“เหตุไฉนเมื่อครู่คุณชายจึงไม่เดินตามแผนที่วางไว้เล่าแต่กลับ...ปรกติจวนฝู่กั๋วกงกับคุณชายก็ไม่เคยไปมาหาสู่กันมาก่อน” ในรถยังมีสตรีโฉมสคราญในอาภรณ์สีชมพูนั่งอยู่ด้วยนางหนึ่งกำลังชงชาอยู่ด้านข้าง มือไม้คล่องแคล่ว ท่วงท่างดงาม บัดนี้นางหยุดมือ พร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“จวนฝู่กั๋วกงน่ะหรือ ย่อมต้องคบหากันอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่ลั่วก็เป็อัจฉริยบุคคลผู้หนึ่ง....ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหนังสือล้ำค่าเล่มนี้ ก็พอจะคู่ควรอยู่” น้ำเสียงรื่นหูเป็ของชายหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีรูปโฉมล้ำเลิศประดุจหยกล้ำค่าที่หาได้น้อยนัก ที่สำคัญก็คือ ราศีกลางหว่างคิ้วราวเทพเซียนมีกลิ่นอายเอ้อระเหยไร้ความทุกข์ร้อน แต่ก็ลึกลับซับซ้อนยากคาดเดา เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งบนหุบเขาที่คงอยู่มานับพันปีไม่มีเปลี่ยนแปลงงามจรัสประภัสสรเพียงแสงแรกแห่งรุ่งอรุโณทัย นุ่มนวลดั่งท่วงทำนองแห่งวารีที่สงบเงียบ
“แต่ว่า...แผนการของคุณชายกลับต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะเื่นี้นะเ้าคะมูลค่าจะสูงเกินไปหรือไม่...” หญิงสาวเงยหน้าอันงดงามเฉิดฉันปานบุปผาขึ้นนิ้วมือประหนึ่งหยกขาวล้ำค่าวาดผ่านผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ราวกับกล้วยไม้เริงระบำอยู่บนชะง่อนผาสูงชันทั้งร้อนแรงและเยือกเย็น
“แผนการต้องสามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลาจึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นจะเอ่ยถึงมูลค่าสูงต่ำไปไยเล่า ตำราพิณล้ำค่าเล่มนี้ยังมูลค่าสูงไม่พออีกหรือไรกล่าวกันว่าพระอัยยิกาโปรดปรานสิ่งเหล่านี้เป็ที่สุดข้านำขึ้นถวายมิใช่เป็การแสดงถึงจิตใจกตัญญูแล้วหรือ...” ชายหนุ่มรูปงามหัวเราะร่าอย่างเริงใจเอนกายไปด้านหลัง นอนตะแคงจิบสุราอย่างสำราญอยู่บนตั่ง
“แต่ว่า...คุณชาย...”
สาวงามยังคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับถูกเขาตัดบทด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วอีกสองวันเตรียมส่งเทียบเชิญคุณชายลั่วให้เข้าร่วมงานชุมนุมกวีด้วย”
“เ้าค่ะ” เห็นคุณชายมีท่าทางขึงขังขึ้นมา หญิงสาวก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก
……………………….....
ขณะที่โม่เสวี่ยถงกลับถึงจวนโม่ โม่ฮว่าเหวินก็กลับมาถึงจวนแล้วเมื่อได้ยินว่าบุตรสาวคนที่สามกลับมาถึง หัวคิ้วก็มุ่นเข้าเล็กน้อยแต่ยังสงวนวาจาไว้ เพียงแค่โบกมือให้บ่าวมาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และมิได้เอ่ยถึงเื่อื่นๆ สนใจเพียงงานราชการที่ต้องทำในห้องหนังสือ
แท้จริงแล้วสัมภาระของโม่เสวี่ยถงมีไม่มากนัก จึงให้มามาส่งบ่าวไปช่วยนางเก็บข้าวของคนของจวนฝู่กั๋วกงกลับไปก่อนแล้ว ที่นี่คือจวนโม่ สกุลของนางคือสกุลโม่ เมื่อรับกลับมาแล้วเื่ราวต่อไปย่อมต้องปรึกษาหารือทั้งสองบ้าน เฉินมามาเป็ผู้รู้จักกาลเทศะ จึงพาคนของบ้านตนมากล่าวอำลาโม่เสวี่ยถงก่อนจะจากไป
โม่เสวี่ยถงเพิ่งลงจากรถม้า ก็เห็นสตรีรูปโฉมงดงามในชุดหรูหราพาสาวใช้ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มาต้อนรับกลุ่มใหญ่คนงามผู้นั้นเกล้ามวยสูง สวมชุดแพรโปร่งสีน้ำตาลเหลือบแดงแขนกว้างปักดิ้นทองห้าสี สีน้ำตาลเหลือบแดงแบบนี้ใกล้เคียงกับสีแดงค่อนข้างมากหากไม่สังเกตให้ดี คงจะมองไม่ออกว่านี่ไม่ใช่สีแดงจริง ๆ กระโปรงไหมทองเมื่อยามสะท้อนแสงจะมองเห็นลายปักร้อยวิหคดวงตาคู่นั้นอ่อนหวานพริ้มเพราราววารีฤดูสารท ริมฝีปากทอยิ้มอบอุ่นทำให้คนรู้สึกสบายใจหากพิศมองอย่างละเอียด จะรู้สึกว่าคล้ายอวี้ซื่ออยู่หลายส่วนเพียงแต่มีความหวานหยาดเยิ้มกว่าเล็กน้อย
แม้ว่าอายุจะเกินสามสิบปีแล้ว แต่ยังดูเหมือนสตรีวัยเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น นี่คือฟางอี๋เหนียงผู้ที่ทำให้มารดาต้องตาย และทำให้นางต้องทุกข์ระทมชั่วชีวิตในชาติภพก่อนแววตาของโม่เสวี่ยถงพลันแข็งกร้าว ความหนาวเย็นจับจิตผุดขึ้นในหัวใจ มือที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อกำแน่นภายใต้ก้นบึ้งดวงตาสาดประกายอำมหิตเืเย็นออกมาวูบหนึ่ง
ฟางอี๋เหนียงสังเกตเห็นโม่เสวี่ยถงลงมาจากรถ ก็รีบปล่อยมือจากสาวใช้เข้าไปจูงมือนางอย่างสนิทสนม “คุณหนูสามกลับมาแล้ว การเดินทางราบรื่นดีไหมเ้าคะ เดินทางมาหลายวันสุขภาพสบายดีหรือไม่ อี๋เหนียงเคยบอกนายท่านแล้วว่าไม่ต้องเร่งให้คุณหนูเดินทางกลับมานักก็ได้แต่นายท่านก็เพียรแต่จะให้คุณหนูรีบเข้าเมืองหลวง แล้วอย่างนี้จะให้แม่รองวางใจได้อย่างไรสองสามวันมานี้ก็เป็ห่วงกังวลถึงคุณหนูสามอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้วเพียงแค่ดูร่างกายอ่อนแอไปสักหน่อย อี๋เหนียงให้บ่าวตุ๋นน้ำแกงไว้ให้แล้ว อีกประเดี๋ยวดื่มแต่ร้อนๆ ค่อยไปพักผ่อนให้คลายเหนื่อย”
สตรีผู้นี้ช่างเสแสร้งเก่งไม่เคยเปลี่ยน เมื่อชาติภพที่แล้วเพราะนางได้รับความอัปยศหน้าประตูเมืองจนใจเสียพอได้ยินถ้อยคำปลอบโยนเหล่านี้ก็ร้องไห้ออกมาต่อหน้า และยอมรับสถานะให้นางขึ้นมาเป็ภรรยาเอกของบิดาในใจนางตอนนั้นคงทั้งนึกกระหยิ่ม ทั้งหัวเราะเยาะหยันตนเองอยู่เป็แน่ สตรีที่เล่นละครเก่งแบบนี้จะไม่ให้นางเลื่อมใสได้อย่างไรเล่า!
พอมือของฟางอี๋เหนียงยื่นออกมา นางก็ชักมือออกอย่างไม่กระโตกกระตากแอบซ่อนความรังเกียจเดียดฉันไว้ภายใต้ก้นบึ้งดวงตา เงยหน้าขึ้นยิ้มให้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน“ลำบากอี๋เหนียงแล้ว ท่านพ่อให้ข้ารีบกลับมาก็เพราะเื่พิธีเซ่นไหว้บรรพชน ที่ใกล้จะมาถึงแล้วผู้เป็บุตรสาวภรรยาเอกหากไม่ล้มป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อแล้วไม่มาร่วมก็ช่างอกตัญญูยิ่งนักหากจะให้พี่หญิงใหญ่มาเข้าพิธีแทนก็จะเป็การทำให้พี่หญิงใหญ่ต้องลำบากอีก”
นางจงใจก้มศีรษะลง กล่าวด้วยท่าทางละอายใจ ใบหน้าของฟางอี๋เหนียงเผยความริษยาปรากฏออกมาวูบหนึ่ง
พิธีเซ่นไหว้บรรพชนสกุลโม่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้โดยปรกติแล้วจะต้องให้บุตรและธิดาสายตรงเข้าประตูไปกราบสักการะด้านใน บุตรอนุภรรยาได้เพียงแค่อยู่ด้านนอกปีที่แล้วเนื่องจากโม่เสวี่ยถงถูกทิ้งไว้เมืองอวิ๋นเฉิง ดังนั้นโม่เสวี่ยิ่จึงเข้าห้องบูชาบรรพชนแทนและด้วยเหตุนี้โม่เสวี่ยิ่จึงได้คบหาสมาคมกับกับคุณหนูตระกูลอื่นได้ มิเช่นนั้นบุตรอนุภรรยาธรรมดาคนหนึ่งจะเข้าไปร่วมกลุ่มกับเหล่าคุณชายคุณหนูของจวนกั๋วกงได้อย่างไรเมื่อได้รับความสำคัญจากพิธีเซ่นไหว้บรรพชนมาแล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็รอแค่สถานะบุตรสาวภรรยาเอกเท่านั้น
พิธีเซ่นไหว้บูชาบรรพชนเป็สัญลักษณ์ที่บ่งบอกลำดับสถานะภายในตระกูลชาติภพก่อนนางกลับมาบ้านหลังจากมารดาเสียชีวิตสองปี พิธีเซ่นไหว้บรรพชนก่อนหน้านั้นล้วนเป็โม่เสวี่ยิ่เข้ามาทำหน้าที่แทนทั้งหมดต่อมาเมื่อฟางอี๋เหนียได้รับการยกฐานะขึ้นมาเป็ภรรยาเอก ก็ไม่มีใครนึกถึงบุตรสาวภรรยาเอกที่แท้จริงอีกคนที่อยู่ในเรือนหลังอีกเลยโม่เสวี่ยิ่จึงกลายมาเป็บุตรสาวคนโตลูกภรรยาเอกในใจของทุกคน
แต่ครั้งนี้นางย่อมไม่ให้โม่เสวี่ยิ่ได้สมดังใจหรือเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งของตนเองไปได้อย่างแน่นอน!
คิดแล้วก็แค้นสุดขีด ตาแดงขึ้นเล็กน้อย ความเย็นเยียบในแววตายิ่งดิ่งลึกแต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาอยู่ในท่วงท่าอ่อนโยนดังเดิม
“คุณหนูสามเติบโตแล้วช่างรู้ความยิ่งนัก นายท่านอยู่ในห้องหนังสือแต่ยังไม่มีใครมาแจ้งว่าให้คุณหนูเข้าพบ ไม่สู้เชิญคุณหนูพักผ่อนก่อนเถิด” ฟางอี๋เหนียงไม่เห็นสิ่งผิดปรกติจึงแสดงท่าทางกระตือรือร้น แต่กลับพูดราวกับว่าโม่ฮว่าเหวินไม่แยแสต่อการกลับมาของโม่เสวี่ยถงจึงไม่ได้ให้นางเข้าพบ
“ท่านแม่กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร น้องสาวเพิ่งกลับมาสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ท่านพ่อย่อมจะเห็นอกเห็นใจ” โม่เสวี่ยิ่แสดงท่าพี่สาวผู้แสนดีออกมานางลงจากรถม้าพลางมองฟางอี๋เหนียงอย่างตำหนิ ราวกับไม่พอใจถ้อยคำที่ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหล่านี้
“ใช่ ๆ ๆ ล้วนเป็ความผิดของข้า ต้องโทษที่ข้าปากพล่อย...ในเวลาแบบนี้ไม่ควรทำให้คุณหนูสามต้องเสียใจเลยนายท่านกำลังยุ่งจริง ๆ มิเช่นนั้นก็คงออกมารับนานแล้ว รอให้นายท่านเสร็จงานเมื่อไรย่อมต้องมาพบหน้าคุณหนูแน่นอน คุณหนูเข้าเรือนไปพักผ่อนก่อนเถิด อี๋เหนียงให้คนจัดห้องหับให้เรียบร้อยแล้วลองไปดูว่ามีสิ่งใดไม่พอใจ อี๋เหนียงจะได้ช่วยเปลี่ยนให้” ฟางอี๋เหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้มปากเหมือนจะเอ่ยด้วยความรู้สึกสงสาร แต่ั์ตากลับยิ้มย่องสาแก่ใจ
บุตรสาวเดินทางไกลกลับมาหา ผู้เป็บิดาไม่แม้แต่จะถามถึงนี่ก็แสดงชัดว่ามิได้สนใจรักใคร่ บ่าวรับใช้ที่มีตารู้จักสังเกตล้วนกระจ่างใจว่าคุณหนูสามผู้นี้มีเพียงสถานะคุณหนูลูกภรรยาเอกคุ้มหัวอยู่เท่านั้นแต่กลับไม่ได้รับความสำคัญจากนายท่าน บ่าวรับใช้ในจวนนี้ล้วนแล้วแต่เป็พวกหัวสูงเหยียบย่ำคนต่ำต้อยขอเพียงแค่เข้าใจเหตุผลนี้ ต่อไปใครจะให้ความช่วยเหลือโม่เสวี่ยถง แม้ว่านางจะกลับมาอยู่ในจวนก็เป็ได้เพียงแค่เครื่องประดับของตนเท่านั้น คิดมาถึงจุดนี้ ฟางอี๋เหนียงก็ยิ่งลำพองใจ
“ขอบคุณฟางอี๋เหนียงและพี่หญิงใหญ่มากเ้าค่ะ ข้าขอตัวไปกราบคารวะท่านพ่อที่ห้องหนังสือก่อนค่อยกลับไปพักผ่อน” โม่เสวี่ยถงกล่าวเสียงเรียบ ริมฝีปากแม้ว่าจะยิ้มพรายอย่างอ่อนโยนแต่ั์ตาสีน้ำหมึกเข้มลึกในขณะที่จ้องอีกฝ่าย ทำให้ฟางอี๋เหนียงรู้สึกหนาวสะท้านอย่างน่าประหลาดเมื่อมองลึกลงในในดวงตาที่งามหยดย้อยคู่นั้นกลับไร้ประกายแห่งความรู้สึก ดูมืดลึกราวกับอาถรรพณ์แห่งมรณะที่ชวนให้รู้สึกหวาดผวา
“คุณหนูจะไปตอนนี้เลยหรือ ยังไม่ได้รับประทานอาหารเลยนะเ้าคะกลับเรือนไปรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนไม่ดีกว่าหรือ แล้วค่อยไปพบนายท่านก็ได้”ฟางอี๋เหนียงถามพลางยิ้มหัว
“ไม่ล่ะ เดินทางมาตั้งไกลจะไม่ไปรายงานตัวต่อท่านพ่อก่อนได้อย่างไรเล่า”แม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะคลี่ยิ้มอ่อนบาง แต่สีหน้าท่าทางกลับหนักแน่น
เดินทางมาไกล แต่กลับไปพักผ่อนก่อนไม่เข้าไปกราบคารวะบิดาหากเื่แพร่งพรายออกไปก็จะมีแต่ถ้อยคำตำหนิว่าไม่รู้จักกตัญญูต่อบุพการี ฟางอี๋เหนียงช่างมีความพยายามในการบ่อนทำลายชื่อเสียงของนางทุกเสี้ยวเวลาจริงๆ
ฝ่ายโม่เสวี่ยิ่ทนอยู่ต่อไปไม่ไหว เมื่อไม่มีใครเฝ้ามองอยู่นางก็ไม่มีใจอยากจะแสดงบทบาทสตรีอ่อนโยนผู้แสนดีอีก จึงอ้างว่ามีธุระ กล่าวอำลากับโม่เสวี่ยถงประโยคหนึ่งแล้วก็ปลีกตัวกลับไปยังเรือนของตนเอง
“เช่นนั้นให้อี๋เหนียงไปเป็เพื่อนเถิด คุณหนูจะได้ไม่ถูกท่านพ่อตำหนิ”ฟางอี๋เหนียงเห็นโม่เสวี่ยถงยืนกรานจะพบโม่ฮว่าเหวินให้ได้ ก็กล่าวพลางหัวเราะ ยื่นมือออกไปจับมือของโม่เสวี่ยถงไว้คิดจะจูงมือเดินเข้าไปพร้อมกันอย่างสนิทสนม นางย่อมต้องตามไปดูด้วย จะให้เด็กสาวผู้นี้มาประเหลาะให้โม่ฮว่าเหวินพึงพอใจไม่ได้เด็ดขาด!
“อี๋เหนียงกลัวว่าข้าจะไม่รู้ทาง หรือกังวลถึงเื่อื่นอยู่ต่อให้ข้าล่วงเกินท่านพ่อ แต่ท่านก็รักและเอ็นดูข้าเสมอมา ย่อมไม่มีทางให้ข้าได้รับความไม่เป็ธรรมแน่นอนฟางอี๋เหนียงไปทำธุระของตนเองเถิด หากยังมาขวางข้าอีก ชาวบ้านจะคิดเอาได้ว่าอี๋เหนียงไม่วางใจบุตรสาวภรรยาเอกที่กลับจวนมาจึงได้มาล้อมหน้าล้อมหลังอยู่แบบนี้” โม่เสวี่ยถงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แม้ว่าสีหน้าจะมีรอยยิ้มอยู่หลายส่วนแต่แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็เ็าห่างเหิน
หลังจากกล่าวจบ ก็ไม่เหลือบมองฝ่ายตรงข้ามอีก หมุนตัวพาโม่หลันไปยังห้องหนังสือปล่อยให้ฟางอี๋เหนียงอยู่กับรอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า
ดวงตาดำทะมึนมองตามเงาหลังของโม่เสวี่ยถงไป แค่นเสียงเย็นออกมาก่อนจะหมุนตัวพาหลี่มามากลับห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว นางจะต้องถามให้รู้แจ้งว่านางแพศยาน้อยผู้นี้เกิดเป็อะไรขึ้นมาไฉนจึงกล้าตอกหน้านางต่อหน้าผู้อื่นได้
ที่หน้าประตูห้องหนังสือ โม่เสวี่ยถงนึกลังเลใจอยู่ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน ประตูห้องเปิดอยู่ ด้านในเงียบสงบอย่างยิ่ง
“คุณหนู นายท่านเรียกให้คุณหนูเข้าไปได้แล้วขอรับ”บ่าวชายคนหนึ่งซอยเท้าวิ่งออกมา กล่าวกับโม่เสวี่ยถงอย่างเคารพนบนอบ
โม่เสวี่ยถงพยักหน้า แล้วเดินตามเข้าไปในด้านใน
ห้องหนังสือถูกจัดอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ด้านข้างของตู้หนังสือใบใหญ่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ด้านหลังของตู้หนังสือที่ตั้งอยู่ในสุด ยังมีห้องส่วนในอีกห้องหนึ่ง เตรียมไว้สำหรับให้เ้านายใช้พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความหนาและหนักของเครื่องเรือนที่ทำจากไม้หนานมู่ทำให้ห้องหนังสือที่กว้างขวางแห่งนี้ดูทึบไปถนัดตาโม่ฮว่าเหวินนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงาน ดวงตาเข้มลึกจ้องมองโม่เสวี่ยถงั้แ่เดินเข้ามาจากประตู
แสงตะวันจากภายนอกลอดผ่านหน้าต่างทาบทอลงมาบนตัวเขาร่างสูงใหญ่ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง นางมองบิดาที่นั่งอยู่เงียบๆ ที่หน้าประตู ดวงตาของนางหยุดอยู่ที่ร่างของเขา และมองพิจารณาอย่างละเอียด หัวใจพลันรู้สึกหดหู่น้ำตาหลั่งออกมาคลอเบ้า เดินขึ้นหน้าเข้ามาสองสามก้าว อยากจะเอ่ยถ้อยคำบางอย่าง แต่กลับพบว่าน้ำตาของตนเองชิงหลั่งออกมาก่อน
“ท่านพ่อ...” นางตัวสั่นระริก พยายามฝืนกลั้นความโศกเศร้าทรุดกายคุกเข่าลง น้ำตาหลั่งมาเป็สาย มิอาจเอ่ยวาจาต่อไปได้อีก
โม่ฮว่าเหวินยังคงนิ่งงัน ความเงียบพื้นที่อยู่ชั่วขณะจึงเอ่ยเสียงเย็นออกมา “ถงเอ๋อร์ ลุกขึ้นมาเถิด สุขภาพของเ้าดีขึ้นแล้วหรือ” น้ำเสียงราบเรียบเหมือนเช่นที่ผ่านมาไม่มีผิด แต่โม่เสวี่ยถงกลับััได้ถึงความเ็า นางพยายามระงับความโศกเศร้าในหัวใจปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นแต่กลับยังไม่ลุกจากพื้น
“เ้าค่ะท่านพ่อ ถงเอ๋อร์ดีขึ้นมากแล้ว” โม่เสวี่ยถงมองโม่ฮว่าเหวินขอบตาแดงก่ำ
บุรุษผู้นี้ นางแค้นเขา โกรธเขา ยามที่มารดาของนางเสียชีวิตเขาก็มัวขลุกอยู่ที่เรือนของฟางอี๋เหนียง ไม่แม้แต่จะมาพบหน้ามารดาเป็ครั้งสุดท้ายแล้วนางจะไม่โกรธ ไม่แค้นเคืองได้อย่างไร หลังจากนั้นเป็ต้นมาความรู้สึกผูกพันระหว่างพ่อลูกก็จืดจางลงไปเรื่อยๆ นางเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่าเขาไม่ใช่บิดาที่ดี และมักปฏิบัติต่อนางอย่างเ็าเสมอ
แต่เมื่อเห็นเขาพยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้ภายใต้ความเงียบสงบโม่เสวี่ยถงพลันรู้สึกว่าความโศกเศร้าเอ่อท้นขึ้นมาถึงกรอบดวงตาที่เปียกรื้น แม้คำพูดของเขาจะเรียบเฉยน้ำเสียงยังนับว่าเป็ปรกติ เพียงแต่ในดวงตากลับเผยความรู้สึกลึกซึ้ง แสดงความตื้นตันและความเศร้ารันทดออกให้เห็นอย่างชัดเจน
ดูเหมือนว่าบิดาผู้นี้จะแตกต่างบุรุษเ็าไร้หัวใจในจินตนาการของตนเองอยู่บ้าง...