หวงจิ่นกวงบีบข้อมือของพี่ชายจนซีด สุดท้ายเขาทนความเจ็บไม่ไหว ต้องร้องโอดโอยเพื่อให้น้องชายปล่อยมือ แต่ดูเหมือนว่าจะเกินขีดจำกัดของเขาไปแล้ว เพราะไม่ว่าพี่ชายจะร้องเหมือนหมูถูกเชือดอย่างไร เขาก็ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยเลย
หยางจูเห็นมือของพี่ชายสามีซีดขาว กลัวว่าสามีจะใช้มือเดียวหักกระดูกคน โมโหก็โมโห แต่ก็ไม่อยากให้คนของตัวเองทำผิด เลยเอื้อมมือไปแตะที่มือของเขาเบาๆ
“จิ่นกวง พอเถอะฉันไม่เป็ไร” หยางจูกระซิบบอกสามีเบาๆ
ทว่าเขาไม่ได้ปล่อยมือในทันทีทันใด แต่ยังพูดเสียงเย็นใส่พี่ชายอีกด้วย “ที่ผ่านมาลูกเมียผมถูกรังแกอย่างไรพวกเขาไม่เคยปริปาก แต่ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว อย่าคิดว่าต่อไปจะมีใครหน้าไหนแตะต้องพวกเขาได้”
“ดะ ได้…พี่รองจะไม่แตะต้องลูกเมียนายอีก ปล่อยมือเถอะนะ” พี่รองพยักหน้าหงึกๆ ไม่เหลือเค้าโครงคนเมื่อครู่อีก
คุณย่าหวงเห็นหลายชายถูกปล่อยมือค่อยหายใจโล่ง ถึงอย่างไรก็เป็เืเนื้อตระกูลหวง
“ฉันไม่ยอมนะคะ” สูจิ่งหลิวโวยวาย เพราะทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ ไม่มีใครเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเธอเลย
“ไม่ยอมแล้วพี่สะใภ้รองจะเอายังไงล่ะครับ” หวงจิ่นกวงถามเสียงเย็น สายตาคมดุจเหยี่ยวมองเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า บ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะใช้กรงเล็บแหลมคมขย้ำหล่อนได้ทุกเมื่อ
“ภรรยาของนายลงไม้ลงมือกับฉันก่อน จะ จะต้องจ่ายค่าเสียหายเหมือนตอนที่คุณแม่ทำร้ายหล่อน” ครั้งที่แล้วแม่สามีตบหยางจู แม่นั่นได้ค่ารักษาไปตั้ง 10 หยวน ครั้งนี้คนอยู่มากมาย เธอต้องเรียกร้องมากกว่านั้นหลายเท่า!
ได้ยินสิ่งที่สูจิ่งหลิวพูดหยางจูถึงกับมุมปากกระตุก แบบนี้ก็ไม่เท่ากับว่าหล่อนกำลังบอกหวงจิ่นกวงหรอกหรือ ว่าในระหว่างที่เขาไม่อยู่ ภรรยาของเขาเจอกับอะไรบ้าง
“หุบปาก!” คุณแม่หวงโมโหจนตัวสั่น เกิดมาไม่เคยเห็นใครโง่เท่านี้มาก่อน
จะมีก็แต่คนบ้านรองเท่านั้น ที่สนุกกับละครฉากใหญ่ที่บ้านใหญ่กำลังทำการแสดง หม่าชิงจูกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง ทว่ายังคงต้องรักษาท่วงท่าของลูกสะใภ้ผู้กตัญญูต่อหน้าแม่สามีอยู่
หวงจิ่นกวงได้ยินแบบนั้นก็หักข้อมือพร้อมกันทีเดียวทั้งสองข้างดัง กรอบ! เพียงเท่านี้พี่สะใภ้ก็รีบไปหลบอยู่ข้างหลังพี่ชายรองของเขาแล้ว “อย่างนั้นเหรอ”
“เอาล่ะๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ทำตัวเป็เด็กๆ ไปได้” พี่ใหญ่พูดห้าม เอาตัวมาบังน้องชายน้องสะใภ้ไว้ ไม่อยากให้เื่เลยเถิดมากไปกว่านี้ “เ้าสาม…พี่ใหญ่ขอ”
หยางจูตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองมีพวก ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา อย่างน้อยๆ สามีก็ไม่ได้ตาบอด มองเห็นว่าเธอและลูกชายถูกรังแก ทั้งยังปากพูดแทนเธอกับลูกอีกด้วย
“แบบนี้แล้วแม่ยังจะอยากแยกบ้านอยู่อีกเหรอครับ” คุณพ่อหวงพูดขึ้น เป็ครั้งแรกที่ท่านรู้สึกยำเกรงลูกชายคนที่สาม
“เห็นแบบนี้ฉันยิ่งต้องแยก นี่เป็เงินของพวกแกสองครอบครัว ส่วนจะแบ่งกันอย่างไรก็ไปคุยกันเอาเอง แล้วนี่ก็เป็ส่วนของเ้าสามกับภรรยา 4 ปีมานี้คนที่หาเงินเข้าบ้านมากที่สุดก็คือจิ่นกวง ถ้าไม่มีเขาพวกเราก็คงไม่มีบ้านหลังใหญ่ไว้ซุกหัวนอน”
พอคุณย่าหวงพูดขึ้นมาแบบนี้ทุกคนก็พูดไม่ออก ไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินสร้างบ้านหลังนี้เป็เงินของหวงจิ่นกวงทั้งหมด
“ในเมื่อแม่พูดขนาดนี้ ผมกับครอบครัวก็จะไปทำเื่ขอซื้อบ้านพักสวัสดิการ ดีเหมือนกันเพราะผมกับลูกก็เหนื่อยที่จะต้องเดินทางไป-กลับบ้านกับที่ทำงาน” อารองพูดขึ้น
แม้จะรู้สึกเสียดายบ้านหลังใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ได้บ้านหลังนี้ก็ต้องพี่ชายเขาอยู่ดี สู้ออกไปเสียตอนนี้ เงินเก็บที่ได้มากะจากน้ำหนักแล้วก็คงจะพอซื้อบ้านของสวัสดิการโรงงานอยู่
“คุณคะ” หม่าชิงจูไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามี อย่างน้อยๆ ก็ควรจะได้ส่วนแบ่งของบ้านหลังนี้บ้าง ไม่ใช่ยกให้บ้านใหญ่ไปหมดเลย
“พอเถอะ แค่นี้แม่ก็ปวดใจกับลูกหลานที่ตบตีกันต่อหน้ามากพอแล้ว อย่าให้ฉันรู้ว่าลูกหลานบ้านรองแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ทั้งต่อหน้าแล้วก็ลับหลัง รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น กลับ!” อารองพูดจบก็ยกยิ้มมุมปาก เพราะตั้งใจพูดกระทบบ้านของพี่ชาย
คุณย่าหวงเองก็กลับห้องตัวเองเหมือนกัน เหลือเพียงบ้านใหญ่ที่ยังไม่มีใครขยับไปไหน สูจิ่งหลิวยังคงอยู่ข้างหลังสามี หยางจูไม่ออมแรงที่ตบมาเลย จนตอนนี้เธอรู้สึกว่าปากตัวเองเริ่มจะบวมขึ้นมาแล้ว
“เอาล่ะ…หมดเื่แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” คุณแม่หวงพูดอย่างหมดแรง
่ 2-3 วันที่ผ่านมา ทุกคนดูเหนื่อยล้ามาก ทั้งจากพายุที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป แต่ยังต้องเร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย บ้านเรือน พืชผลทางการเกษตร สำหรับผู้นำอย่างคุณพ่อหวง นับว่าหนักหนามากจริงๆ
“ไม่ได้นะคะ ทุกคนต้องอยู่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ฉันก่อน” สูจิ่งหลิวไม่ยอมแพ้
“หล่อนจะกล้าเรียกร้องอะไรอีก ที่ผ่านมาก็ทำกับเขาเอาไว้เยอะ โดนเข้าบ้างก็สมควรแล้ว” พี่สะใภ้ใหญ่เป็คนไม่มีปากไม่มีเสียง แต่ครั้งนี้เธอจำเป็ต้องพูด เพราะบ้านรองคนคนก่อนเื่จนทำให้ทุกอย่างบานปลายขนาดนี้
“ฉันทำคนเดียวที่ไหน คุณแม่ก็ทำด้วย” ถ้าเธอจะถูกน้องชายสามีตามมาแก้แค้น ก็ต้องมีคนโดนไปกับเธอด้วยเช่นกัน
“กลับเถอะค่ะ ฉันปวดมือ” หยางจุกระซิบบอก ความจริงเธอปวดหูกับเสียงโวยวายของสูจิ่งหลิวมากกว่า
“อืม”
จากนั้นแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็วางมวยกันไปอีกฉากใหญ่ คุณแม่หวงเหลืออดกับลูกสะใภ้คนโปรดเต็มทน ถ้าไม่สั่งสอนเสียบ้าง ก็คงจะไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
พอกลับเข้าห้องมา หวงจิ่นกวงก็ยื่นห่อผ้าให้กับภรรยา ซึ่งมันก็คือส่วนแบ่งที่คุณย่าหวงมอบให้แก่เขานั่นเอง
“แล้วคุณไม่ดูเหรอคะ?” เธอคิดว่าเขาจะเป็คนเปิดนับมันเสียอีก
“ภรรยามีหน้าที่เก็บเงิน ส่วนผมมีหน้าที่หาเงินเข้าบ้านก็พอแล้ว” เขาตอบเสียงเรียบแต่ยังคงนั่งตรงข้ามไม่ได้ลุกไปไหน
หยางจูเบ้มุมปากเบาๆ จากนั้นก็คลี่ห่อผ้าออกมานับ เงินในห้องผ้านี้มีทั้ง 500 หยวน เงินไม่น้อยเลยจริงๆ เธอไม่รู้ว่าบ้านใหญ่กับบ้านรองได้เงินไปเท่าไหร่ เพราะคุณย่าหวงไม่ได้แจกแจงให้ฟังเลย และคิดว่าไม่มีใครทักท้วงเื่นี้ด้วยเช่นกัน
“มากขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“อืม คุณเก็บเอาไว้เถอะ” เขามองไปบนเตียง พบว่าลูกชายหลับไปแล้ว อาจจะเพราะเลยเวลานอนมานานแล้วพอสมควร
“วันนี้ผมไปรายงานตัวที่โรงงานมา พวกเขาให้เริ่มเข้าทำงานได้ต้นเดือนหน้า นอกจากนั้นก็พาไปดูบ้านพักสวัสดิการของพนักงานด้วย เป็บ้านชั้นเดียว ขนาด 60 ตารางวาไม่เลวเลย”
หยางจูนั่งฟังเขาพูดเงียบๆ เป็เพราะเธอกับลูกหรือเปล่าทำให้เขาต้องทะเลาะกับครอบครัวรุนแรงขนาดนี้ สงสารก็แต่คุณย่าหวง ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็อย่างไรบ้าง
“คุณไม่เป็ไรนะคะ?”
“ผมสบายดี”
“ฉันหมายถึงเื่วันนี้ เป็เพราะฉันไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ทำให้คุณต้องเดือดร้อนทะเลาะกับพี่น้อง” หยางจูรู้สึกสบายใจ
“ไม่เป็ไรหรอก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะยังตบหล่อนอยู่หรือเปล่า?”
“อือ” หยางจูพยักหน้าแบบไม่ต้องคิด
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรู้สึกผิด อะไรที่ทำไปแล้วไม่สามารถเอากลับมาแก้ไขได้ ต่อไปก็อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลอีกก็แล้วกัน"
เขาไม่ได้คิดโทษที่ภรรยาใช้ความรุนแรง เพียงแต่มีอีกหลายวิธีที่จะจัดการกับคนประเภทนั้น ไม่จำเป็ต้องเอาตัวเราไปคลุกฝุ่นตามพวกเขาไปด้วย
“ฉันทนไม่ได้นี่คะที่พวกเขามาว่าลูกของเรา”
“หึ เมื่อก่อนไม่เห็นคุณจะปกป้องลูกดีขนาดนี้”
“ใครบอกล่ะ” หยางจูเถียงเบาๆ คงจะมีแค่เธอเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมถึงร่างเดิมต้องทำแบบนี้ ทำเหมือนไม่สนใจลูกชาย ทั้งที่รักและเป็ห่วงเขามาก
“ช่างเถอะ ยื่นมือมา ขอผมดูหน่อย” เห็นเธอบอกว่าปวดมือ เขาเดาว่าน่าเป็ข้างที่ยกขึ้นตบ ฟังจากเสียงและแรงหันของพี่สะใภ้ ก็น่าจะไม่ออมแรงเลย