต้นบ๊วยมีม้าหินขนาดใหญ่ ถัดไปอีกฝั่งก็เป็ศาลาไม้
ร่มรื่นและกว้างขวาง นางชอบมากๆ
ส่วนตัวเรือนภายในถูกแบ่งออกเป็สัดส่วนชัดเจนทั้งห้องหนังสือที่มีหนังสือเก่ามีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่เหมาะกับการเขียนหนังสือและการพูดคุยเมื่อมาถึงห้องนอนก็ยิ่งถูกใจนาง บนผนังห้องนอนปล่อยโล่ง ไม่ได้มีชั้นหนังสือมากมีแต่ตู้เสื้อผ้าใหญ่สองหลัง ถัดมามีโต๊ะหนังสือเช่นเดียวกันและมีเครื่องดนตรีตั้งอยู่ ผีผา ขลุ่ยไม้ไผ่และกู่เจิ้งวางอยู่
พี่ชายใหญ่ก็รู้ใจนางไปหมด เรือนที่จวนสกุลจ้าวก็ครั้งหนึ่งที่นี่ก็เหมือนกัน จะว่าไป นอกจากคนในจวนนี้ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่านางชมชอบดนตรีหลายคนคิดว่านางสนใจด้านสมุนไพรที่สุด เพราะเรียนกับซุนหัว
...... ...
ในขณะที่จวนสกุลจ้าวมีการต้อนรับอันแสนอบอุ่นอีกฟากฝั่งของหมู่บ้านขุนนาง ไม่ได้สงบสุขอย่างเช่นตระกูลจ้าวกลับร้อนเป็ฟืนเป็ไฟเพราะการกลับมาของจ้าวอันหรานผู้นั้น
“ข้าได้ข่าวว่าจ้าวอันหรานกลับมาแล้วครั้งนี้พาทั้งหลานทั้งลูกสาวของมันมาพักอยู่ที่จวนกุนซือเ้าค่ะ”บ่าวแก่ข้ากายฮูหยินผู้เฒ่าหลิวรายงานด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไม่ชอบใจที่มีต่อผู้ที่อยู่ในบทสนทนาอย่างเห็นได้ชัด
“สตรีแซ่จ้าวนางนั้นหรือกล้ากลับมาด้วย นึกว่าเข้าป่าไม่กลับมาแล้วเสียอีก”ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวพูดพลางยกจอกน้ำชาในมือขึ้นมาดื่ม
“เ้าค่ะข้าเห็นรถม้าที่มีตราสกุลจ้าวและตราของท่านหญิงเจี่ยลี่ชัดเจน”
ข่าวนี้ไม่ได้สร้างความสบายใจให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวนักเพราะยามนี้เป็่เวลาสำคัญ อาจมีการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักได้ตลอดเวลา
“นายท่านขอพบเ้าค่ะ”บ่าวอีกคนที่เข้ามารายงานการมาถึงของลูกชายเพียงคนเดียวของนาง
“ให้เข้ามาสิ”
ร่างสูงของชายวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนักก่อนจะนั่งลงที่ที่นั่งข้างๆ สำหรับแขก
“เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นล่ะ”คนเป็แม่ถามลูกชาย
“จ้าวอันหราน นางกลับมาแล้วท่านแม่มาพร้อมเด็กคนนั้น” หลิวซือิพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนักการมาเยือนของจ้าวอันหรานไม่เป็ผลดีนักเพราะอีกฝ่ายมีหลักฐานการเตรียมการฏเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนอยู่ในมือ
“ข้ารู้แล้ว นางมาทำไมใครใช้ให้นางมา”
“จะใครเล่าฝ่าากับไทเฮาเรียกให้นางเข้าเฝ้า ส่งคนไปรับนางทั้งหัวหน้าราชองครักษ์จงและแม่ทัพเฉิน”ไม่เช่นนั้นตนคงส่งคนไปดักทำร้ายนางก่อนถึงเมืองแล้ว หลิวซือิคิด
“พับผ่าสิ! ทำไมนางถึงวาสนาดีขนาดนั้นกันนะ แล้วเราจะทำยังไงกันดีเอาลู่เสียนไปขู่ดีหรือไม่”ลู่เสียนหรือหลิวลู่เสียนลูกสาวคนโตของจ้าวอันหรานที่เป็คล้าย ตัวประกัน มาตลอดหลายปีแต่หลานสาวผู้โง่เขลาคนนั้นไม่รู้เลยทั้งยังถูกเลี้ยมสอนให้เกลียดตระกูลจ้าวยิ่งกว่าใคร
“ข้าเกรงว่ายามนี้จะทำไม่ได้ตำแหน่งแม่ทัพและอำนาจในราชสำนักไม่เหมือนเดิม แม้ก่อนๆเฉินหรงฟางจะไม่แตะต้องเราเพราะเห็นแก่หน้าจ้าวอันหรานแต่ยามนี้ลูกชายของเขาเป็แม่ทัพข้าเกรงว่าคนคาดเดาไม่ได้เช่นเฉินจือหานจะไม่ไว้หน้ามากกว่าไหนจะชินอ๋องผู้นั้นอีก เคารพจ้าวอันหรานยิ่งกว่าพี่สาวของตัวเอง”
หลิวซือิแสดงความกังวลออกมา
“ไอ้นั่นก็ไม่ได้! ไอ้นี่ก็ไม่ได้! น่ารำคาญจริง!” ฮูหยินผู้เฒ่าหงุดหงิดยิ่ง ที่ทำอะไรจ้าวอันหรานไม่ได้สักอย่าง
“หลิวลู่เสียนผู้นั้นไม่ใช่ว่าชมชอบเฉินจือหานหรอกหรือ เ้าก็เป็สะพานให้นางหน่อยสิหากดึงเฉินจือหานมาอยู่ฝั่งเราได้ คนที่จะลำบากต้องเป็แซ่จ้าวไม่ผิดแน่”
“จริงด้วย”
หลิวซือิคิดถึงข้อนี้ได้ก็มีประกายความหวังหลิวซือิลูกสาวของตนเป็สตรีที่งดงาม เื่งานของสตรีก็เพรียบพร้อมนางชมชอบเฉินจือหานั้แ่เป็เพียงนายกองเล็กๆ ยามนี้เป็ถึงแม่ทัพใครต่อใครก็ว่านางเหมาะสมกับแม่ทัพเฉินทั้งนั้น
หากไม่ติดว่าเฉินจือหานเป็พวกอยู่ไม่ติดที่บางทีอาจจะสมวาสนาไปนานแล้ว
แต่โชคยังดีได้ข่าวว่ารอบนี้ฝ่าาออกปากให้เฉินจือหานอยู่เมืองหลวงให้นานสักหน่อยอาจจะยังพอมีหวัง
“เทียบเชิญงานของไทเฮาท่านแม่ให้ฮูหยินข้าพาลู่เสียนไปด้วยเถอะ ครั้งนี้สองคนนั้นคงได้พบกันเสียที”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจโชคดีจริงๆ ที่มีลูกสาวของนังอันหรานอยู่กับตัวอีกหนึ่ง ทั้งฐานะหน้าตาล้วนเหมาะสมกับเฉินจือหานผู้นั้นนัก อีกอย่างให้หลิวลู่เสียนแต่งออกล้วนเป็สิ่งที่ดีนางสามารถควบคุมเด็กคนนั้นได้ หากได้ความโปรดปรานจากเฉินจือหานก็จะควบคุมเฉินจือหานได้อีก
กำไรเห็นๆ!
… … …
หมู่ดาราส่องแสงประกายบนผืนฟ้ายามค่ำคืนราวกับกำลังจรรโลงสรรพสิ่งใต้อาณัติให้เข้าสู้ห้วงนิทรามือบางที่เขียนบันทึกเสร็จวางพู่กันลงอย่างแ่เบา ใบหน้าสวยหันไปทางหน้าต่างดวงตางดงามจ้องที่ประกายแสงดาวในค่ำคืนที่ดวงจันทร์เหลือเพียงเสี้ยว
... การแก้ไขเื่ราวทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้นแล้วสินะทุกอย่าง จ้าวซินเยว่ ข้าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดอย่างที่เ้าไว้ใจจะไม่มีผู้บริสุทธิ์คนใดต้องตายด้วยความทรมานอีกแล้ว
... ข้าสาบาน
#####