ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 มาเพราะถูกบังคับ

            เฝิงเจิ้งชูมองลั่วจิ่งเฉินสมัยนั้นตัวเขาดื้อดึงและคิดว่ามีเพียงเกษตรกรรมต่างหากที่เป็นรากฐานของบ้านเมืองเพียงเพราะเขาเกิดจากครอบครัวเกษตรกร เคยพบเจอความลำบากของราษฎรรู้ถึงความสำคัญของเสบียงอาหาร แต่พอต่อมาเขาถึงพบว่า ชาวนานั้นสำคัญ แต่หากไม่มีพ่อค้าแม้ว่าการเกษตรจะเจริญรุ่งเรือง แต่ก็คุ้มครองได้แค่คนในท้องที่ส่วนพ่อค้ากลับสามารถเชื่อมโยงการค้าและนำความมั่งคั่งมาสู่คนยากจนในท้องที่และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ได้

            “เกษตรกรรมคือรากฐานนั้นถูกต้องแต่หากสิ่งนี้เติบโตขยายได้แค่ในถิ่นฐานของมันผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจักยังไม่ใช่ผลประโยชน์ที่สูงสุดไม่อาจแสวงผลประโยชน์ที่มากขึ้นให้แก่ราษฎรดังนั้นสิ่งที่กล่าวในนี้ว่าการเกษตรสำคัญที่สุดก็ไม่ถูกต้องสิ้นสุดที่การค้าก็ไม่ใช่เช่นนี้ทั้งหมดเช่นกัน”

            “ถูกต้องแม้ว่ากำไรส่วนมากจะอยู่ที่ภาคการค้าขาย แต่นี่คือลักษณะของพ่อค้าอยู่แล้วหากไม่มีพ่อค้าอยู่ การหมุนเวียนคงกลายเป็นปัญหาใหญ่…”

            ทั้งสองเริ่มถกกันเรื่องเกษตรกรรมกับการค้าขายอยู่ในห้องอย่างละเอียดยิ่งคุยเรื่องน่าสนใจเท่าไหร่ ทั้งสองก็ยิ่งตื่นเต้น เมื่อคุยลึกลงถึงรายละเอียด ถึงกับมีความรู้สึกว่าเจอกันช้าไป

            กว่าคนจะออกจากห้องท้องฟ้าก็สว่างแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้หลับทั้งคืน แต่กลับดูกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก

            เฝิงเจิ้งชูอายุมากแล้วหลังจากทานอาหารเช้าก็กลับไปงีบ ส่วนลั่วจิ่งเฉินกลับจดบันทึกสิ่งที่ได้ถกกันเมื่อคืนอย่างละเอียดระหว่างนั้นก็นำกระดาษที่เฝิงเจิ้งชูเขียนออกมาดู ลายมือบนกระดาษนั้นเขารู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เคยเห็นที่ไหนนั้นกลับนึกไม่ออกแม้แต่น้อย

            นับตั้งแต่การร่วมแสดงข้อคิดเห็นในตอนนั้นทุกๆ วันเฝิงเจิ้งชูก็จะคอยตามตอแยลั่วจิ่งซีกับลั่วจิ่งเฉินให้สอนเขาตกปลาเหมือนเช่นทุกทีหากแต่บางครั้งก็จะชี้แนะลั่วจิ่งเฉินเวลาเจอกับหัวข้อที่คิดไม่ตกบ้างเล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็อยู่ด้วยกันอย่างสบายใจ

            จ้าวจือชิงเห็นว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีช่วงระหว่างที่อยู่เมืองชิงหยางนั้น ตนก็ได้สืบเรื่องราวของที่นี่คร่าวๆลั่วต้าเซิงกับมารดาปักหลักอาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงจริงๆเพียงแต่ว่าเหมือนจะหวาดกลัวอะไรบางอย่าง จึงใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แต่ในบ้านไม่ค่อยออกมาข้างนอก

            ระหว่างตอนที่สืบเรื่องสองแม่ลูกเขายังพบว่ามีคนอีกหนึ่งกลุ่มก็กำลังตามหาเบาะแสของพวกเขาเช่นกัน หากมิใช่เพราะตนให้ลูกน้องอาศัยจังหวะชุลมุนเบี่ยงเบนความสนใจของคนพวกนั้นเกรงว่าครั้งนี้สองแม่ลูกสกุลลั่วคงไม่อยู่บนโลกนี้นานแล้ว

            ลั่วต้าเซิงกับยายเฒ่าลั่วที่ได้รับการช่วยเหลือยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจสองแม่ลูกถูกจ้าวจือชิงพาย้ายออกไปอยู่ในไร่ด้านนอกชานเมืองชิงหยาง

            ยายเฒ่าลั่วที่ขวัญหนีดีฝ่อถึงกับส่งผลเสียต่อสภาวะจิตใจส่วนลั่วต้าเซิง ไม่ง่ายดายกว่าจะหนีตายมาได้ ย่อมซาบซึ้งในบุญคุณคนที่ช่วยเหลือตน

            “พวกท่านวางใจได้พอแม่ข้าฟื้นขึ้นมา ขอเพียงมีสิ่งใดที่นางรู้ ข้าจะต้องบอกพวกท่านแน่!” ลั่วต้าเซิงไม่ใช่คนโง่เขลานับตั้งแต่ตัดขาดความสัมพันธ์กับลั่วชีเหนียงท่านแม่ก็ร้อนรนรีบออกจากหมู่บ้านชิงเหอ ด้วยการกระทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกว่าผิดปกติมาโดยตลอด

            ต่อมาท่านแม่ก็ปกปิดชื่อแซ่ไม่ยอมบอกชื่อจริงกับผู้ใดตลอดการเดินทาง ตอนนั้นแม้เขาจะรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็คิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใดจนกระทั่งตอนคิดจะมาปักหลักที่เมืองชิงหยาง ก็เห็นคนนำภาพวาดของเขากับท่านแม่มาสอบถามผู้คนในเมืองแทบจะทุกถนนหนทางเขาจึงตระหนักได้ว่าเรื่องของพวกตนน่าจะค่อนข้างร้ายแรง

            แต่ไม่ว่าเขาจะถามท่านแม่อย่างไรนางกลับไม่ยอมหลุดปากออกมาแม้แต่คำเดียว พูดเพียงแต่เขาไม่ควรรู้ ยิ่งคนรู้มากก็ยิ่งมีคนตายเพิ่มขึ้น

            หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อนางกับเขามาถึงเมืองชิงหยางแล้ว มีวันหนึ่งอยู่ดีๆ นางก็เอ่ยขึ้นมาว่าหากมีวันใดที่นางเสียชีวิต ให้เขาไปยังเมืองหลวงแล้วนำของชิ้นหนึ่งไปด้วยน่าเสียดายที่ยังไม่ทันรอให้บอกว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ใดและมีลักษณะอย่างไรก็มีคนบุกมาจะสังหารพวกเขาก่อน

            “ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า!”

            เมื่อเห็นชายชุดดำยายเฒ่าลั่วก็คุกเข่าอ้อนวอน หากแต่คนเหล่านั้นรับค่าจ้างมาแล้ว จะปล่อยนางไปเพียงเพราะคำอ้อนวอนได้อย่างไร

            “พวกเจ้าอย่าโทษที่ข้าเหี้ยมโหดเลยถึงอย่างไร เจ้าก็รู้มากเกินไป มีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะไม่เอ่ยอันใด!”

            มองดูดาบใหญ่ที่กำลังจะฟันลงมายายเฒ่าลั่วก็รู้สึกเหมือนตนใกล้ถึงฆาตแล้ว หากแต่นางทำใจปล่อยวางเรื่องลูกชายไม่ได้นางจึงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและดันลั่วต้าเซิงไปไว้ด้านหลัง ราวกับแม่ไก่ที่กางปีกปกป้องลูกไม่ให้คนชั่วเข้าใกล้ได้

            “ลูกข้าไม่รู้เรื่องอันใดขอร้องพวกท่านปล่อยเขาไปด้วยเถอะ! ขอเพียงปล่อยเขาไปข้าจะยอมตายแทนเขา!” ยายเฒ่าลั่วกลืนน้ำลายดวงตาพร่ามัวหาได้มีความเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ ช่วงเวลาที่ระหกระเหินหนีมา ทำให้นางรู้สึกได้ถึงบางอย่าง

            ไม่ว่าจะหนีไปที่ใดก็ไม่ปลอดภัย ยิ่งความลับที่มีอยู่นั้นมากมาย นางจะใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้เช่นไรกัน

            ยายเฒ่าลั่วเห็นคนชุดดำไม่มีทีท่าว่าจะรับปากจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา “ข้ารู้ว่าใครส่งพวกเจ้ามาพวกเจ้าคิดว่าหากฆ่าข้าแล้วผู้คนจะไม่รู้เรื่องของลั่วชีเหนียงอย่างนั้นหรือ? ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ก่อนที่พวกเจ้าจะมา ข้าได้ซ่อนของบางอย่างไว้ หากข้ากับลูกชายตายไปของสิ่งนั้นจะถูกคนนำออกมาทันที”

            เมื่อมือสังหารได้ยินคำพูดของยายเฒ่าลั่วก็ลังเลเล็กน้อยเหมือนคนที่จ้างจะไม่ได้กำชับเรื่องพวกนี้กับตน ส่วนเรื่องที่ยายเฒ่าลั่วพูดนั้นมิได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับมือสังหารอย่างพวกเขาแม้แต่น้อย! ที่พวกเขาต้องการคือเงินภารกิจที่ได้รับมอบหมายคือการสังหารคนเท่านั้น

            ยายเฒ่าลั่วเห็นมือสังหารมีทีท่าไม่สนใจทันใดนั้นก็ยกเก้าอี้ขึ้นฟาดก่อนจะลากลูกชายวิ่งหนีไปข้างนอก

            และเพราะการถ่วงเวลาทำให้คนที่จ้าวจือชิงส่งมาช่วยเหลือสองแม่ลูกสกุลลั่วได้ทันเวลา

            นับตั้งแต่ยายเฒ่าลั่วถูกช่วยชีวิตไว้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นส่วนลั่วต้าเซิงก็ให้เบาะแสอะไรไม่ได้ เขารู้แค่ว่าคนกลุ่มนั้นมาด้วยเรื่องของลั่วชีเหนียงและเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของลั่วชีเหนียงอีกเช่นกันข้อมูลตื้นลึกหนาบางและสาเหตุอื่นๆ นั้นหาได้รู้ไม่

            ......

            “เจ้าพวกเด็กเหลือขอร่างกายข้าแทบจะพังอยู่แล้ว เป็นผู้ป่วยสำคัญอันใดกันจึงรั้นจะให้ข้ามารักษาให้ได้แล้วจ้าวจือชิงเล่า? คงไม่คิดว่าข้าโมโหไม่เป็นหรอกนะ!”

            หลิงชางไห่บนรถม้ากำลังนวดหลังขณะมีคนช่วยประคองเขาลงจากรถม้าเขากำลังช่วยชีเหนียงวิจัยอาหารทะเลที่อำเภอเฉาดีๆ ไม่ง่ายดายกว่าจะใกล้ได้ผลลัพธ์แต่อยู่ๆ จ้าวจือชิงก็ส่งคนมาที่อำเภอเฉาและบังคับพาเขามาทันทีไม่เพียงแต่ไม่บอกเหตุผล ยังทิ้งคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งไว้ที่อำเภอเฉาอีกด้วย

            หากมิใช่เพราะคนกลุ่มนั้นถือสาส์นจากจ้าวจือชิงมาด้วยตนเองเขาคงไม่เชื่อว่าคนพวกนี้จะเป็นคนของเจ้าทึ่มนั่น

            “ผู้เฒ่าหลิงนายน้อยกำชับว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ห้ามมิให้พวกข้าพูดมาก ท่านไปดูอาการคนป่วยก่อนเถอะรอนายน้อยมาถึง เขาจะอธิบายให้ท่านฟังเอง” ตลอดทางมานี้อันอีถูกหลิงชางไห่ด่าไม่น้อยแต่ไม่ว่าจะอย่างไร หลิงชางไห่จะโมโหแค่ไหน เขาก็พูดเพียงประโยคเช่นนี้มาตลอด

            ตอนแรกหลิงชางไห่ยังโต้ตอบด้วยการเยาะเย้ย “นายน้อย? นายน้อยอะไรกัน? เจ้าทึ่มนั่นน่ะหรือ?”

            ต่อมาเขาพบว่าตอนที่ตนเองเยาะเย้ยจ้าวจือชิงมักจะรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา ถึงรู้ว่าชายหนุ่มที่ชื่ออันอีผู้นี้แผ่รังสีสังหารใส่เขาหลังจากนั้นเขาจึงไม่กล้าด่าว่าจ้าวจือชิงต่อหน้าอันอีอีกหากแต่แอบก่นด่าในใจเงียบๆ แทน

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน