ท้องฟ้าที่เคยสว่างเมื่อตอนหัวค่ำบัดนี้ได้แปรปรวนจนถึงขั้นวิปริตอย่างรุนแรง ลมที่โหมพัดกระหน่ำด้วยอัตราความเร็วสามารถเคลื่อนย้ายเก้าอี้พลาสติกที่ตั้งอยู่บนพื้นกระเบื้องใต้ชายคาให้เลื่อนไถลไปข้างหน้าได้ไกลหลายเมตรความมืดดำได้ปกคลุมไปทั่วทุกอณูพื้นที่ นอกจากฟ้าผ่าดังเป็ระยะแล้ว ยังแทรกด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบเห็นเป็เส้นสายหงิกงอทาบประดับกับความทะมึนมืดเพิ่มความน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
เพียงไม่นานสายฝนได้โปรยปรายลงมาอย่างนิดที่เรียกว่าตกจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นผู้คนต่างพากันปิดบ้านหลบเข้าไปพักผ่อนข้างใน ต่างภาวนาอย่าให้ไฟดับซึ่งเป็เื่ปกติของหมู่บ้านแห่งนี้ หากว่าลมพัดกระหน่ำหอบเอาเม็ดฝนติดมาด้วยสิ่งที่ตามมาก็คือไฟฟ้าที่เคยสว่างจ้าจะต้องดับมืดลงอย่างรวดเร็ว
กว่าพนักงานของการไฟฟ้าจะมาช่วยแก้ไขให้สว่างดังเดิมก็ใช้เวลาพอสมควรแม้ว่าบ้านหลังอื่น ๆ อยู่ด้วยความหวาดวิตก ทว่าบ้านหลังใหญ่ซึ่งอยู่ท้ายซอยสุดกลับใช้ชีวิตตามปกติ
ภายในบ้านมีเครื่องปั่นไฟสำรองเอาไว้สามารถที่จะใช้งานได้เป็เวลาหลายวัน เพราะดนัยเป็นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองสิ่งต่างๆ จะต้องใช้ไฟตลอดเวลา หากจะต้องพึ่งไฟฟ้าตามปกติเหมือนคนอื่น ๆ คงไม่ทันการณ์จึงต้องติดตั้งเครื่องปั่นไฟเอาไว้ใช้เอง
ด้านหน้าบ้านที่เป็ประตูไม้สักบานใหญ่ซึ่งมีกรอบอะลูมิเนียมครอบเอาไว้เพื่อความสวยงามและคงทนถาวรรถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นเข้ามาช้า ๆ แล้วชะลอจอดนิ่ง ร่างใครบางคนเปิดประตูลงมาพร้อมกับหิ้วตะกร้าใบใหญ่คลุมทับด้วยผ้าพลาสติกจนมิดชิด แล้วเอาไปวางไว้ใต้หลังคาหัวเสา ร่างนั้นยืนสงบนิ่งเพียงครู่เดียวก่อนจะรีบร้อนกลับขึ้นไปในรถอีกครั้ง
เพิ่มกำลังเดินเกร่ไปเกร่มาอยู่ใต้ชายคาโรงรถแล้วชะเง้อมองออกไปนอกรั้วบ้าน เหมือนหาอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่เห็นคือสายฝนขาวพร่างที่ยังคงกระหน่ำตกลงมาอย่างชนิดเป็บ้าเป็หลัง
“จนป่านนี้แล้วนังแดงยังไม่พาลูกกลับมาอีกมันจะงอนไปถึงไหนะ นังคนนี้นิสัยไม่ดีเลย ทะเลาะกันทีไร หอบลูกออกจากบ้านทุกครั้งไปเออไปให้รอดนะมึง”
คนขับรถหนุ่มใหญ่บ่นภรรยาที่เพิ่งจะมีลูกคนแรกด้วยอารมณ์หงุดหงิดเวลานี้เขาห่วงลูกมากที่สุด เด็กเพิ่งเกิดได้เดือนกว่า ๆ ร่างกายยังอ่อนแอหากว่าถูกละอองฝน อาจจะไม่สบายได้ง่าย ๆ ระหว่างที่กำลังว้าวุ่นใจอยู่นั่นเองเสียงเด็กทารกร้องแทรกกับสายฝน ดังเสียจนเขาสะดุ้ง
“อุแว้ อุแว้”
“เฮ้ย ! เสียงเด็กที่ไหนมาร้องอยู่แถวนี้วะ หรือว่าลูกเรา กร กร ลูกพ่อนังแดงพากลับมาบ้านแล้วหรือ”
หนุ่มใหญ่ไม่รอช้า จึงคว้าร่มตีกอล์ฟคันใหญ่ขึ้นมากางทันทีเขาเดินกึ่งวิ่งไปยังประตูหน้าบ้าน พยายามสอดส่ายสายตาหาภรรยาและลูกน้อย ทว่ากลับไม่เห็นสิ่งใดและเสียงเด็กที่ร้องเมื่อครู่หายไปอีกด้วย
“ไม่เห็นใครแล้วเสียงเด็กเมื่อครู่ล่ะ สงสัยหูเราฝาดไปแน่ ๆ”
“อุแว้ อุแว้”
เพิ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเด็กทารกดังขึ้นอีกครั้ง เขาเปิดประตูเล็กออกมาด้านนอก กระทั่งสายตาปะทะกับตะกร้าที่มีผ้าพลาสติกคลุมเอาไว้เสียงเด็กดังออกมาจากในนั้น เขาผวาเข้าไปหาแล้วหิ้วขึ้นมาถือเอาไว้ด้วยความทะนุถนอม
“ลูกพ่อ ทำไมมาอยู่ตรงนี้หรือว่านังแม่ใจร้ายนั่นมันเอามาทิ้งไว้ นังแดงนี่เอ็งเป็คนใจร้ายใจมารถึงขนาดเอาลูกมาไว้หน้าบ้านทั้งที่ฝนตกหนักแล้วเอ็งก็หนีไป นังเมียชั่ว”
เพิ่มะโด่าเมียด้วยเสียงดังๆ แต่ไม่มีใครได้ยินเพราะเสียงฝนกลบเอาไว้ เขาไม่รอช้าที่จะพาบุตรชายผู้น่าสงสารเข้าไปในบ้านแล้วอุ้มออกมาจากตะกร้า เช็ดเนื้อตัวด้วยผ้าขนหนูเนื้อนิ่ม ขณะเดียวกันน้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบแก้ม
“ทำอย่างนี้ได้ยังไงนังผู้หญิงสารเลว เกิดมาเพิ่งจะพบเห็นนี่แหละ ระยำที่สุด โถ กรลูกพ่อแล้วนี่พ่อจะทำอย่างไรดี ใครจะเลี้ยงเอ็ง คุณท่าน เราต้องยกกรให้คุณท่านช่วยเลี้ยงท่านยังไม่มีลูก คงจะเอ็นดูเ้ากรบ้างล่ะ”
ชายผู้น่าสงสารอุ้มลูกลงไปยังห้องใต้ดินซึ่งเป็เขตหวงห้าม ไม่ให้ใครเข้ามา นอกจากมีธุระสำคัญจริง ๆครั้งนี้เพิ่มร้อนใจจนสุดจะทนได้ เื่เมียหนีโดยทิ้งลูกเอาไว้โดยไม่ใยดีทำให้เขากล้าฝืนคำสั่ง เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับชีวิตลูกชายตัวน้อยได้อย่างไร เขามีหน้าที่ขับรถให้เ้านายและภรรยาไปทำธุระเป็ประจำ
ดนัยหนุ่มใหญ่วัยไล่เลี่ยกับเพิ่มสวมชุดแล็บสีขาว บนศีรษะสวมใส่หมวกผ้าสีเขียว เก็บเส้นผมเอาไว้อย่างมิดชิดเขากำลังง่วนอยู่กับส่วนผสมของสูตรดองศพ โดยข้าง ๆ กันมีโหลบรรจุซากสัตว์ที่ตายในท้องหรือออกมาตายข้างนอกวางเรียงรายอยู่ตามชั้นต่าง ๆนอกจากนี้ยังมีเครื่องในมนุษย์บางอย่างที่ถูกบรรจุอยู่ในขวดโหลใส ผนึกฝาปิดมิดชิด เขาไม่เห็นว่าตรงผนังห้องที่หันหลังให้นั้นมีเงาวูบวาบของใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวใกล้เข้ามา
มือทั้งสองข้างของมันกางออกจากกันเตรียมที่จะขยุ้มลงไปตรงส่วนที่เป็ลำคอของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง
แต่แล้วเ้าเงาดำกลับนิ่งงันก่อนจะถอยกรูดออกมาด้วยความกลัว เมื่อรู้ว่าไม่สามารถที่จะทำอะไรเขาได้
“ฮึ่ม ! ไอ้นักวิทยาศาสตร์ บังอาจเอาเครื่องในกูมาดองโดยที่กูไม่เต็มใจให้มึงจะต้องตาย”
เงาดำพยายามที่จะกระโจนเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าผลที่ได้รับเหมือนกันทุกครั้งคือไม่อาจทำอะไรได้นอกจากดูการเคลื่อนไหวจากร่างที่ยังคงเทน้ำจากขวดนั้นมาผสมขวดนี้โดยไม่สนใจต่อสรรพสิ่งรอบตัว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นดนัยสะดุ้ง และเขม้นมองด้วยความไม่พอใจ เมื่อตอนหัวค่ำ เขาสั่งกับทุกคนแล้วว่าจะอยู่ในห้องทดลองห้ามใครเข้ามารบกวน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็ผู้เคาะประตู
“บ้าเอ๊ยใครวะเคาะอยู่ได้ หรือว่าจะเป็นารี มีเื่อะไรนักหนา รอตอนเช้าไม่ได้หรือไงคนพวกนี้พูดกันไม่รู้เื่จริง ๆ อ้าว เพิ่ม มีอะไร ฉันสั่งแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามรบกวน”
ทันทีที่เปิดประตูออกเขาเจอร่างคนขับรถที่ยังคงยืนก้มหน้า มือทั้งสองข้างกุมประสานกันเอาไว้สีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพิ่มเงยหน้าขึ้นมา หยาดน้ำใส ๆคลออยู่เต็มหน่วย ดนัยถอนใจเฮือกใหญ่ รู้ว่าคนขับรถคงมีเื่หนักหนาสาหัสสากรรจ์
“ผมขอโทษครับคุณท่าน”
“เออ มีอะไรก็ว่ามาฉันจะกลับไปทำงาน”
“คือว่าเมื่อตอนบ่าย ๆ ผมทะเลาะกับนังแดง”
“มันเื่ปกติของนายกับเมียอยู่แล้วนี่สามวันดี สี่วันทะเลาะ ฉันเคยห้ามนายแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าเอานักร้องคาราโอเกะมาเป็เมีย”
ดนัยอดตำหนิลูกจ้างไม่ได้แม้รู้ว่าเป็การทำร้ายน้ำใจลูกน้องคนสนิท ให้เจ็บช้ำยิ่งขึ้น แต่เขาขอสักนิดเตือนให้รู้จักมีสตินึกคิด
“ผมมันไม่ดีเองเห็นแก่ความสวยงาม สุดท้ายลายมันก็ออกมาจริง ๆ”
“มีอะไรล่ะ”
“นังแดงเอาเ้ากรใส่ตะกร้ามาทิ้งเอาไว้หน้าบ้านครับนังแดงคงหนีไปแล้ว ไม่ห่วงลูกเลย ผมจะทำอย่างไรกับลูกตัวเล็ก ๆ ใครจะเลี้ยงดูมัน”
คนขับรถยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาดนัยก้มลงเอามือตบบ่าใหญ่เพียงเบา ๆ พร้อมกับพ่นลมหายใจออกจากปลายจมูกแรง ๆรู้ว่าลูกน้องกำลังเจอปัญหาอย่างหนัก เมียที่แสนรักได้หนีไป โดยทิ้งลูกเอาไว้ทั้งที่รู้ว่าไม่มีคนเลี้ยง แต่ผู้หญิงคนนั้นยังกล้าทำ จิตใจโเี้เต็มทนด้วยเหตุนี้เขาจึงเกลียดผู้หญิงที่มีลักษณะเหมือนแดงที่สุด
แม้รู้ว่าไม่เหมือนกันทุกคนสำหรับเขามีอคติไปแล้ว ยากที่จะลบเลือนความรู้สึกนั้นกลับไปดีดังเดิมได้
“กล้าจริง ๆใจร้ายมาก ทำกับลูกตัวเองได้ไง”
“ผมว่ามันไม่ใช่คนแล้วครับคุณท่าน กรุณาช่วยชุบเลี้ยงเ้ากรด้วยเถอะ นึกว่าสงสารลูกนก ลูกกาตาดำ ๆ”
“ตอนนี้กรอยู่ที่ไหนล่ะ”
“ในห้องนอนของผมครับ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะฉันจะหาแม่บ้านมาเพิ่มอีกคน ให้ช่วยเลี้ยงลูกนาย พอฉันมีลูกก็จะได้มีคนเลี้ยงเหมือนกัน”
สิ้นคำเ้านายผู้ใจดีหนุ่มใหญ่ยกมือขึ้นไหว้โดยเร็ว ตามด้วยเสียงสะอื้นด้วยความเสียใจดนัยได้แต่มองด้วยความเวทนาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงทุกวันนี้กล้าทิ้งแม้แต่ลูกที่กำเนิดจากร่างกายตัวเองอยากรู้เหลือเกินว่า ถ้านารีท้องแล้วคลอดลูกออกมา เธอจะกล้าทิ้งลูกไปหรือไม่
“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะกล้าทิ้งลูกตัวเองเอาไว้หน้าบ้าน ทั้งที่ฝนตกหนักขนาดนั้นถ้าเพิ่มไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง ไม่รู้ว่าจะเป็ยังไงบ้าง และเ้ากรอยู่ตรงนั้นทั้งคืน”
ฤดีนารถส่ายหน้าไปมาหลังจากฟังเื่ที่นารีเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับลูกชายของคนขับรถถูกทิ้งเอาไว้หน้าบ้านโดยผู้เป็แม่ไม่เหลียวแลแม้แต่น้อย นารีผู้นั่งอยู่ตรงกันข้าม ได้แต่ถอนใจออกมาเวทนาต่อเด็กชายตัวน้อย ครั้นจะให้รับมาเป็บุตรบุญธรรม เธอคงไม่กล้าทำอย่างนั้นเพราะตั้งใจเอาไว้ว่าจะมีลูกเป็ของตัวเอง
“ใช่ ตรงนั้นมดก็เยอะอย่างว่าแหละนะ คนเราทุกวันนี้จิตใจต่ำลงทุกที เราเลิกพูดเื่นี้เถอะว่าแต่เธอน่ะ เริ่มอยากกินของเปรี้ยวหรือยังั้แ่คุณดนัยกำหนดวันตกไข่ให้เธอกับคุณพูนพิพัฒน์จู๋จี๋กันนี่ก็เกือบสองเดือนแล้วนะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
แม้จะเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่เรียนหนังสือแต่เื่แบบนี้ฤดีนารถรู้สึกอายไม่น้อย หน้าเริ่มมีสีระเรื่อ อย่างเห็นได้อย่างชัดเธอยกฝ่ามือฟาดลงไปที่หน้าขานารีจนเกิดเสียงดัง
“บ้า ! เธอเนี่ยพูดอะไรก็ไม่รู้”
“แหม เื่จริงอย่าอายเลยน่า เราสองคนเนี่ยมีอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน คือ เรียนจบคณะเดียวกันมีแฟนอายุเท่ากัน แล้วก็้ามีลูกเหมือนกันอีก ทำไมนะคนที่พร้อมอย่างพวกเราเด็กไม่ยักมาเกิดเสียที”
“นั่นสิ เรายังงง ๆ อยู่เนี่ยสำหรับเราตอนนี้ก็มีอาการแปลก ๆ นะ คือวิง ๆ ในหัว เหมือนจะเป็ลมรอบเดือนเราก็ขาดไปแล้ว ยังไม่มาตามกำหนด”
ท้ายเสียงลดลงราวกับกระซิบทันใดนั้นนารีส่งเสียงร้องออกมาดัง ๆ ด้วยความดีใจดนัยและพูนพิพัฒน์กำลังสนทนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ต่างพากันหันมามองด้วยความประหลาดใจ
“เย้ ! ดีใจจัง ฤดีท้องแล้ว”
“บ้า ะโออกมาได้อายคนเค้า บางที ฉันอาจจะไม่ท้องก็ได้นะ”
“ไม่จริงหรอกมีอาการขนาดนี้แล้ว ชัวร์เลย เธอท้องร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คุณพูนพิพัฒน์ขาขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะคะ ฤดีท้องแล้ว”
“หา ฤดีท้องแล้วเหรอทำไมไม่บอกผม”
หนุ่มใหญ่วิ่งเข้ามาหาภรรยาคนสวยด้วยความดีใจก่อนจะสวมกอดเอาไว้ด้วยความรัก ฤดีนารถยิ้มอาย ๆ อิงศีรษะลงกับอกกว้างฝ่ามือลูบลงที่หน้าท้องอันแบนราบไปมา ดนัยเดินจูงมือภรรยาเข้ามาอวยพรด้วยใบหน้าสดชื่น
“ดีใจด้วยจริง ๆในที่สุดคุณก็แซงหน้าผมไปจนได้นะ คุณพูนพิพัฒน์”
“ทั้งนี้และทั้งนั้นผมก็ต้องขอบคุณคุณดนัยด้วยที่กรุณาแนะนำ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีวันนี้ แต่ก็ยังไม่ชัวร์ผมจะต้องพาคุณฤดีไปตรวจเพื่อความแน่ใจ”
“งั้นก็ไปเลยสิครับผมจะไปเป็เพื่อน จากนั้นก็หาอาหารทานกันถือว่าเป็การฉลองชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น”
ในที่สุดสองครอบครัวได้พากันมาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งเพื่อลุ้นว่าฤดีนารถท้องจริงหรือไม่ เพียงไม่นาน ผลการตรวจออกมา เธอท้องจริง ๆทุกคนต่างพากันดีใจ โดยเฉพาะพูนพิพัฒน์กอดร่างภรรยาเอาไว้แน่นน้ำตาคลอจนเกือบจะไหลออกมา
“ผมดีใจที่เราสองคนมีลูกกันเสียที”
“ค่ะ ฤดีก็ดีใจที่สุดเราจะมีลูกด้วยกันแล้ว”
ภาพสองสามีภรรยาที่ยังคงกอดกันแน่นเป็เวลานานสร้างความประทับใจให้แก่นารียิ่งนัก จึงเอนร่างเข้าหาดนัยสามีนักวิทยาศาสตร์ยกมือลูบหน้าท้องตัวเองไปมา เวลานั้นอยากท้องเหมือนกับเพื่อนบ้างชีวิตคงจะเต็มไปด้วยความสุข ดนัยรับรู้ถึงความ้าของภรรยาเป็อย่างดีได้แต่ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยกลุ่มผมสีดำไปมา
“อีกไม่นานเราก็จะตามเขาไปติด ๆ”
“คุณพูดราวกับรู้ว่านารีจะท้อง”
“ผมได้คิดค้นยาบางตัวที่รับประทานเข้าไปแล้วช่วยกระตุ้นให้ตกไข่เร็วกว่ากำหนด รอให้ร่างกายคุณพร้อมกว่านี้เราจะมีลูกด้วยกันทันที”
ก้มใบหน้าลงมากระซิบเบาๆ ข้างหู ผู้เป็ภรรยา เธอหน้าแดงซ่านด้วยความอาย ทว่าแฝงไว้ด้วยความสุขมั่นใจว่าสามารถที่จะผลิตทายาทให้แก่เขาได้ แต่ต้องใช้เวลาสักนิด เพราะเธอไม่ค่อยว่างงานแปลหนังสือที่รัดตัว ทำให้พักผ่อนไม่พอ อีกทั้งดนัยวุ่นอยู่กับการทดลองเมื่อเขาเข้าห้องเธอก็หลับไปแล้ว ซึ่งเป็อย่างนี้เรื่อยมา
หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วพูนพิพัฒน์ขับรถพาภรรยาเข้าบ้าน เขาส่งเธอให้เข้านอน ส่วนตัวเองออกไปเคลียร์งานที่ห้องโถงอาชีพสถาปนิกอย่างเขา เมื่องานถูกใจลูกค้าและถูกบอกต่อ ๆ กันไปสุดท้ายงานเข้ามาจนล้นมือ แทบไม่มีเวลาพักผ่อนเขาพยายามทนเพื่อเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก
ฤดีนารถเป็ดีไซเนอร์รับออกแบบชุดให้แก่พวกดาราและกองถ่ายละคร งานเยอะเช่นกัน แต่เธอตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าหากแพ้ท้องมาก คงจะต้องหยุดพักชั่วคราว รอจนกว่าจะคลอด จึงจะเริ่มงานใหม่เื่นี้เคยคุยกับลูกค้าเอาไว้แล้ว ทุกคนต่างเข้าใจเป็อย่างดี
เรือนร่างขาวสะอาดไร้ไฝฝ้าสวมชุดนอนสีครีม ผ้าซาตินเนื้อดี ช่วยขับผิวให้ผ่องยิ่งขึ้น เธอเอนตัวลงไปนอนด้วยความดีใจลืมที่จะไหว้พระเหมือนที่เคยปฏิบัติทุกคืน เพียงครู่เดียวใบหน้ารูปไข่เรียบนิ่งดวงตาคู่งามปิดสนิท ลมหายใจเคลื่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
“แม่ แม่ครับ”
เสียงเล็กแหลมเรียกแม่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็นและมืดทึบ ฤดีนารถรับรู้แต่เพียงว่า เท้าที่เปลือยเปล่ากำลังเหยียบย่ำลงไปที่ชายน้ำอันฉ่ำแฉะเสียงคลื่นกระทบฝั่งดังแทรกเข้ามาเป็ระยะ ๆ
ริ้วเล็ก ๆที่สาดซัดกระทบกับข้อเท้า เธอรับรู้ได้ แต่เสียงเด็กที่เรียกหาแม่นั้น ยังคงดังรอบๆ ตัว ฤดีนารถพยายามเอี้ยวกายมองหา แต่ไม่เจอสิ่งใด นอกจากความมืดและเย็นจนหนาวเหน็บลำแขนทั้งสองข้างโอบกอดตัวเองเอาไว้แน่น อยากรู้เหลือเกินว่าอยู่ที่ไหนเธอมาได้อย่างไร พูนพิพัฒน์ล่ะไปไหน ทิ้งเธอไว้ที่นี่ทำไม
“น่ากลัวเหลือเกิน”
ความน่ากลัวที่พบเห็นฤดีนารถพยายามที่จะหาทางกลับและมองหาแสงสว่างที่จะนำทางกลับไปบ้าน จนแล้วจนรอดกลับไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดที่ดูเหมือนว่าจะห่อม้วนตัวเธอให้กลืนหายเข้าไป
“พูนพิพัฒน์คะ คุณอยู่ที่ไหนคะ”
เธอยังคงร้องเรียกหาสามีด้วยเสียงสั่นๆ เท้ายังคงย่ำไปข้างหน้า ทว่า รับรู้ว่าเหยียบลงไปบนสิ่งของบางอย่างที่หนืดเหลวเมื่อยกเท้าขึ้นมา สิ่งนั้นยังเกาะติดขึ้นมา เ้าความหนืดนั้นเริ่มลึกลงไปทุกทีฤดีนารถหันหลังกลับไปทางเก่าด้วยความกลัวแต่แล้วกลิ่นคาวเืโชยคละคลุ้งเสียจนแทบอาเจียน
“เหม็น กลิ่นเืเืใคร โอ๊ย ฉันกลัวแล้ว”
“แม่ครับแม่พาผมไปด้วย อย่าทิ้งผมนะ”
เอาอีกแล้วเสียงเด็กเรียกข้างๆ ตัว ฤดีนารถหนาวสะท้านจับใจ แต่ยังคงเพ่งตามองฝ่าความมืด ทว่า ไม่เห็นสิ่งใดกระทั่งรับรู้ว่ามือเล็ก ๆ คว้าหมับเกี่ยวนิ้วเธอโดยเร็ว
“ปล่อย ปล่อยฉันนะ”
ฤดีนารถหวีดร้องสุดเสียงเมื่อรับรู้ว่ามือเล็กที่แข็งกระด้างเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แม้ว่าจะสลัดอย่างไรแต่มือนั้นไม่สามารถหลุดออกไปได้อีกทั้งยังบีบแน่นมากขึ้นทุกที จนกระดูกแทบแตกหัก