การดื่มกินของสามขั้วอำนาจดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์ ทว่ากลับไร้ซึ่งการเอ่ยถึงเื่ราวราชสำนักหรือการเมืองแต่อย่างใด
หลงจื้อป๋อ และ เสวียนเจิน ต่างปล่อยตัวสำราญไปกับเหล่าสตรีงามที่คอยประจบเอาใจอยู่ข้างกาย ผิดกับทางด้าน ไป๋หลิง แม้จะมีโฉมสะคราญนางหนึ่งนั่งเคียงข้าง ทว่านางกลับถูกสั่งให้ทำหน้าที่เพียงรินสุราเท่านั้น มิอาจเอื้อมเข้าใกล้หรือปรนนิบัติเคลียคลอประมุขหนุ่มรูปงามผู้นี้ได้ตามใจปรารถนา เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ คนทั้งสามก็ยกจอกสุราขึ้นชนกันเป็ครั้งสุดท้ายอย่างดุดัน ก่อนจะวางจอกลงบนโต๊ะศิลาอย่างหนักแน่นพร้อมกัน เสียงกระทบนั้นคล้ายเป็สัญญาณเริ่มเข้าเื่หลัก
เสวียนเจินโบกมือคราหนึ่งเป็เชิงไล่ เหล่านารีที่รายล้อมพลันชะงัก มู่จงเทียนที่คอยสังเกตการณ์อยู่รีบปรายตาสำทับเหล่าหญิงสาวทั้งหมดให้ถอยออกไปในทันที
พวกนางเดินเรียงแถวออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่พากันถอยห่าง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดขวางกั้นระหว่างสามขั้วอำนาจ
ไป๋หลิงเอ่ยเรียกมู่จงเทียนคราหนึ่ง มันที่ยืนอยู่มุมห้องก็รีบเสนอหน้าออกมา ทว่าในจังหวะนั้นกลับมีแมลงวันตัวหนึ่งบินผ่านหน้ามัน มู่จงเทียนใจหล่นวูบ..ชั้นเก้าแห่งหอเมฆาครามกลับปล่อยให้มีแมลงเข้ามาได้อย่างไร มู่จงเทียนพ่นลมออกจากปากอย่างแม่นยำ แรงลมกระแทกแมลงวันร่วงหล่นลงสู่สาบเสื้อมันอย่างแเีในจังหวะที่ก้าวเดินพอดี หลบสายตาจอมยุทธ์ทั้งสามที่ไม่ได้สนใจมองมัน
“ท่านประมุขมีสิ่งใดให้ผู้น้อยรับใช้หรือขอรับ“
มู่จงเทียนกุมมือก้มหน้าคาราวะอย่างนอบน้อม
“การจัดการแมลงของท่านทำได้แเีเฉียบขาดนัก ฝีมือถือว่าน่าเลื่อมใสยิ่ง“
แม้ไป๋หลิงกล่าวเป็เชิงหยอกล้อไม่ถือสา แต่มู่จงเทียนกลับเหงื่อผุดออกจนมือชุ่ม ขณะมันจะกล่าวขออภัย ไป๋หลิงก็พูดแทรกขึ้นก่อน
“ในห้องนี้ยังมีแมลงสกปรกอีกตัวหนึ่ง.. เดี๋ยวท่านเสวียนเจินจะขอแสดงฝีมือบ้าง”
มันกล่าวพร้อมหันหน้าไปคาราวะให้กับประมุขเต่าดำ ทิ้งให้สู่จงเทียนยืนครุ่นคิดว่ายังมีแมลงสกปรกอันใด
“ฮ่าฮ่าฮ่า!!” เสวียนเจินหัวเราะลั่น
“ท่านประมุขไป๋ให้เกรียติข้ายิ่ง ข้าขอแสดงวรยุทธอันต่อยต่ำให้พวกท่านชมดู”
สิ้นเสียงคำรามของเสวียนเจิน มือหยาบอันใหญ่โตของมันคว้าน้ำเต้าสุราขึ้นมา
“แมลงอีกตัว ถือว่าตัวใหญ่นัก..หากใช้เพียงการพ่นลมอย่างท่านมู่คงไม่พอ ข้าขอใช้ตัวช่วยบ้าง!”
หลังพูดจบ เสวียนเจินกรอกสุราเข้าปาก ก่อนเงยหน้าพ่นน้ำสุรา พลังลมปราณบีบอัดน้ำเหล้าให้แข็งแกร่งดุจะุศิลา พุ่งทะลุเพดานอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงะเิดังโครม!
“อั่ก!” เสียงอุทานดังลอดออกมาจากเพดาน บุรุษโพกหน้าสวมชุดดำสนิทร่วงหล่นลงมากลางโต๊ะอาหาร จานชามข้าวของกระจัดกระจาย บุรุษผู้นั้นเอามือกุมท้องด้วยความเ็ป ชายชุดดำขบฟันกรอดพยายามจะทะยานหนี
ทว่าไป๋หลิงกลับเร็วกว่า ประมุขหนุ่มกระชากผ้าพันเอวของมู่จงเทียนออกมา สะบัดเพียงคราเดียวผ้าผืนนั้นก็ดุจมีชีวิต พุ่งเข้าพันคอบุรุษชุดดำแล้วกระชากร่างมันลงมากระแทกกลางโต๊ะอีกครั้งอย่างโเี้!
หลงจื้อป๋อที่มีฝีมือด้วยกว่าทั้งสอง เผลอถอยกายออกตามสัญชาตญาณ เมื่อเหตุการณ์สงบจึงกลับมาที่โต๊ะอาหารเช่นเดิม ทิ้งมู่จงเทียนให้ยืนอ้าปากค้าง กางเกงมันหล่นลงมาอยู่ที่ข้อเท้า สารรูปมันทิ้งคราบเ้าของหอเมฆาครามไปสิ้น
เสียงฝีเท้ามากมายของเหล่ามือดีในหอต่างรุดขึ้นมา ไป๋หลิงจึงสั่งให้มู่จงเทียนไล่ลงไป พร้อมกับบอกให้มันออกไปด้วย คนแซ่มู่จึงเดินออกมาดั่งคนไร้วิญญาญ
“ท่านประมุขทั้งสองฝีมือสูงส่ง สมที่บิดาข้าชื่นชมอยู่บ่อยครั้ง ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่ง” หลงจื้อป๋อแม้คารวะอย่างนอบน้อม แต่มันก็ไม่ลืมอ้างชื่อบิดา ที่ทำเป็นิสัย ประมุขทั้งสองเพียงรับไว้ตามมารยาท
ก่อนที่ไป๋หลิงจะกล่าวว่า
“ข่าวคราวที่ผู้าุโหลงเทียนห่าวบิดาท่านหายตัวไปก็ร้ายแรงอยู่แล้ว ยังมีท่านเฟิงเหยียนแห่งหงส์เพลิงลงจากอำนาจ ซ้ำยังมีฉีซิ่นโจมโจรสิบเงาที่คอยปิดกั้นเส้นทางในป่ารอยต่อก็สิ้นไปแล้ว…ข่าวคราวเหล่านี้ล้วนสร้างความปั่นป่วนแก่แผ่นดิน”
ไป๋หลิงเว้นวรรค ดวงตาคมคายจ้องเขม็งไปที่คนชุดดำบนโต๊ะ “พวกนิกายเทวะถึงกับเหิมเกริมส่งคนมาเพ่นพ่านในเมืองหลวง แทรกซึมจนมาเร้นกายอยู่ในหอชั้นเก้านี้ได้”
เมื่อสิ้นเสียง ปรากฏว่าคนทั้งสองยังรอคอยให้มันพูด ไป๋หลิงจึงกล่าวต่อ “แค่เพียงนิกายเทวะก็ยุ่งยากแล้ว หากแผ่นดินเรายังไร้ผู้นั่งบัลลังก์ ไหนจะนิกายสังหารฟ้า ไหนจะสิบแม่ทัพโฉดแห่งพรมแดนตะวันตกคงรุกรานเข้ามาในไม่ช้า ข้าจึงขอเสนอให้มีคนขึ้นนั่งบัลลังก์ ปกครองแผ่นดินให้เร็วที่สุด!”
ไป๋หลิงชำเลืองมองเสวียนเจินวูบหนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“โดยตามเดิม รอบขึ้นครองต่อจากท่านเฟิงเหยียนย่อมเป็ท่านประมุขแห่งเต่าดำ หากแต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่แน่นอน หากท่านเสวียนเจิน…ยอมปล่อยบัลลังก์ในรอบนี้ ให้ผู้อื่นขึ้นครอง ส่วนท่านไปประจำการที่วังเสวียนอู่ของท่านเพื่อยับยั้งผู้รุกรา…”
ตูม!
ไป๋หลิงพูดไม่ทันจบ เสวียนเจินทุบไปที่ร่างของชายชุดดำที่นอนอยู่กลางโต๊ะ ่เอวมันถึงกับขาดสะบั้นออกเป็ชิ้นเนื้อ โต๊ะใหญ่แตกกระจายดั่งกิ่งไม้แห้ง ไป๋หลิงไม่หลบหลีกปล่อยให้เศษเืเนื้อเศษโต๊ะไม้กระทบใส่ตน
“เหอะ! เ้าเด็กน้อย ที่พูดมามากมาย สรุปจะให้ข้าสละบัลลังก์ และคนที่นั่งแทนก็คือเ้าสินะ คิดว่าง่ายดายเพียงนั้น!?”
ไป๋หลิงปาดคราบเืออกอย่างใจเย็น “ข้าไม่คิดที่จะอาจเอื้อมเพียงนั้น คนที่ข้าจะเสนอให้นั่งบัลลังก์หาใช่ตัวข้า”
มันหันหน้าไปหาคุณชายบุตรแห่งัฟ้า “แต่เป็ท่านหลงจื้อป๋อต่างหาก” สิ้นคำของไป๋หลิง ความอึดอัดพลันเข้าจู่โจมไปทั่วห้องโถง แม้แต่เสียงหายใจก็ดูเหมือนจะขาด่ไปชั่วครู่….
หลงจื้อป๋อ ที่นั่งอยู่ ถึงกับทำจอกสุราหลุดมือ ใบหน้าซีดเผือดลงก่อนจะเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความคาดไม่ถึง ทั้งตื่นตระหนกและทะเยอทะยานในเวลาเดียวกัน ส่วนเสวียนเจินแม้กระทั้งจะชายตามองหวังจื้อยังไม่มอง แต่ดวงตาที่ดุดันจ้องเขม็งไปยังไป๋หลิงราวกับจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของแผนการ
“ัฟ้าปกครองแผ่นดินมานาน บารมีของท่านหลงเทียนห่าวยังคงเป็ที่ยำเกรง หากคุณชายหลงขึ้นนั่งบัลลังก์ ย่อมสยบความวุ่นวายของเหล่าขุนนางได้ง่ายดายที่สุด ส่วนพวกเราเสือขาวและเต่าดำ... ก็จะได้ทำหน้าที่ 'คมดาบ' และ 'โล่ห์' แห่งแผ่นดิน ปกป้องพรมแดนอย่างเต็มกำลัง"
เสวียนเจินแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยามก่อนเดินเข้าหาไป๋หลิง "คมดาบและโล่ห์งั้นรึ? หรือเ้าจะใช้เ้าเด็กนี่เป็ 'หุ่นเชิด' เพื่อที่เ้าจะได้ชักใยแผ่นดินอยู่เื้ักันแน่ ไป๋หลิง!" เสวียนเจินกล่าวโดยไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น ยังดีทั้งคู่คุยกันอย่างแ่เบา หลงจื้อป๋อก็หาตั้งใจฟังอันใด ตอนนี้มันมัวแต่เคลิบเคลิ้มงมงายกับอำนาจ ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก
"ท่านเสวียนเจินพูดเกินไปแล้ว" ไป๋หลิงยิ้มบางๆ ทว่าแววตากลับเย็นเยียบ ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างกับเต่าดำ พร้อมยื่นจดหมายให้ฉบับหนึ่ง….
สองวันถัดมา บัดนี้เป็เวลากลางคืน ไกลจากเขตป่าเขียวไปสามสิบลี้ เงาร่างสองสายควบม้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันสองคนฆ่าม้าของตนเองเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย ก่อนพุ่งทะยานผ่านยอดไม้ด้วยความเร็วปานวิถีะุ ไร้รอยเท้า พวกมันสวมชุดคลุมยาวสีเทาหม่นที่ช่วยพรางตัวเข้ากับเงามืดได้เป็อย่างดี จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าปากถ้ำลับซึ่งถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยเนินดินเถาวัลย์และโขดหิน มันทั้งสองพยักหน้าให้กันคราหนึ่ง ก่อนใช้วิชาฝ่ามือเฉพาะทาบลงแผ่นศิลา เสียงกลไกดังขึ้นครืนใหญ่ แผ่นหินใหญ่ที่ดูไม่มีรอยต่อ กลับถูกเปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์ แสงจันทร์ที่เบื้องนอกสาดส่องเข้ามารางๆ
ผู้หนึ่งมีนามว่า“เฮยซา”เดินจุดไฟตามตะเกียงห้องลับ ผู้หนึ่งนั่งลงตรงโต๊ะกลางห้อง มีนามว่า “มู่ถง“มันกวาดมองบนโต๊ะยังมีถ้วยชามที่เคยถูกใช้ แต่ยังคงวางทิ้งไว้ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมัน มีเสื้อของสตรีนางหนึ่งคลุมอยู่
“เ้าพวกคนเมืองหลวงช่างไร้น้ำยา ที่กบดานสำคัญเช่นนี้ กลับปล่อยให้ข้าวของเหม็นเน่าวางกระจัดกระจาย” มู่ถงจับขึ้นมาชามหนึ่ง ก่อนแผ่ไอม่วงออกจากมือกัดกร่อนคราบอาหารที่เหลืออยู่จนกลายเป็ควันสีดำ
“โฮ่ เ้าถึงกับใช้หัตพิษเทวะล้างจานชามให้พวกมัน” เฮยซาที่กำลังจุดตะเกียงเอ่ยเย้าหยอกก่อนเดินสำรวจไปโดยรอบ ก่อนกล่าวว่า
“แม้พวกเมืองหลวงไร้น้ำยา แต่ท่านพี่มารขาวไม่เคยผิดนัด เขามักมาก่อนเวลาเสมอ พื้นตรงนี้มีร่องรอยวิชาตาข่ายทมิฬของท่านพี่ เขาคงมาถึงก่อนแล้ว ไม่ทราบมีเื่อันใดจึงออกไปก่อน”
มู่ถงที่นั่งอยู่ ชายตามองไปยังเสื้อที่คลุมเก้ากี้ไว้
“คงเกี่ยวข้องกับสตรีนางนี้… เรารอคอยอีกสองราตรี หากไม่มีผู้ใดมา เราค่อยกลับไปแจ้งที่นิกายเทวะ”
ภายในห้องลับนี้ ถายในยังมีห้องฝึกวิชาลับอีกห้อง ภายใต้ความมืดในห้องศิลาชั้นใน ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ในถ้าขัดสมาธิ มันกำลังลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาที่เคยซุกซนซื่อตรง บัดนี้กลับทอประกายกล้าส่องวาบขึ้นครู่เดียว ก่อนจะหลับตาลง “นิกายเทวะ? เหตุใดมันมาอยู่ไกล้เมืองหลวงเพียงนี้?“