"ศิษย์ข้าเป็อย่างไรแก่นของ์อนธการ วิเศษใช่ไหมล่ะถึงจะอย่างไรก็มีพื้นฐานของิญญาอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะผสมอยู่ ในอนาคตหากไม่ระวังให้ดี เ้าอาจจะต้องปวดหัวไปกับการจดจำชื่อสตรีที่มากมาย"...ราชันย์ักล่าวอย่างได้ใจ จนแอสคลีเพียสต้องรีบหาหัวข้อใหม่เพื่อเปลี่ยนเื่คุย
"ว่าแต่ด้วยพลังิญญาที่หนาแน่นของเ้าระดับนี้ก็น่าจะััพันธนาการแห่งชีวิตขั้นต่อไปได้แล้วนี่ เ้าไม่อยากทุบทำลายกลายเป็ผู้วิเศษระดับสูงหรืออย่างไร"
"อาจารย์ข้ายังไม่รู้สึกถึงอะไรแบบนั้นเลย หลังจากที่ลองควบคุมดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกจากพื้นฐานมืดที่เพิ่มเข้ามาทีหลัง ก็มีเพียงแค่พลังิญญาที่หนาแน่นขึ้น นอกนั้นล้วนปกติ"
"ช่างมันก่อนก็แล้วกัน ทางเดินของเ้าอาจจะพิเศษกว่าคนปกติทั่วไปเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องไปกังวลใจหรอกมีพวกข้าอยู่สบายใจได้ กลับไปปรุงยาเถอะคืนพรุ่งนี้เราจะบุกถ้ำเสือกัน"
่เวลาแห่งการปรุงยาตลอดไปจนถึงการเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก็ได้เริ่มขึ้น จวบจนรถม้าขนาดเล็กสีดำสำหรับผู้โดยสารสองคนได้วิ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านที่สร้างขึ้นมาจากอิฐผสมหินหลังใหญ่ ถ้าใหญ่มากกว่านี้อีกหน่อยเกรงว่าต้องเรียกว่าปราสาทแทนแล้ว ถนนทางเดินที่ทอดยาวจากรั้วไปจนถึงตัวบ้าน อีกทั้งที่ด้านข้างตัวบ้านทั้งสองยังมีสนามหญ้ากว้างใหญ่ที่ถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อยแสดงได้ถึงฐานะที่เ้าของบ้านมีได้เป็อย่างดี บ่อน้ำพุถูกจัดวางไว้โซนหน้าบ้านอย่างมีเอกลักษณ์ให้ความเย็นชื้นกระจายไปในอากาศส่งผลให้ผู้ที่ผ่านบริเวณนั้นรู้สึกเย็นสบายผ่อนคลายเป็อย่างยิ่ง
คู่แม่ลูกมิเนอร์วาและซูทาร์นาในชุดสำหรับสังสรรค์กำลังเดินเข้าไปในงานเลี้ยง แเื่มากมายที่พอจะรู้จักกับพาซัคก็เดินแวะเวียนเข้ามาทักทายไม่ขาดสาย สายตาจากสตรีมากมายต่างจ้องมองมาทางทั้งสองอย่างใคร่รู้เด็กหนุ่มกระจายััิญญาออกไป โดยข่มไม่ให้พื้นฐานมืดปนออกมา และอดที่จะรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
"ท่านอาจารย์ข้าเองก็ไม่ได้แผ่พื้นฐานมืดออกมา ทำไมพวกนางถึงรุมกันจ้องข้าหรือความแตกแล้ว?"
มิเนอร์วารู้สึกประหม่าเขินอายเป็อย่างมากที่ถูกจับจ้องโดยผู้คนจำนวนมาก ทำได้เพียงบิดกระมิดกระเมี้ยนกระซิบถามอาจารย์ทั้งสองแบบลับๆ ส่วนจะถามอาจารย์คนไหนนั้นมิเนอร์วาไม่เคยคิด เพราะทั้งคู่ต่างเป็อาจารย์ของตน ใครตอบก็ถามคนนั้น
"อา…ตั้งสติไว้เด็กน้อยทุกอย่างยังปกติดี เ้าแค่ตื่นเต้นไปเอง เสี้ยวแก่นนั้นจะอย่างไรก็มาจากแก่น์อนธการ ถึงจะกดข่มพลังไว้แต่อำนาจเสน่ห์นั้นก็ยังแผ่ออกมาอยู่ดี แต่ก็เพียงแค่ทำให้ผู้คนสนใจในตัวเ้าไม่ถึงขั้นปลุกสัญชาตญาณส่วนลึกออกมาหรอก มั่นใจในตัวเองไว้"
ราชันักระซิบเสียงแ่ การพูดคุยทักทายที่มีมาเรื่อยๆ ก็จบลง เวลานี้บนบันไดกึ่งกลางบ้าน ชายวัยกลางคนกำลังเดินออกมาพร้อมกับจูงมือบุตรสาวอายุราว 17ถึง18 ปี ในมือของทั้งคู่ถือแก้วใส่ของเหลวสีแดงม่วงยกชูขึ้นสูงระดับสายตา
"เนื่องในวันเกิดของเกรเซียบุตรสาวข้า ตัวข้าดีมัวร์ขออวยพรให้นางได้พบเจอแต่ความสุขสดใส มีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขไร้ซึ่งทุกข์ใดให้ลำบากใจ"
มิเนอร์วาที่จ้องมองดีมัวร์อยู่นั้นยังคงปั้นหน้ายิ้มสดใส ถึงแม้ว่าลึกๆ ในใจกำลังกดข่มโทสะรุนแรง ดีมัวร์ที่กำลังพูดอวยพรอยู่ััได้ถึงสายตาจากเด็กหนุ่มจึงหยุดพูดเพื่อเว้นวรรค สายตาจ้องมองกลับไปที่เด็กหนุ่มตรงกลางลานบ้าน ภายในใจไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่มันแสยะยิ้มเบือนหน้ากลับมาแล้วพูดต่อ
"เมื่อนานมาแล้วข้ามีสหายอยู่ผู้หนึ่งนามว่าพาซัค เขาได้ด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ตัวข้าทั้งเศร้าและเสียใจเป็อย่างมาก แต่สุภาพบุรุษและสตรีทั้งหลาย ที่ตรงนั้นในตอนนี้บุตรของเขาคนนี้ได้เติบใหญ่ขึ้นแล้ว ขอเสียงปรบมือให้เขาได้ขึ้นมาอวยพรวันเกิดให้แก่เกรเซียด้วย!"
เสียงตบมือดังเกรียวกราว มิเนอร์วาทำหน้าเหยเกไปพักหนึ่ง มันไม่เคยคิดว่าจะถูกเชิญให้ต้องขึ้นไปกล่าวอวยพรอะไรแบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะเื่แบบนี้ยังไงก็เคยถูกสั่งสอนมาบ้างแล้วเมื่อสมัยเด็ก เด็กหนุ่มเดินขึ้นไปอยู่บนบันไดอย่างไม่รีบร้อน หยุดยืนเคียงข้างเกรเซียที่อยู่ตรงกลาง แล้วเอ่ยอวยพรตามมารยาทอยู่สองสามประโยค สตรีน้อยใหญ่ภายในงานต่างรุมจ้องมองอีกครั้งตาไม่กะพริบ แม้แต่สตรีเ้าของงานทางด้านข้างก็ไม่เว้น ความหล่อเหลามีเสน่ห์อีกทั้งตุ้มหูสีเงินที่สวมอยู่ส่งผลให้ตัวเด็กหนุ่มดูราวเด็กน้อยวัยกำลังซนที่น่าจะเกเรอยู่พอตัว มิเนอร์วาใจเต้นตุบตับกลัวจะทำเสียงานใหญ่ กำลังจะรีบหันหน้าเดินจากไปแต่ดีมัวร์ก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
"และยังคงต้องถือโอกาสนี้แจ้งแก่ทุกท่านอย่างเป็ทางการ มิเนอร์วาบุตรแห่งพาซัคผู้นี้จะมาเป็ที่ปรึกษาส่วนตัวในการพัฒนาธุรกิจรถม้าพาซัคแห่งราชวงศ์แทนลายัสต่อจากนี้ไป"
"....."
ทั่วทั้งงานต่างเงียบสนิท ใครจะไปคิดว่าดีมัวร์ผู้บริหารหลักของธุรกิจมากมายและยังเป็คนใหญ่คนโตที่ทำงานให้แก่ราชวงศ์จะเลือกเด็กน้อยผู้หนึ่งมาเป็ที่ปรึกษา ถึงจะหน้าตาดีจนแม้แต่ผู้ชายยังอิจฉา แต่นั่นไม่ได้ช่วยทำให้สมองดีขึ้นเสียหน่อย ดีมัวร์ยังคงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและกล่าวต่อ
"ทุกท่านคงสงสัยในความสามารถของเขาใช่หรือไม่ แน่นอนหลักฐานยืนยันความสามารถและความสำเร็จของมิเนอร์วานั้นคือการที่ธุรกิจรถม้าพาซัคแห่งราชวงศ์แทนลายัสได้ขยายขนาดเติบโต จนตอนนี้ธุรกิจรถม้าของเราได้กลายเป็รถม้าหลักประจำเมืองแล้วและในอนาคตข้างหน้าตัวข้าและหุ้นส่วนทั้งหมดต่างก็เชื่อว่าด้วยความสามารถนี้ของมิเนอร์วาจะช่วยนำพาธุรกิจรถม้าของเราให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้อีก ขอเสียงปรบมืออีกครั้งให้แก่ที่ปรึกษาส่วนตัวของข้า มิเนอร์วา!"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวขึ้นอีกครั้ง ทั้งหล่อทั้งฉลาดถึงจะไม่รวยมากแต่ก็ไม่ถึงกับจน ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ชื่อเสียงของมิเนอร์วายิ่งแผ่กว้างออกไปมากกว่าเดิม ภายในงานเลี้ยงดีมัวร์ ยังแวะมาพูดคุยกับสองแม่ลูกอย่างสบายอารมณ์ แถมยังทักถึงภาพลักษณ์ที่ดูเติบโตขึ้นของเด็กหนุ่ม มิเนอร์วาได้แต่ตอบเลี่ยงอย่างช่วยไม่ได้ เกี่ยวกับเหตุผลที่เจาะหู ซูทาร์นาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็พิเศษ เพราะเคยถามเหตุผลจากลูกมาแล้วและก็ได้เหตุผลในแบบเดียวกัน แถมฝ่ายมารดาของเด็กหนุ่มยังเอ่ยเกริ่น ถึงเื่ที่มิเนอร์วายังคงต้องไปเรียนที่โรงเรียนระดับสูง สาเหตุที่ไม่จ้างอาจารย์มาสอนที่บ้านนั้นก็เป็เพราะราคาที่สูงอีกทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนย่อมมีจำกัด
"ฮะๆ ฮ่า ซูทาร์นาเ้าก็เห็นข้าเป็คนอื่นคนไกลไปได้ ข้าให้เวลาเขาอย่างเต็มที่เลย ขอแค่ถ้ามีความคิดสำหรับพัฒนาทางด้านต่างๆ ก็ให้เขียนจดหมายมาหาข้า ข้าจะเดินทางไปหาเขาที่โรงเรียนเอง และแน่นอนค่าจ้างยังคงเดิมหรือจนกว่าจะได้รับพิจารณาให้เพิ่มมากขึ้น"
ดีมัวร์ยังคงทำตัวสบายๆ พูดกับซูทาร์นาอย่างเป็กันเอง แต่หารู้ไม่ว่าตอนนี้ตัวมันได้ถูก 2 ราชันย์เทพจับจ้องสังเกตอยู่ มิเนอร์วาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ทำทีเป็มองผู้หญิงคนนู้นที คนนี้ทีเพื่อกลบเกลื่อนว่ามันกำลังโดนเหล่าสตรีมากมายเล่นหูเล่นตาดึงดูด จึงไม่รู้ว่ากำลังโดนดีมัวร์แอบจ้องสำรวจเช่นกัน ฝ่ายดีมัวร์ที่ไม่เห็นความผิดปกติใด หลังจากคุยกับซูทาร์นาอีกสองสามประโยค มันก็หันหน้ามาคุยกับเด็กหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"เป็เด็กหน้าตาดีไม่พอยังฉลาดอีก ลุงล่ะอิจฉาเ้าเสียจริง"
"ฮะๆ ๆ พูดถึงเื่อะไรกันท่านลุง ข้าแค่เห็นพวกเขายิ้มให้ข้าเลยจ้องมองกลับไปก็เท่านั้น"...มิเนอร์วาทำทีเป็เก้อเขินเพื่อกลบเกลื่อน
"ลูกผู้ชายอย่างเรา เขารู้กัน ใช่หรือไม่หลานรัก ฮ่า ๆ ทำไมไม่ไปพูดคุยกับพี่เกรเซียตรงนู้นเล่า ไม่ได้เจอกันนานไปทักทายเสียสิ เดี๋ยวลุงยืนคุยเป็เพื่อนแม่เ้าเอง รับรองไม่ให้ใครมายุ่งอย่างแน่นอน"
เด็กหนุ่มอยากจะค้านแต่ก็จำใจต้องยอมทำตามสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว มางานวันเกิดผู้อื่นแต่ไม่เข้าไปคุยกับเ้าของวันเกิดเลยก็ดูจะเป็เื่ค่อนข้างเสียมารยาท เื่ที่แม้แต่ 2 ราชันย์เทวะก็คาดไม่ถึงคือ วินาทีที่สองขาของมิเนอร์วาเดินมาถึงจุดที่เกรเซียยืนอยู่ ดวงตาทั้งสองข้างพึ่งจะสังเกตเห็นกลุ่มหญิงสาวเพื่อนเ้าของงานยืนคุยกันเป็กลุ่มเล็กๆ มากมายและในวินาทีนั้นเองที่สายตาของทั้งสองสอดประสานซึ่งกันและกัน แม้แต่ 2 ราชันย์เทพโบราณที่มีแค่ดวงจิตยังอดที่จะรู้สึกเส้นขนตั้งชันไม่ได้ หญิงสาวเ่าั้ต่างแยกวงแตกกระจายราวกับผึ้งแตกรังที่เจอกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
คลื่นสตรีมากหน้าหลายตากำลังกรูกันเข้ามารุมล้อม ภายในวงล้อมตรงใจกลางเด็กหนุ่มกำลังยืนจ้องมองใบหน้าสวยงามของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาไม่หลบตา สตรีผู้นี้ใบหน้าสวยงาม จมูกโค้งเว้าได้สัดส่วน ริมฝีปากบางละมุนดุจภาพวาด ส่งรอยยิ้มน้อยๆ ที่ใครเห็นก็ต้องถูกสะกด
"ไง…เด็กน้อยไม่เจอกันตั้งนาน ปีนั้นยังเห็นวิ่งไล่กอดข้าอยู่เลย นึกว่าจะไม่มาทักทายกันซะแล้ว น่าน้อยใจเสียจริงที่เคยให้กอดอยู่หลายครั้ง"
"........"
มิเนอร์วาใบ้รับประทานในทันที ใครกันจะไปคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเื่น่าอายอย่างนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย เสียงซุบซิบพูดคุยโดยรอบเริ่มดังขึ้นจนมิเนอร์วาทำตัวไม่ถูก
"ฮะๆ ตอนนั้นข้ายังเด็กนัก เห็นพี่สาวเกรเซียชอบวิ่งหนีข้าเลยวิ่งไล่ตามก็แค่นั้น"
เด็กหนุ่มทำได้แค่ยิ้มเจื่อนแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย เคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งตอนไหนบ้างก็ลืมไปหมดแล้ว และก็เป็เพราะเคยวิ่งเล่นด้วยกันสมัยยังเด็ก ย่อมจำอะไรไม่ได้จะให้ตอบปฏิเสธว่าไม่เคยทำ เด็กหนุ่มก็ไม่มั่นใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองเคยกระทำการใดแบบที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างหรือไม่ ถ้าเคยทำแล้วปฏิเสธก็จะกลายเป็การไม่จดจำเื่ราวในอดีต ทำให้เธอกลายเป็คนไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่เคยทำแค่การวิ่งไล่จับกันของเด็กย่อมต้องมีพลั้งเผลอกันบ้างเป็เื่ปกติ สถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้ดำเนินต่อไปอีกแค่ไม่กี่อึดใจ เหล่าสตรีมากมายรอบด้านต่างก็แย่งกันถามบ้างยังจงใจขยับเดินเข้ามาใกล้
ตามธรรมเนียมแล้วหลังจากแขกและเ้าภาพทักทายกันเรียบร้อย แขกท่านอื่นล้วนสามารถพูดคุยกันได้ต่อให้ไม่รู้จักกันแค่ทำให้อีกฝ่ายยอมคุยด้วยก็ถือเป็การเพิ่มแวดวงสังคมไปในตัวแล้ว และเหตุการณ์ที่มิเนอร์วาถูกยื้อไปทางนู้นที ทางนี้ที ราวกับสตรีพวกนี้คือสาวน้อยที่กำลังแย่งกันเล่นตุ๊กตา ตุ๊กตาที่ว่าย่อมเป็ใครไปไม่ได้นอกจากมิเนอร์วานั่นเอง เกรเซียไม่ได้เข้าร่วมศึกการแย่งชิง เพียงยืนยิ้มอย่างมีเลศนัยมองอยู่ห่างๆ จนกระทั่งงานเลี้ยงสิ้นสุดลง แขกในงานก็ทยอยขึ้นรถม้ากลับบ้านใครบ้านมัน
รถม้าคันหนึ่งวิ่งมาจอดตรงหน้าบ้านหินสองชั้น ซูทาร์นาและมิเนอร์วาสองแม่ลูกที่กำลังเหน็ดเหนื่อยกับงานเลี้ยง โดยเฉพาะฝ่ายหลังน่าจะเหนื่อยมากที่สุด เมื่อถึงบ้านพูดคุยกันเล็กน้อยก็แยกกันไปพักผ่อนในห้องของแต่ละคน
"ท่านอาจารย์เป็เช่นไรบ้าง? ข้าควรทำอย่างไรต่อไปดี?"
หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อย ขณะนี้มิเนอร์วาในชุดนอนกำลังนอนอ้าแขนบนที่นอนนุ่มอย่างผ่อนคลาย ใครจะไปคิดกันว่าฝูงคลื่นสตรีมากหน้าหลายตาจะน่ากลัวขนาดนี้ สภาพจิตใจแทบทั้งหมดต้องเพ่งไปกับการตอบคำถามของแต่ละคน ทำให้เด็กหนุ่มไม่มีเวลาสังเกตการณ์สภาพแวดล้อมรอบตัวเมื่อกลับถึงบ้านจึงทำได้เพียงหวังพึ่งอาจารย์ทั้ง 2 ที่ไม่เคยตกเป็เป้าสายตาเลย
"อันตราย… แต่ก็ไม่มากนักถ้าเ้าสามารถกลายเป็เหนืุ์ได้ภายใน 5 ปีด้วยการสั่งสอนของพวกข้า ย่อมมีโอกาสกลับมาแก้แค้นอีกครั้ง"
ราชันย์เทวะัที่มีกฎแห่ง์อนธการย่อมสามารถััได้ถึงการมีอยู่ของบุคคลต่างๆ ภายในงานเลี้ยง หากรายชื่อของผู้ใดถูกเขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น เส้นด้ายแห่งโชคชะตาล้วนถูกบังคับให้ถักทอต้องเข้ามาพัวพันกับโชคชะตาของมิเนอร์วาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
'ปลูกอะไรไว้ ย่อมได้สิ่งนั้น'
ถึงแม้ตัวราชันย์ัในตอนนี้จะไม่มีพลังที่เพียงพอในการบิดผันโชคชะตา แต่แค่ััถึงการเชื่อมโยงไม่เจาะลึกในรายละเอียดล้วนไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งนี้คือเื่ที่เผ่า์อนธการเรียนรู้กันมาั้แ่เยาว์วัย
"ไม่มีเทพ ไม่มีครึ่งเทพ มีเพียงเหนืุ์ 5 คน ผู้วิเศษชั้นสูง 20 คน ผู้วิเศษธรรมดาไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คน ในนั้นมีพื้นฐานไม้ 5 คนเป็เหนืุ์ 1 คน ผู้วิเศษชั้นสูง 2 คน ผู้วิเศษธรรมดา 2 คน ส่วนที่เหลือเนื่องจากข้าไม่รู้ว่าพวกมันมีพื้นฐานอะไรจึงสามารถััได้เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น"
แอสคลีเพียสบอกรายละเอียดที่มันสำรวจได้อย่างไม่ะเือารมณ์
"พื้นฐานมืด 30 คน เป็เหนืุ์ 3 คน 1 ใน 3 คนนี้คือดีมัวร์ ผู้วิเศษชั้นสูง 10 คน ผู้วิเศษธรรมดา 17 คน"
ราชันักล่าวเสริมสำหรับเื่การสอดแนมนั้นเพียงแค่มิเนอร์วาถ่ายเทเฉพาะพลังิญญาไปที่ตุ้มหูให้อีฟริทใช้ััิญญาร่วมกันย่อมไม่มีผู้ใดพบความผิดปกติ เพราะนี่คือการมองดูของชนชั้นราชันย์เทพ ความลึกลับซับซ้อนย่อมไม่สามารถมองออก มนุษย์ธรรมดามีหรือจะสามารถััได้
"ท่านอาจารย์ 75 คนเชียวหรือนั่นแทบจะเป็จำนวนของแขกในงานทั้งหมดเลยนะ! แบบนี้แย่แน่ๆ"
จะอย่างไรก็เป็ยังคงเป็เด็ก ย่อมไม่ประสีประสาในโลกกว้าง เพียงแค่ได้ยินจำนวนของฝั่งตรงข้ามเด็กหนุ่มก็ออกอาการกังวลแล้ว ใช่แล้วเพียงแค่กังวล แต่ไม่ได้หมายความว่ามิเนอร์วาขลาดกลัว
"ศิษย์ข้า เ้ารู้ไหมในโลกนี้ผู้ที่จะก้าวขึ้นไปเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้นั้นต้องเป็สิ่งมีชีวิตแบบไหน?"
ราชันย์ัที่เห็นท่าที่กระสับกระส่ายของศิษย์ ทำได้เพียงปลงตกและสั่งสอนอย่างใจเย็น ตัวมันไม่เคยคิดรำคาญศิษย์ เพียงแค่เอ็นดูในความไร้เดียงสาของผู้ที่ผ่านการใช้ชีวิตมาน้อย มันเว้นวรรคเล็กน้อยเผื่อมิเนอร์วาอยากตอบคำถาม เมื่อไม่เห็นท่าทีตอบสนองของศิษย์ตัวมันก็พูดต่อ
"ก่อนจะเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง สิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเคยอ่อนแอ ในเมื่ออ่อนแอแล้วทำไมถึงกลายเป็ผู้แข็งแกร่งได้ล่ะ?"
คำพูดกำกวมตีความหมายได้ 108 ของสิ่งมีชีวิตโบราณดังเข้าโสตประสาทของเด็กหนุ่มที่กำลังกังวลคิดหาทางออก ราชันย์ัไม่ได้สนใจในท่าทีเ่าั้ ทำราวกับเอ่ยถามตัวเอง
"ใช่แล้วเพราะผู้อ่อนแอรู้จักประมาณตนยังไงล่ะ! พวกเขารู้ว่าตอนไหนควรเก็บรักษาชีวิตเอาตัวรอด ตอนไหนควรเข้าประหัตปะากับศัตรู การไม่รู้จักกลัวนั้นเป็สิ่งดี แต่เ้าต้องรู้จักประมาณตน ถ้าอุปสรรคมันยิ่งใหญ่เกินไป กลัวสักเล็กน้อยบางทีอาจเกิดประโยชน์มากกว่า"
การไม่รู้จักความกลัวนั้นคือสิ่งดีเพราะสามารถทำให้กล้าเสี่ยงกับความเสี่ยงที่ผู้อื่นกลัว แต่กลับกันถ้าความเสี่ยงนั้นมันอันตรายเกินกว่าที่ขอบเขตของตัวเองจะรักษาชีวิตได้ สิ่งมีชีวิตใดที่ไม่รู้จักการประมาณตน ไม่รู้จักการเกรงกลัว ย่อมต้องพาตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างโง่งม ราชันย์ัยังคงไม่สนใจว่าศิษย์ตนจะเข้าใจในสิ่งที่พูดหรือไม่ เอ่ยอธิบายเรียบๆ จะอย่างไรของแบบนี้ล้วนต้องประสบพบเจอด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ
"ข้ามี 2 วิธีให้เ้าเลือก 1.เวลานี้ใช้เื่เรียนของเ้าเป็ข้ออ้างในการหลบหน้าจากดีมัวร์ เพื่อไปฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนถึง่เวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยกลับมาทวงความยุติธรรมที่เ้าเสียไป 2.ใช้ชีวิตไปตามปกติตามเก็บศัตรูไปทีละคน แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงเพราะศัตรูของเ้า ข้าค่อนข้างมั่นใจว่ายังมีพวกที่แอบซ่อนอยู่ในที่มืดอีกมากมายดังเช่นที่เ้าเห็น ทั้ง 75 คนที่ข้าบอกไปมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าร่วมงานเลี้ยง พวกที่เหลือล้วนหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ภายในบ้านหลังนั้น"
"อืม ข้าเห็นด้วยกับวิธีแรกของัเฒ่า วิธีที่2อันตรายเกินไปสำหรับเด็กที่ยังไม่รู้จักโลกใบนี้ดีพอ"
แอสคลีเพียสกล่าวเสริม และก็เป็ความจริงที่มิเนอร์วาย่อมต้องเลือกที่จะเชื่อในอาจารย์ทั้ง 2 ของตนอยู่แล้ว
"ท่านอาจารย์แล้วพวกขวดยาที่ท่านให้ข้าปรุงขึ้นมาพวกนี้ จะเอาไปใช้กับอะไร?"
"ฮ่าๆ ๆ ศิษย์ข้า เ้ารู้หรือไม่ว่าสมัยที่เ้าเด็กนั่นได้เป็เทพใหม่ๆ เหล่าทวยเทพและปีศาจทั่วอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมายต่างเรียกเ้านั่นว่า เทพแห่งความหวาดระแวง!"
"บัดซบ…หยุดเดี๋ยวนี้นะัเฒ่า ข้าแค่เป็คนระมัดระวังรอบคอบต่างหากเล่า หึ!"
น้ำเสียงลนลานของแอสคลีเพียสดังขึ้นเอ่ยหยุดเื่น่าอายในอดีต มันลอบสังเกตท่าทีของมิเนอร์วากังวลว่าภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามของราชันย์เทพในสายตาศิษย์ตนจะหายไปแต่ก็ผิดคาดมันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกภูมิใจแผ่ออกมาอย่างจางๆ
"เทพแห่งความหวาดระแวง… แค่ชื่อก็สยบมวลปีศาจทั้งหลายให้ตกอยู่ภายใต้ความหวาดระแวงได้แล้ว สุดยอดไปเลยท่านอาจารย์"
มิเนอร์วาที่กำลังภาคภูมิใจในชื่อเสียงของเทวะแห่งการแพทย์ ยังคงไม่รู้ตัวว่าที่แท้ตนเข้าใจผิดไปอย่างใหญ่หลวง เทพแห่งความหวาดระแวงในความหมายของเหล่าทวยเทพและปีศาจแห่งอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมายนั้นย่อมหมายถึงตัวแอสคลีเพียสที่เป็คนขี้กลัวหวาดระแวงไปเสียทุกเื่ จะไม่ให้มันกลัวได้อย่างไร พวกที่เกิดบนทวีปเหนือหรือใต้นั้นย่อมดีหน่อย ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกครองโดยสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์สามัญ แต่ไม่ใช่กับอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมายที่นั่นทุกหนแห่ง โดยส่วนมากล้วนถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์สัตว์วิเศษไม่ก็สัตว์อสูร
ถ้าเป็เผ่าสัตว์เทพผู้พิทักษ์โชคชะตาผู้ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางโลกนั้นก็ว่าไปอย่าง แต่ตัวมันที่เติบโตขึ้นมาบนเกาะเพลิออนนั้นต้องพบเจอกับการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติซะเป็ส่วนใหญ่ สัตว์อสูรและสัตว์วิเศษมากมายหลายเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ล้วนมีสัญชาตญาณหวงถิ่น ตัวมันที่ตอนนั้นยังคงเป็เทพหน้าใหม่แสนอ่อนแอต้องคอยหาทางหนีทีไล่ตลอด รักษาไว้ซึ่งชีวิตอันแสนสำคัญ ถ้ามันไม่หวาดระแวงกังวลจนเกินเหตุมีหรือมันจะกลายเป็ราชันย์แพทย์เทวะอย่างเช่นทุกวันนี้ อีฟริทไม่กล่าวสิ่งใดเพื่อหักหน้าแอสคลีเพียส ส่วนแอสคลีเพียสก็ทำได้แค่เปลี่ยนเื่คุยไม่สานต่อหัวข้อเดิมปล่อยให้เด็กหนุ่มเข้าใจผิดต่อไป
"เก็บไว้ใช้ในภายหน้าพวกมันต้องมีประโยชน์ในสักวันแน่ ข้าแค่ให้เ้าปรุงเผื่อสำรองไว้ ถ้าเกิดเหตุอันตรายจะได้มียารักษาอย่างทันท่วงที มีเหลือย่อมดีกว่าขาด ไปหาหลับนอนได้แล้วพักผ่อนซะพรุ่งนี้เราจะมาวางแผนสำหรับอนาคตเ้ากัน"
สองสามวันต่อจากนั้นหลังช่วยกันวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้มาจากงานเลี้ยง บทสรุปที่ได้คือการที่มิเนอร์วาตกลงยอมเข้าเรียนต่อในระดับสูง แต่โรงเรียนที่เด็กหนุ่มเลือกจะไปเรียนนั้น อยู่ภายในเขตใจกลางของเมืองหลวง มันเป็โรงเรียนระดับสูงที่ศิษย์ทุกคนต้องไปกินอยู่ที่นั่นและแน่นอนมันย่อมไม่ใช่โรงเรียนระดับสูงธรรมดา ด้วยความรู้ของสองราชันย์เทวะพวกมันย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าโครงสร้างของโลกเื้ันั้นเป็อย่างไร เื่ราวของผู้วิเศษ ภูตผี ิญญา สัตว์ในตำนาน แม้กระทั่งทวยเทพและปีศาจล้วนถูกกล่าวถึงมาอย่างช้านานไม่ใช่เื่แปลกที่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะรู้จัก
แต่เป็เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยประสบพบเจอกับตัวเอง บางคนก็เลยรับรู้แต่ก็ไม่ได้งมงายมากมายนักแค่ลำพังหาเงินเลี้ยงปากท้องในโลกอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ก็เหนื่อยแย่พอแล้ว ถ้าต้องมาเสียเวลาฟังพวกที่เคยพบเจอกับโลกเื้ัด้วยตัวเองที่ออกมากล่าวอ้างก็ยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ ถ้าไม่มีหลักฐานที่มากพอการพูดถึงเื่เหนือธรรมชาติแบบนี้นั้นผู้คนต่างมองว่าเป็การงมงายเพ้อเจ้อ ส่วนพวกที่สามารถทำลายพันธนาการแห่งชีวิตลงได้ทั้งหมดล้วนพยายามปกปิดตัวเองให้เป็ความลับมากที่สุด คงไม่มีผู้ใดอยากทำให้ตัวตนที่แข็งแกร่งต้องขุ่นเคืองใจ
อย่างเช่นการสร้างความวุ่นวายภายในเมืองด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แทนลายัสจะอย่างไรก็ยังเป็ประเทศเล็กๆ อันห่างไกลความเจริญอยู่อีกมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกประเทศล้วนมีการสืบทอดวัฒนธรรมของโลกเื้ัที่คล้ายกันอย่างลับๆ หนึ่งในนั้นก็คือโรงเรียนระดับสูงที่หน้าฉากคือโรงเรียนที่คนปกติธรรมดาต้องสอบเข้า แต่สำหรับผู้ที่ทำลายพันธนาการแห่งชีวิตลงได้แม้จะครั้งเดียวก็ตามล้วนถูกปฏิบัติแตกต่างกันออกไป ต่อให้โง่งมแค่ไหนแต่ถ้าสามารถกลายเป็ระดับผู้วิเศษได้คนผู้นั้นล้วนไม่ธรรมดา ซูทาร์นาที่ได้ฟังคำตัดสินใจของลูกชายในตอนแรกก็อดเป็ห่วงปนดีใจอย่างห้ามไม่ได้
จะอย่างไรพาซัคก็เคยฝันอยากเรียนในโรงเรียนระดับสูง ด้วยระยะทางจากบ้านของเด็กหนุ่มที่ค่อนข้างห่างไกลกับตัวโรงเรียนและการที่บุตรต้องจากไปเรียนในที่ห่างไกล ก็ยังคงทำให้ซูทาร์นารู้สึกเป็ห่วงอยู่ดีแต่นางก็เข้าใจว่าการให้บุตรชายอยู่ข้างกายตลอดนั้นไม่ใช่เื่ดี จะอย่างไรสักวันก็ต้องหัดเข้าสังคมบ้าง จึงไม่ได้ออกปากทัดทานห้ามอะไร ไม่พอยังจะช่วยส่งเสริมให้บุตรชายได้อยู่อย่างสบายใจเมื่อจากไปเรียนในที่ห่างไกล โรงเรียนระดับสูงส่วนใหญ่จะอยู่ตามเมืองสำคัญ และภายในกรุงฮัลเฟนด์แห่งประเทศแทนลายัสที่ถูกแบ่งเขตที่อยู่อาศัยออกเป็3ส่วนล้วนมีโรงเรียนระดับสูงอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 5 แห่ง
แบ่งออกเป็เขตการปกครองชั้นนอก 1 แห่ง เขตการปกครองชั้นใน 1 แห่ง และเขตใจกลางเมืองหลวงสถานที่ซึ่งเหล่าราชวงศ์และชนชั้นสูงจำนวนมากอาศัยอีก 3 แห่ง จากแผนของ 2 อาจารย์ มิเนอร์วาต้องหาทางเข้าไปเรียนในที่ใดก็ได้ภายใน 3 แห่งนี้เนื่องจากโรงเรียนระดับสูงที่สอนอยู่ใจกลางเมืองย่อมต้องมีทรัพยากรและบุคคลมากความสามารถอยู่มากมายเพียงพอต่อการเติบโตของมิเนอร์วาอย่างแน่นอน และตัวเลือกแรกย่อมต้องเป็โรงเรียนระดับสูงที่ก่อตั้งโดยราชวงศ์แทนลายัส สถานที่ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย กำหนดการเดินทางคืออีก7วันหลังจากนี้