ขณะเดียวกัน ณ ภายนอกสันเขาโว่หลง เฟิงเสวียนอี้ผู้นำกลุ่มแห่งสำนักเฉียนหยวนก็อัญเชิญเรือเหาะเมฆาออกมาเช่นกัน
"ได้เวลาแล้ว ไม่ต้องรอ งานประลองใหญ่ของสำนักกำลังจะเริ่มขึ้น พวกเราต้องรีบเดินทางกลับ"
ใต้เรือเหาะเมฆา ยามนี้เหลือเพียงศิษย์สายนอกไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนที่เหลือล้วนตกตายอยู่ในสันเขาโว่หลงกันหมดแล้ว
เหยาอี้ยังคงเหม่อมองไปทางสันเขาโว่หลงอยู่อย่างนั้น ทว่าภายในสันเขาโว่หลงยามนี้ยังคงถูกหมอกไอพิษบดบัง มืดมิดและเงียบสงบจนน่าพรั่นพรึง สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างทอดถอนใจ แล้วก้าวขึ้นสู่เรือเหาะเมฆาไป
สามวันต่อมา
ในที่สุดก็ถึงวันงานประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวน ก่อนหน้านี้สำนักเฉียนหยวนได้ร่อนม้วนหยกออกไปอย่างเร่งด่วน เชื้อเชิญเหล่าขั้วอำนาจใหญ่แห่งแดนใต้ให้มาร่วมงาน เพราะครั้งนี้นอกจากจะเป็งานประลองใหญ่แล้ว ยังเป็งานเผยโฉมครั้งแรกของอันฉือเยว่ในฐานะศิษย์สืบทอดแห่งสำนักเฉียนหยวนอีกด้วย
แม้สำนักเฉียนหยวนจะติดอันดับหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งแดนใต้ แต่กลับรั้งอยู่อันดับสุดท้าย พวกเขาจำเป็ต้องใช้อันฉือเยว่เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจและสร้างบารมีให้แก่สำนัก
ดังนั้น วันนี้สำนักเฉียนหยวนจึงประดับประดาด้วยโคมไฟและสายรุ้ง บันไดขุนเขาเส้นยาวเลียบทางเข้าสำนักถูกปูด้วยพรมแดง แเื่ผู้มาเยือนขวักไขว่ดุจฝูงปลา
...
ณ ยอดเขาหลังตำหนักปราณ
อันฉือเยว่ยืนอยู่บนยอดเขา เหม่อมองไปทางสันเขาโว่หลง ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ฉือเยว่ ได้เวลาแล้ว พวกเราลงจากยอดเขาเถิด" ผู้าุโซ่งเหินกายร่อนลงมา
"อาจารย์อา มีข่าวคราวของสามีข้าบ้างหรือไม่?" อันฉือเยว่หมุนตัวกลับมา แล้วรีบเอ่ยถามทันที
นางเพิ่งจะมารู้ก่อนหน้านี้ไม่นานว่า หลิงเทียนถูกส่งตัวไปล่าอสูรที่สันเขาโว่หลง ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็ฝีมือศัตรูของหลิงเทียนอย่างไม่ต้องสงสัย
"ยังไม่มี..." ผู้าุโซ่งส่ายหน้า
ตลอดครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา ความคิดทั้งหมดของนางล้วนทุ่มเทให้แก่ตัวอันฉือเยว่ ส่วนเื่ของหลิงเทียน นางไม่เคยถามไถ่เลยสักนิด
นางเคยเตือนหลิงเทียนไว้แล้วว่างานประลองใหญ่สำนักเฉียนหยวนครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายของเขา หากไขว่คว้าไว้ไม่ได้ นางก็ไร้ปัญญาช่วยเหลือแล้วเช่นกัน
"หากสามีข้าเป็อะไรไป ข้าไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่!"
ตูม!
ชั่วครู่เดียว กลิ่นอายระดับสร้างรากฐานของอันฉือเยว่พลันปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน เหนือศีรษะปรากฏหอคอยเหมันต์โบราณสำแลงอานุภาพ ลมพัดกระหน่ำกวาดม้วนเมฆาหลังเขาจนสลายไปสิ้น กระทั่งผู้าุโซ่งที่มีระดับบำเพ็ญเพียรถึงขั้นครึ่งก้าวสู่แปรแก่น ยังอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหลายก้าว
พร์ของอันฉือเยว่น่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง แม้ผู้าุโซ่งจะคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่นึกเลยว่าเวลาเพียงแค่เดือนเดียว อันฉือเยว่ไม่เพียงแต่ทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานได้ แต่ยังบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดแล้ว!
ต้องรู้ไว้ว่า ยามที่เพิ่งเข้าสู่สำนักเฉียนหยวน อันฉือเยว่เป็เพียงระดับขัดเกลากายาเท่านั้น หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง นางคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าบนโลกนี้จะมีความเร็วการบำเพ็ญเพียรอันน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ หากเทียบกับหลิงเซียวแห่งสำนักหวงจี๋แล้วยังน่าพรั่นพรึงกว่าเสียอีก!
อาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาิญญายุทธ์ศาสตราระดับสี่ด้วยกัน ยังมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอยู่จริง ๆ
"รอจนเ้าก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้สืบทอดสำนักได้อย่างมั่นคงแล้ว เ้าคิดจะจัดการใครก็จัดการได้ตามใจชอบ ดังนั้น เงื่อนไขพื้นฐานทั้งหมด ย่อมเป็การทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น" ผู้าุโซ่งเอ่ย
"ผู้าุโ แล้วท่านอาจารย์เล่า? ร่างกายของนาง..." อันฉือเยว่พลันเอ่ยถามขึ้น
"อาการของพี่หญิงแย่ลงอีกแล้ว แต่ในฐานะเ้าตำหนักปราณ การได้รับเ้าเป็ศิษย์ นางก็พึงพอใจมากแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ไม่อาจมาร่วมพิธีเข้าสู่ยุทธภพของเ้าได้" ผู้าุโซ่งถอนหายใจยาว
"เช่นนั้น พวกเราลงเขากันเถอะ!"
สีหน้าของอันฉือเยว่แปรเปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยว นางในยามนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าสำนักเฉียนหยวนนั้นไม่ได้งดงามดั่งภาพฝัน หากไม่มีความสามารถแข็งแกร่งพอ นางก็ไม่อาจคุ้มครองหลิงเทียนได้ แต่นางยังคงเชื่อมั่นเสมอว่าหลิงเทียนจะไม่เป็อะไร
เขาต้องมาแน่!
ทว่าเมื่อเทียบกับความครึกครื้นภายในสำนักเฉียนหยวนแล้ว หุบเขาศิษย์รับใช้ที่อยู่เชิงเขากลับเปรียบประดุจโลกอีกใบหนึ่ง
ศิษย์รับใช้ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าชมงานประลองใหญ่ของสำนัก ตรงกันข้ามกลับต้องรับหน้าที่ให้อาหารและดูแลสัตว์อสูรพาหนะที่สำนักอื่นนำติดตัวมาอยู่ในหุบเขาศิษย์รับใช้ ทั้งที่เดิมทีควรเป็วันมงคลใหญ่ของสำนัก แต่พวกเขากลับต้องเหน็ดเหนื่อยมากกว่าปกติเสียอีก
"ซ่งหลิงเอ๋อร์ ยังไม่ยอมออกมาอีกหรือ?"
"ครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว วันนี้ถึงตาเ้าไปจัดการกากยาที่ถ้ำกากโอสถ รีบออกมาเสียที!"
กลุ่มศิษย์หุบเขาศิษย์รับใช้พากันมายืนปิดล้อมหน้าถ้ำของซ่งหลิงเอ๋อร์แล้วแผดเสียงะโ
อันที่จริงตลอดครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา พวกเขาไม่กล้ามาก่อกวนซ่งหลิงเอ๋อร์เลยสักนิด ด้วยเพราะคำขู่ของหลิงเทียนยังคงแจ่มชัด เ้าคนน่าพรั่นพรึงผู้นั้นยังคงมีอิทธิพลกดข่มอยู่ในหุบเขาศิษย์รับใช้ หากยังไม่แน่ใจว่าหลิงเทียนตกตายอยู่ในสันเขาโว่หลงแล้วจริง ๆ พวกเขาย่อมเกรงกลัวยิ่งนัก
ทว่าในวันนี้ ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ประการแรก หลิงเทียนผละจากไปนานเกินไป กระทั่งเฟิงเสวียนอี้ก็เดินทางกลับมาถึงสำนักแล้ว ทว่าในกลุ่มศิษย์ล่าอสูรกลับไร้ร่องรอยของหลิงเทียน นั่นย่อมหมายความว่าหลิงเทียนตกตายอยู่ในสันเขาโว่หลงแล้ว
ประการที่สอง พวกเขารู้มาว่าในมือของซ่งหลิงเอ๋อร์ยังมีศิลาิญญาอยู่อีก อีกทั้งจำนวนยังมิใช่น้อย ๆ !
ศิลาิญญาสำหรับศิษย์รับใช้แล้ว ย่อมเป็การล่อลวงอันมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าหลิงเทียนไม่มีวันกลับมา เหล่าศิษย์รับใช้จึงค่อยรวบรวมความกล้า มาหยุดอยู่หน้าถ้ำของซ่งหลิงเอ๋อร์
"พี่ชายหลิงเทียนเคยบอกข้าไว้ ก่อนเขาจะกลับมา ข้าห้ามออกไปเด็ดขาด!"
ซ่งหลิงเอ๋อร์ขดตัวอยู่ตรงมุมถ้ำ กอดศิลาิญญาในอ้อมอกไว้แน่น โดยตลอดครึ่งเดือนมานี้ นางใช้ศิลาิญญาไปเพียงก้อนเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือนางยังตัดใจใช้ไม่ลง
"ฮึ ไม่ยอมออกมาหรือ เช่นนั้นก็คงตามใจเ้าไม่ได้แล้ว!"
"บุกเข้าไป!"
ผู้นำกลุ่มศิษย์รับใช้เหล่านี้มีนามว่ากัวไท่ เป็หัวหน้ากลุ่มศิษย์รับใช้ในเหมืองแร่ พลังบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขั้นหลอมปราณระดับเจ็ด นับเป็ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาศิษย์รับใช้ที่ทุกคนยอมรับ
ก่อนหน้านี้ยามที่หลิงเทียนสยบว่านคั่วและหานซู่พร้อมศิษย์รับใช้นับร้อยจนพ่ายแพ้ เขาไม่ได้อยู่ในหุบเขา ยามนี้เมื่อรู้ว่าในมือซ่งหลิงเอ๋อร์มีศิลาิญญาอยู่หลายก้อนจึงพาคนมาปล้นชิง ในใจของเขาไม่ได้แยแสหลิงเทียนเลยสักนิด เพราะเขาก็สามารถเอาชนะหานซู่ได้อย่างง่ายดายเช่นกัน!
กลุ่มศิษย์รับใช้พลันดุร้ายอำมหิต ถลกแขนเสื้อเตรียมตัวพุ่งโถมเข้ามาพร้อมกัน
อย่างไรเสียซ่งหลิงเอ๋อร์และหลิงเทียนก็ลบหลู่คนไว้มากมาย ต่อให้นางต้องตายอยู่ในหุบเขาศิษย์รับใช้ ก็ไม่มีใครมาแยแสอยู่ดี
"พวกเ้าถือว่าคำพูดของข้าก่อนหน้านี้ เป็เพียงลมผ่านหูหรือไร?"
ทว่าในยามที่ทุกคนพังประตูถ้ำจนแหลก และเตรียมจะพุ่งบุกเข้าไปนั้น เสียงอันเ็าสายหนึ่งพลันดังขึ้นมาจากด้านหลัง น้ำเสียงนี้ไม่เพียงแต่เย็นเยียบถึงที่สุด แต่ยังทำเอาหัวใจของเหล่าศิษย์สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
"หลิ... หลิงเทียน!?"
เหล่าศิษย์รับใช้หมุนตัวกลับมามองอย่างฉับพลัน กลับพบว่าหลิงเทียนหวนคืนสู่หุบเขาศิษย์รับใช้ั้แ่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ทั้งยังยืนอยู่ไม่ไกลออกไปด้วย!
สายตาเ็าคู่นั้นทั้งข่มขวัญและดึงดูดดวงิญญา ทั่วร่างยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวเือันเย็นเยียบ ทำเอาพวกเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
"เ้าคือหลิงเทียนผู้นั้นหรือ?"
ท่ามกลางฝูงชน กัวไท่ถือค้อนั์เดินออกมา รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำ ดุจดังหมีป่าในร่างมนุษย์ ยามกลิ่นอายขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดของเขาปะทุขึ้นนั้นดูทรงพลังยิ่งนัก
"ดวงแข็งไม่เบานี่ ถึงกับรอดชีวิตกลับมาจากสันเขาโว่หลงได้! ทว่าถึงเ้ากลับมาก็ไร้ประโยชน์ วันนี้ข้าจะทำให้เ้าต้องคุกเข่าลง เรียกข้าว่าท่านปู่!"
กัวไท่แบกค้อนั์สูงท่วมหัวไว้บนไหล่ เหล่าศิษย์รับใช้ด้านหลังเห็นดังนั้น จึงค่อยรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้บ้าง ต่อให้หลิงเทียนกลับมาแล้วอย่างไร? เพราะถึงอย่างไร กัวไท่เพียงพอจะสยบหลิงเทียนได้สบายอยู่แล้ว
"ข้าเคยบอกไว้แล้ว ผู้ใดกล้ารังแกซ่งหลิงเอ๋อร์ จะต้องทรมานยิ่งกว่าตาย!"
หลิงเทียนก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ไม่หวาดเกรงกลิ่นอายข่มขู่ของกัวไท่เลยสักนิด