สำหรับศัตรูหัวใจที่ยามนี้คล้ายจะมองดูสบายตาขึ้นมาบ้างแล้วคนนั้นก็ไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรด้วยสักนิดยังคงออกไปทำงานและกลับมาบ้านด้วยสีหน้าตายด้านตามปกติทุกๆ วัน
ซูเจี๋ยนก็ยังคงขลุกตัวอยู่ในบ้านต่อไปแทบกลายเป็ิญญาเฝ้าบ้านอยู่รอมร่อ
และในวันนี้โทรศัพท์ของสาวน้อยซูเจี๋ยนก็ดังขึ้นเป็ครั้งแรก
ซูเจี๋ยนอึ้งงันไป จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มาดูเห็นเป็ชื่อ ‘จื่อเวย’ สองพยางค์นี้สว่างวาบอยู่บนหน้าจอ
จื่อเวย? แค่ชื่อก็รู้สึกได้เลยว่าต้องเป็สาวงามแน่นอน!ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงกดรับสายอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เป็ไปตามคาดคนที่ปลายสายนั้นมีน้ำเสียงไพเราะทรงเสน่ห์เพียงฟังก็ทำให้ผู้ชายรู้สึกหนึบชาไปทั้งร่างได้แล้ว : “ซู....เสี่ยว....เจี๋ยน”
ซูเจี๋ยนรับคำแบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว :“อ๋า? อ้อ เป็ฉันเอง”
ประโยคต่อมาคือ : “เธอ–กล้า–ไม่–รับ–สาย–ฉัน!!!”
ซูเจี๋ยนถูกเสียงคำรามก้องที่ะเิออกมาอย่างกะทันหันไร้สัญญาณเตือนประโยคนี้ทำให้ใจนแทบขวัญบินโทรศัพท์เกือบพลัดหลุดจากมือ ต้องรีบลนลานคว้าจับไว้ ตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ :“ขอโทษนะ ฉันผิดเอง.....”
หญิงสาวที่อีกฝั่งของสายแค่นหัวเราะดังฮึออกมา :“อ้อ? เราไม่ได้เจอกันมาตั้งเดือนนึงแล้วเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้รึไง! ไหนพูดมาซิมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ ทำไมโทรไปหาเธอทีไรก็ปิดเครื่องอยู่ตลอดเลย”
ซูเจี๋ยนกล่าวตอบอย่างว่าง่าย : “เพราะฉันลืมชาร์จแบตโทรศัพท์น่ะ” คำพูดนี้ไม่ใช่การโกหกแต่อย่างใดนอกจากตอนแรกที่เขาจำเป็ต้องโทรหาคนที่บ้านของสาวน้อยซูเจี๋ยนอย่างไร้ทางเลือกแล้วเขาก็ไม่เคยได้แตะต้องโทรศัพท์เครื่องนี้อีกเลยถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้นึกอยากเล่นเกมส์ในโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างกะทันทันเลยหยิบออกมาชาร์จแบต เกรงว่าสายที่เรียกเข้าวันนี้เขาก็คงไม่ได้รับเช่นกัน
ปลายสายอีกฝั่งไม่พอใจกับคำตอบอย่างเห็นได้ชัด :“ทุกวันฉันโทรหาเธอตั้งหลายรอบ เธอไม่ได้ชาร์จแบตแล้วไม่ได้เปิดใช้โทรศัพท์เลยรึไงกัน”
ซูเจี๋ยนพอจะเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายคงเป็เพื่อนของสาวน้อยซูแต่เพราะตอนนี้ตัวเองไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายรับรู้สถานการณ์ของสาวน้อยซูมากน้อยแค่ไหนดังนั้นจึงตัดสินใจย้อนทวนเื่ราวไปั้แ่แรกเริ่ม : “เพราะฉันประสบอุบัติเหตุรถชนน่ะ”
ตามคาดเสียงร้องอุทานจากอีกฝั่งดังลั่นขึ้นมาทันควัน แทบจะทำให้แก้วหูของซูเจี๋ยนบอดดับไปอยู่รอมร่อ
“แล้วตอนนี้เป็ไงบ้าง าเ็ตรงไหนรึเปล่าเป็อะไรมากไหม” เสียงของสาวงามกระวนกระวายมาก โพล่งถามออกมารัวเร็ว
จากน้ำเสียงร้อนรนของอีกฝ่ายดูเหมือนว่าสาวงามคนนี้จะเป็เพื่อนที่จริงใจต่อสาวน้อยซูเจี๋ยนอย่างแท้จริงซูเจี๋ยนค่อยๆ ไล่แจกแจงตอบคำถามของอีกฝ่ายไปตามความจริงทีละข้อ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงสาวงามดังผ่านสายมา :“ทำไมจู่ๆ ถึงไปประสบอุบัติเหตุเข้าได้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่เล่าให้ฉันฟังอย่างละเอียดเลยนะ บอกทุกอย่างมาให้ฉันรู้ตามตรงเถอะ!”
ซูเจี๋ยนอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือกอย่างเชื่อฟังแม้แต่เื่ที่ ‘สูญเสียความทรงจำ’ ก็บอกออกไปด้วย
สาวงามที่ปลายสายอีกฝั่งเงียบเสียงไปนาน
หลังจากเปิดปากขึ้นอีกทีก็เป็คำถามวัดใจ :“นี่เธอจะบอกว่า แม้แต่ฉันคนนี้ เธอก็ลืมไปแล้ว?”
ซูเจี๋ยนอ้ำๆ อึ้งๆ : “เปล่านะฉันแค่....”
“แค่อะไร?”สาวงามโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแล้ว ถ้อยคำหลังจากนั้นกล่าวออกมาอย่างเข้มงวด : “ส่งที่อยู่เธอมาซะ! ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้แหละ!”
……………………………….
สาวงามมาถึงอย่างรวดเร็ว
ได้ยินเสียงออดดังที่หน้าประตูซูเจี๋ยนก็ขยับตัวไปเปิดประตูด้วยอาการตื่นเต้นลนลาน
ที่นอกประตู มีสาวสวยทรงเสน่ห์คนหนึ่งยืนอยู่
ใบหน้าของสาวงามเรียวเล็กราวกับเมล็ดแตงเส้นผมยาวเป็ลอน ขายาวเอวคอด สวมเสื้อผ้ารัดกุมมีสไตล์ทั้งเซ็กซี่ทั้งสง่างามพอเหมาะพอเจาะไม่ขาดไม่เกินไปแม้แต่ส่วนเดียวหลอมรวมเป็สาวงามไร้ที่ติทั้งเนื้อทั้งตัว
นี่ก็คือแบบฉบับเทพธิดาในฝันของซูเจี๋ยนคนก่อนตรงสเปคเป๊ะๆ!
ซูเจี๋ยนตะลึงตาค้าง โพล่งถามออกไปอย่างไร้สติ :“เธอ เธอคือ....”
“เหยียนจื่อเวย” สาวงามดูไม่พอใจเอามากๆที่ซูเจี๋ยนลืมชื่อเธอไป : “จำไว้ให้ดีล่ะ ห้ามลืมอีก!”
ซูเจี๋ยนพยักหน้าหงึกๆ ยอมรับแต่โดยดีจากนั้นก็วางรองเท้าแตะสำหรับใส่เข้าบ้านให้เธออย่างเอาใจใส่
เหยียนจื่อเวยกลับมองดูที่ท่อนขาของอีกฝ่ายจากนั้นคิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากัน ยกนิ้วชี้ไปทางโซฟา : “เธอน่ะไปนั่งพักที่โซฟาเถอะ!”
เ้าเซ่อซูผู้เอาแต่เหม่อมองเทพธิดาในฝันของตัวเองอย่างโง่งมก็ทำตามคำสั่งอย่างเชื่อฟังขยับไปทรุดนั่งลงบนโซฟา ประสานวางมือไว้บนขาอย่างสุภาพเรียบร้อยมีมารยาท
เหยียนจื่อเวยง่วนกับการสำรวจห้องต่างๆในบ้านจนครบรอบหนึ่ง ระหว่างที่กวาดตามองไปรอบด้านก็พลันเอ่ยขึ้น : “หลังเธอแต่งงาน ฉันยังไม่เคยมาบ้านเธอเลย” หลังจากมองดูทุกอย่างจนเสร็จสิ้นแล้วก็เดินอย่างมาดมั่นตรงเข้ามานั่งข้างซูเจี๋ยน : “ฉันขอพูดหน่อยเถอะถึงพวกเธอจะแค่แต่งงานกันปลอมๆ แต่ตอนนี้ขาเธอเจ็บขนาดนี้แล้วเ้าคนแซ่อันนั่นก็ถึงขนาดทิ้งขว้างเธอไว้ที่บ้านคนเดียวนี่มันไม่เกินไปหน่อยรึไง”
ที่แท้สาวงามคนนี้ก็รู้เื่การแต่งงานปลอมๆของสาวน้อยซูกับอันอี่เจ๋ออยู่ก่อนแล้วดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอสองคนจะใกล้ชิดสนิทสนมมากทีเดียวซูเจี๋ยนครุ่นคิด ปากก็กล่าวถ้อยคำช่วยแก้ตัวแทนอันอี่เจ๋ออย่างไม่ได้ตั้งใจ :“ไม่แย่ขนาดนั้นหรอก ฉันพอดูแลตัวเองได้อยู่ เขาบอกว่าถ้ามีคนนอกกลัวว่าเื่ราวจะรั่วไหลเอาได้”
เหยียนจื่อเวยตวัดสายตามองค้อนอย่างไม่พอใจ :“อะไร? จดทะเบียนผูกมัดกับเขาก็กลายเป็เข้าข้างเขาไปแล้วจริงๆรึไง ตอนนั้นเธอไม่บอกไม่กล่าวอะไรซักคำก็ไปแต่งงานกับเขาแล้ว แถมยังปิดบังฉันอีก!เื่นี้ฉันยังไม่ได้ชำระความเลยนะ!”
เอ๋? ซูเจี๋ยนชูมือยอมศิโรราบอย่างอ่อนแอแพ้ทาง: “ฉันขอโทษนะ เื่ก่อนหน้านี้ฉันจำไม่ค่อยได้หรอกเธอเป็เพื่อนสนิทที่สุดของฉันใช่ไหม? ช่วยเล่าเื่เมื่อก่อนให้ฟังหน่อยได้รึเปล่า”
เหยียนจื่อเวยจ้องมองเขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วเริ่มบอกเล่าเื่ราวโดยละเอียด
----------------
(อ่านตอนต่อไป)