ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 40 ภัยร้ายนอกกำแพงเมือง
หน้าประตูเมืองฝั่งตะวันตก ยามสาย
“เอาล่ะ พวกเจ้าผ่านไปได้ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย ช่วงนี้อันตรายหน่อยนะ ระวังตัวด้วย” ชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้มกำลังผายมือให้คาราวานพ่อค้าเดินทางออกจากเมืองได้หลังจากตรวจค้นทุกอย่างเสร็จสิ้น
'ฮาล์ฟ ฮาวีรอน' ชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลพีไรซ์ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่ดูแลประตูเมืองฝั่งตะวันตก
ฮาล์ฟเป็นเขยของตระกูลพีไรซ์ เดิมทีเป็นคนจากสถานที่อันแสนห่างไกล สุดท้ายได้มาพบรักกับมิซซี่ พีไรซ์ สมาชิกตระกูลรุ่นที่เจ็ด มีลูกด้วยกันสองคนคือเจนี่และเบรซ
แต่น่าเศร้าที่ความรักของทั้งคู่ได้มาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อตอนที่มิซซี่อายุย่างเข้าสามสิบปี เธอจากไปด้วยโรคร้ายทำให้ฮาล์ฟต้องเลี้ยงดูเจนี่กับเบรซมาด้วยตัวเอง ได้รับการช่วยเหลือมากมายจากตระกูลพีไรซ์ สุดท้ายก็กลายเป็นผูกติดอยู่กับตระกูลพีไรซ์อย่างแนบแน่นจนไม่อาจแยกออกจากกันได้อีก
“อ้าว เคน วันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหรือที่ต้องออกไปลาดตระเวนชายป่าด้านนอก?” ฮาล์ฟตะโกนทักทายเคนที่เพิ่งเดินมาถึงหลังจากที่กองคาราวานเมื่อครู่เดินทางออกประตูเมืองไปแล้ว
เคนที่ต่อแถวจะรอออกนอกเมืองก็พยักหน้าให้กับอีกฝ่ายพร้อมกับกล่าวว่า “ใช่แล้วท่านอา หัวหน้าตระกูลมอบหมายให้ข้าออกไปทำหน้าที่ในวันนี้”
ก่อนหน้านี้เคนเองก็ได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเดินทางไปพร้อมกับผู้อาวุโสภายในตระกูลเพื่อตามหาแคนซัส ตัวเขาเหมือนกับโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกระดับ ประจวบกับที่เขาเพิ่งจะข้ามผ่านกลายเป็นอเวกระดับที่สี่ ทำให้มาคัสไว้วางใจที่จะส่งเคนออกไป
“เคน ในที่สุดเจ้าก็มา”
ขณะที่เคนกับฮาล์ฟกำลังพูดคุยทักทายกันอยู่นั้น หญิงสาวผมยาวสลวยคนหนึ่งก็ค่อยๆ เดินอย่างมั่นคงเข้ามาหา แสดงให้เห็นถึงบุคลิกที่ห้าวหาญ
เธอคือเคฟลิน พีไรซ์ ลูกสาวของเมลิก พีไรซ์ ส่วนมารดานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ในรุ่นที่แปดนั้น นอกเสียจากคาคัสและคาลอสก็มีเธอนี่แหละที่เลื่อนระดับไปถึงอเวกห้าได้สำเร็จ วันนี้เธอเป็นหนึ่งในคนที่ดูแลประตูเมืองฝั่งตะวันตกร่วมกับฮาล์ฟและสมาชิกตระกูลอีกสองสามคน
“ยินดีที่ได้พบท่านอาและท่านพี่เคฟลิน” เคนประสานมือทักทายคนทั้งคู่อีกครั้งในคราวเดียวกัน
ความจริงแล้วทั้งเคนและเคฟลินต่างเป็นสมาชิกตระกูลรุ่นเดียวกัน เพียงแต่เคฟลินเกิดก่อนเคนถึงห้าปีเต็มจึงนับว่าอาวุโสกว่า
“ท่านหัวหน้าตระกูลได้ฝากสิ่งของมาให้เจ้าก่อนออกไปนอกเมือง หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น ให้บีบมันให้แตกทันที แล้วเจ้าจะปลอดภัย” เคฟลินยื่นเครื่องรางรูปประตูในมือออกไปให้คนตรงหน้า
ก่อนหน้านี้เธอเป็นผู้ที่ต้องออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณชายป่า มาคัสจึงส่งมอบเครื่องรางกลับที่พำนักตระกูลให้ไว้เป็นสิ่งป้องกันตนเอง บัดนี้เมื่อถึงคราวของเคน เธอจึงส่งต่อมันตามคำสั่งของหัวหน้าตระกูล
“ขอบคุณท่านพี่เคฟลิน” เคนยื่นมือไปรับเครื่องราง จากนั้นจึงห้อยมันไว้รอบคอ ตัวเขารู้ดีถึงความล้ำค่าของเครื่องรางตรงหน้าดี แม้จะเป็นคนละชนิดกับที่เขาเคยเห็น แต่แน่นอนว่ามันจะต้องยอดเยี่ยมไม่ต่างกัน
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว เมื่อเจ้ากลับมาจงมอบมันต่อไปให้แก่คนที่ได้รับหน้าที่คนถัดไป” เคฟลินพยักหน้านิ่งๆ ของเธอพร้อมกับกล่าวกำชับเคน
หลังจากตรวจสอบเล็กน้อย ฮาล์ฟก็ตบไหล่ของเคนเบาๆ
“ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย เมื่อใดพระอาทิตย์คล้อยลงที่เส้นขอบฟ้า จงรีบมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองทันที อย่ามัวโอ้เอ้เด็ดขาด” ฮาล์ฟกล่าวก่อนจะปล่อยให้เคนไป เคนเองก็โบกมือลาสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ แล้วจึงค่อยๆ เดินผ่านทหารประจำเมืองที่ขยับตัวเปิดทางให้เขาออกไป
.
.
.
เคนพุ่งตัวผ่านพื้นที่รกร้างนอกเมืองมาจนถึงบริเวณชายป่า แต่ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เขารู้สึกแปลกพิกล เหมือนมีใครกำลังจับจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา
กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เคนฝึกฝนพลังตามคัมภีร์พยัคฆ์เมฆาเป็นหลัก และฝึกฝนเคล็ดวิชาหมัดแปดทิศในเวลาว่าง ความรู้ความเข้าใจในการบ่มเพาะจึงสูงขึ้นมาก ระดับพลังเองก็สูงขึ้นด้วย มันได้เพิ่มศักยภาพโดยรวมของเขาในทุกๆ ด้าน ประสาทสัมผัสของเคนจึงแจ่มชัดกว่าแต่ก่อนไปหลายขั้น
การจับสัมผัสรอบตัวนั้นทำได้ดีกว่าเดิมมาก ซึ่งตอนนี้ความรู้สึกแปลกๆ ก็ได้ตะโกนเตือนเขาอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีจิตมุ่งร้ายกำลังจับจ้อง เพียงแต่มันยังไม่ลงมือ
เขาแบกรับความรู้สึกหวาดระแวงมาตั้งแต่กลางทาง จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย เคนแอบสำรวจรอบตัวอย่างเงียบๆ พยายามสังเกตสิ่งผิดปกติโดยรอบทั้งหมด เผื่อว่าเขาจะพลาดอะไรไป
เม็ดทราย ก้อนกรวด สายลม กลิ่นที่มากับอากาศ......
บรรยากาศของป่าเบื้องหน้ากับพื้นที่รกร้างด้านหลังช่างตัดกันโดยสิ้นเชิง แต่เคนรับรู้ถึงอันตรายได้จากทั้งสองฟากฝั่ง และดูเหมือนว่าอันตรายจากด้านหลังกำลังรุกคืบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกของเคนร้องเตือนให้ระวัง เขาคว้ามีดข้างเอวออกมาด้วยความรวดเร็ว บิดตัวหมุนไปด้านหลังเหวี่ยงแขนข้างที่ถือมีดออกไป
เช้ง!
เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะมีเสียงร้องฮึดฮัดออกมาจากชายชุดดำที่เผยร่างออกมาจากเนินดิน
ร่างในชุดดำผละตัวออกจากการปะทะ การลอบสังหารในครั้งนี้ของมันล้มเหลว อีกฝ่ายไหวตัวทันและตัวของมันไม่ได้มีพลังเด็ดขาดในการจัดการกับอีกฝ่าย ดูเหมือนเป้าหมายในครั้งนี้จะมีฝีมือไม่เบา
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภารกิจครั้งนี้ของมันล้มเหลว การลอบฆ่าเมื่อครู่เป็นเพียงการหยั่งเชิงเล็กๆ เท่านั้น ร่างในชุดดำอีกสามร่างทะยานออกมาจากป่าด้านหลังของเคน พุ่งเข้าจู่โจมต่อเนื่องทันทีที่มือสังหารคนแรกลงมือพลาด
เช้ง เช้ง เช้ง
เคนเหวี่ยงมีดในมือเข้าปะทะกับอาวุธของชายทั้งสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน กระแทกพวกมันให้กระเด็นกลับไปด้วยพลังของอเวกระดับสี่ที่เหนือกว่า
ชายชุดดำทั้งสามที่เพิ่งลงมือต่างพากันตกใจไปตามๆ กัน พวกมันทุกคนล้วนเป็นอเวกระดับสาม มีเพียงชายชุดดำที่แอบสะกดรอยตามเป้าหมายมาเท่านั้นที่เป็นอเวกระดับที่สี่
การลงมือครั้งแรก พวกมันจงใจใช้มือสังหารเป็นอเวกระดับสี่ เพื่อเอาชีวิตของเป้าหมายในคราวเดียว ส่วนชายชุดดำอีกสามคนที่เป็นอเวกระดับสามเป็นกลุ่มคนที่ช่วยปิดงานในกรณีที่การลอบโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จผล
แต่ใครจะไปคิดว่าเป้าหมายของพวกมันจะเคี้ยวยากขนาดนี้ นอกจากป้องกันการลอบสังหารครั้งแรกได้แล้ว ยังป้องกันการโจมตีระลอกสองได้ทั้งหมดอีกด้วย
จะต้องเป็นอเวกระดับที่สี่ ต้องเป็นอเวกระดับที่สี่เท่านั้น!
ทั้งยังเป็นเป็นอเวกระดับสี่ที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ไม่เลวอีกด้วย ไม่ว่าจะประสาทสัมผัสหรือการตอบสนองก็ดีเป็นอย่างยิ่ง สามารถป้องกันการลอบสังหารได้อย่างทันท่วงที
“ไป! ไปเรียกกำลังเสริมมาเร็ว พวกเราไม่สามารถปล่อยให้มันหนีกลับไปได้!” ชายชุดดำที่ลงมือลอบสังหารเป็นคนแรกตะโกนสั่งทันทีที่ตั้งสติได้
ชายชุดดำทั้งสามคนที่กำลังตกใจพลันได้สติตามไปด้วย พวกมันหันมองหน้ากัน ไม่นานหนึ่งในสามก็ทะยานร่างพุ่งออกไปทางดินแดนรกร้าง
“พวกเราปิดกั้นมันไว้ ก่อนกำลังเสริมจะมา จะให้มันออกไปจากที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด” น้ำเสียงของชายชุดดำที่เป็นถึงอเวกระดับสี่ฟังดูจริงจัง เพราะเป้าหมายในครานี้ตึงมือไม่น้อย ไม่ใช่ว่าอเวกระดับสี่ของตระกูลพีไรซ์เป็นพวกผู้อาวุโสหรอกหรือ?
คนตรงหน้าอายุน่าจะยังไม่ถึงสามสิบปีเสียด้วยซ้ำ กลับสามารถมาถึงขั้นนี้ได้แล้ว ดูเหมือนข้อมูลของตระกูลพีไรซ์ที่ตระกูลบัตส์มีจะไม่ถูกต้องเสียแล้ว หรือบางที...นี่อาจจะเป็นอัจฉริยะที่ตระกูลพีไรซ์ฟูมฟักมาอย่างลับๆ?
ชายชุดดำคนแรกคิดถึงความเป็นไปได้มากมายในหัว
'ตระกูลพีไรซ์ซ่อนเรื่องราวได้แนบเนียนนัก นอกจากจะมีสมาชิกที่ไปถึงอเวกระดับสามได้ตั้งแต่อายุสิบหกแล้ว ยังเก็บรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เอาไว้อีกคนโดยไม่มีใครรู้!'
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้ เหล่าชายชุดดำได้แต่คิดเพียงว่าตระกูลพีไรซ์นั้นซ่อนคมได้ลึกยิ่งนัก และไม่แน่ว่าตระกูลพีไรซ์อาจจะซ่อนอะไรเอาไว้อีกก็เป็นได้
เพราะฉะนั้นวันนี้อัจฉริยะของตระกูลพีไรซ์จะต้องกลายเป็นศพอยู่ที่นี่ ต้องไม่มีโอกาสได้เติบโตต่อไป!
ร่างของชายชุดดำที่เหลืออยู่พุ่งเข้าล้อมกรอบเคนเอาไว้ทุกทิศทาง
เคนมองคนทั้งสามที่ล้อมเข้ามา เขารู้ว่าอเวกระดับสามทั้งสองคนเป็นจุดอ่อน หากเขาต้องการจะหนีจากวงล้อม เขาจำเป็นจะต้องฝ่าหนึ่งในสองคนนี้ออกไป
ส่วนชายชุดดำที่เป็นอเวกระดับสี่หากสู้กันตัวต่อตัวความจริงก็ไม่นับเป็นปัญหาอะไร ด้วยวิชาบ่มเพาะและเคล็ดกระบวนท่าที่มีในปัจจุบัน อเวกระดับสี่ที่เติบโตในเมืองขนาดเล็กไม่มีทางสู้เขาได้ เพียงแต่ว่า...นี่ไม่ใช่การสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง เขาจะไม่มีทางฝ่าวงล้อมออกไปได้เลยหากพุ่งเป้าไปที่อเวกระดับที่สี่
เพียงชั่วพริบตา เคนตัดสินใจในทันที เขาเลือกชายชุดดำคนหนึ่งเป็นเป้าหมายแล้วพุ่งเข้าใส่ ตวัดมีดในมือออกนำ
เช้ง!
อีกฝ่ายต้านรับได้ เพียงแต่ความต้องการจริงๆ ของเคนก็ไม่ใช่จะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายอยู่แล้ว เขาเพียงทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะและกระเด็นออกไป
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ กำลังกายของอเวกระดับสามไม่สามารถสู้กับอเวกระดับสี่ที่บ่มเพาะวิชาระดับกลางได้แม้แต่น้อย ร่างของมันกระเด็นออกไปด้านข้างทันที
เคนอาศัยจังหวะนี้พุ่งหนีออกจากวงล้อม แต่มีหรือที่ชายชุดดำอีกสองคนจะไม่ได้นึกถึงสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้แล้ว พวกมันรีบพุ่งเข้าติดตามพัวพันทันที ทำให้เคนที่พุ่งตัวออกไปได้ไม่ไกลต้องหันกลับมารับการโจมตีอีกครั้งหนึ่ง
เคนพยายามทะยานร่างหนีพร้อมกับป้องกันปัดป้องไปด้วย แต่นั่นก็ทำให้เขาใช้เวลานานขึ้นไปอีก เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็วิ่งมาจากพื้นที่รกร้าง พวกมันล้วนสวมใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวทำให้ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มคนจากที่ใด
นอกจากชายชุดดำที่หนีไปในตอนแรกแล้ว ยังมีกลุ่มคนอีกเจ็ดคนตามหลังมันมา เมื่อมันเห็นเป้าหมายอย่างเคนกำลังหลบหนีก็รีบมุ่งหน้าตรงเข้ามาทันที
การปรากฏตัวของกลุ่มคนทำให้เคนเสียจังหวะ พลาดท่าโดนดาบของชายชุดดำที่ติดตามมาฟันเข้าใส่!
“ฮึก”
เคนสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอดในสูบเดียว ข่มอาการเจ็บปวดที่ไหล่ขวาเอาไว้
แม้มันจะเป็นบาดแผลเล็กๆ แต่ก็ส่งผลกับสถานการณ์โดยรวม เขาไม่สามารถสู้ไปพลางหนีไปพลางได้อีกแล้วเมื่อเจอกับกลุ่มคนจำนวนเท่านี้
ในขณะที่เคนพยายามหลบหลีกการโจมตีอีกระลอก กลุ่มคนทั้งแปดคนที่เพิ่งมาใหม่ก็เข้าประชิดตัว พวกมันล้อมเคนทุกทิศทางจนไม่มีทางหลบหนีออกไปได้ หากไม่มีใครผ่านมาพบ...เห็นทีคงยากที่เคนจะสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้......