ตอนที่ 2 ครอบครัวอบอุ่น
บ้านหนิงอันกับครอบครัว เป็บ้านชั้นเดียว สองในสามก่อสร้างจากดิน หลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง แม้ไม่ใหญ่โตหรูหราแข็งแรงนัก แต่สามารถกันลมกันฝน ลดทอนความหนาวเย็นได้ใน่หน้าหนาว ทั้ง 4 คนแม่ลูกสามารถอาศัยอยู่ได้โดยไม่แออัดนัก
เท่านี้ก็นับว่าเกินพอ..
ลานหน้าบ้านมีฟืนกองเป็ูเา ไว้สำหรับเป็เชื้อไฟในหน้าหนาว ข้างหลังบ้านมีแปลงผัก 2-3 หมู่ (1 หมู่ = 666.67 ตารางเมตร หรือ ไร่จีน) เป็พืชผักสวนครัว เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ผักชี มะเขือเทศ พริก ผักใบเขียวต่างๆ รวมไปถึงพืชสมุนไพรนาๆ ชนิดที่หนิงอันเก็บมาจากในป่าเพื่อนำมาปลูกคู่กับแปลงผัก ซึ่งไว้สำหรับขายโดยเฉพาะ
ยังมีผืนที่ดินอีก 1 ผืน กว้างราว 1 หมู่ ที่หนิงอันทำการพรวนดินตระเตรียมไว้ แต่ยังไม่ทันได้ปลูกอะไร
หนิงอันพอเดินมาถึงหน้าบ้าน วางตะกร้าไว้หน้าประตู ถอดรองเท้าที่ยามนี้เปื้อนโคลนดินเลอะเทอะออก โคลนตมยังแทรกซึมสู่เท้าของนาง พลอยเปรอะเปื้อนไปด้วย จึงเดินไปล้างน้ำสะอาดที่อ่างน้ำแล้วค่อยเดินเข้าไปในบ้าน
ด้วยผนังบ้านก่อขึ้นจากดิน อากาศด้านในจึงเย็นสบาย ตามมุมห้องทั้ง 4 ด้าน มีตะเกียงน้ำมันอยู่ ไว้สำหรับจุดส่องสว่างยามค่ำคืน โดยรอบมีข้าวของเครื่องใช้ เช่น ชั้นวางของ โต๊ะ และเก้าอี้ ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย บนพื้นเรียบลื่นสะอาดตา
ที่แท้เป็เด็กน้อยทั้งสอง ช่วยกันดูแลทำความสะอาดบ้านเวลาที่นางไม่อยู่
ท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่องผ่านบานหน้าต่าง มุมหนึ่งมีร่างของหญิงวัยกลางนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ปูด้วยผ้าขาดๆ ผืนหนึ่ง ใต้เตียงมีกองไฟสำหรับจุดเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ยามนี้มอดดับเหลือแต่เถ้าถ่าน
เปลือกตาของหญิงวัยกลางคนปิดสนิท ร่างกายค่อนข้างซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเป็ริ้วรอยเหี่ยวย่น แลดูทรุดโทรมอ่อนล้า คล้ายว่าแก่ชราเกินวัย ยามนั้นััได้ว่ามีคนเดินเข้ามาในบ้าน หญิงวัยกลางคนจึงลืมตาขึ้นมา หันมองไปทางประตูบ้าน
"ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ" หนิงอันกล่าวเสียงสดใสพลางเดินเข้ามา ด้านหลังเดินตามมาด้วยคนตัวเล็กทั้งสอง
หญิงวัยกลางคนนี้นามว่า 'หนิงซิ่นเจียง' เป็มารดาของคนทั้งสามนั่นเอง
หนิงซิ่นเจียงเห็นบุตรสาวก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน กล่าวเสียงอ่อนแรงว่า "กลับมาแล้วเหรอลูก เป็อย่างไรบ้าง"
หนิงอันเดินไปนั่งที่ริมขอบเตียง กล่าวยิ้มแย้มว่า "ดีอยู่เ้าค่ะ ไปคราวนี้ข้าได้ของป่ามาเยอะเลย มีหน่อไม้ เห็ด ลูกท้อ แล้วก็สมุนไพรหลายชนิด จริงสิ ข้าเก็บสมุนไพรหายากมาได้ต้นหนึ่ง เคยเห็นในตำราแพทย์ของท่านหมอหยูอี้ ฟังว่าเป็สมุนไพรบำรุงร่างกาย เดี๋ยวข้าต้มให้ท่านแม่นะเ้าคะ" นางเอื้อมมือเกาะกุมมือหยาบกระด้างของมารดา
หนิงซิ่นเจียงยามมองบุตรทั้งสาม อดรู้สึกผิดไม่ได้ เป็ต้องน้ำตาคลอทุกทีไป นึกสมเพชตัวเองขึ้นมา ไม่สามารถช่วยงานพวกเขาได้แล้ว ยังเป็ภาระของพวกเขาอีก แม้ไม่อยากมีชีวิตอยู่สืบต่อให้ต้องเป็ภาระของพวกเขา แต่ก็สำนึกได้ว่า หากจากไปทั้งแบบนี้ ย่อมเป็ที่เศร้าเสียใจแก่พวกเขา เช่นนั้นตนจะตายตาหลับได้อย่างไร?
หนิงซิ่นเจียงยิ่งคิดยิ่งเวทนาสงสารพวกเขา นางเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยพยักหน้ารับคำของบุตรสาว กล่าวเสียงสั่นว่า "อืมม์ งั้นแม่ฝากลูกด้วย"
หนิงอันเห็นสีหน้ามารดาไม่ค่อยดี จึงกล่าวว่า "ท่านแม่ดูเหน็ดเหนื่อย พักก่อนเถอะเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะทำอาหารมาให้รับประทาน"
จากนั้นเอื้อมมือเลื่อนผ้าห่มขยับขึ้นห่มให้กับมารดา ได้ยินเสียงของเด็กชายที่นั่งข้าง ๆ กล่าวว่า "ให้ข้าช่วยทำอาหารนะพี่ใหญ่"
หนิงหนิงก็ยกมือกล่าวว่า "หนิงหนิงก็จะช่วยด้วย!"
ความจริงเด็กน้อยทั้งสองนี้อายุ 5 ขวบเท่ากัน แต่หนิงเทียนลืมตาดูโลกก่อนหนิงหนิง ถือว่าหนิงเทียนเป็ผู้พี่ เวลาทำอะไร หนิงเทียนมักจะเป็ผู้นำอยู่เสมอ แต่หนิงหนิงใช่จะยอมแพ้ นางบอกว่าโตขึ้นอยากเก่งเหมือนพี่ใหญ่ ดังนั้นพอเห็นพี่ชายทำอะไร เด็กหญิงก็จะมักทำตามด้วย ไม่ยอมให้ผู้เป็พี่ชายเก่งรุดหน้าไปคนเดียว
หนิงอันลอบหัวเราะในใจ นางยิ้มพลางลูบศีรษะของน้องทั้งสอง "งั้นก็ดี มาช่วยพี่ทำอาหารทั้งสองคนนั่นแหละ"
เมื่อก่อน หนิงอันเรียนรู้การทำอาหารมาจากท่านแม่ รวมถึงเคยได้ลิ้มรสชาติอาหารต่างๆ ทั้งลงมือทำทุกวัน ก็เริ่มเชี่ยวชาญเคยชิน จนเกิดเป็ความคล่องแคล่ว อาหารที่ทำออกมาก็อร่อยไม่แพ้ใคร
ยามนี้ภายในครัว สามพี่น้องร่วมมือกันลงมือทำอาหาร จึงมีเสียงพูดคุยสนทนาไม่ขาด
"พี่ใหญ่ๆ นี่หน่อไม้ หนิงหนิงล้างเสร็จแล้ว"
"พี่ใหญ่ๆ พริกได้แล้ว"
"ขอบใจมากหนิงหนิง"
"ฮี่ฮี่"
"พี่ใหญ่ๆ น้ำในหม้อเริ่มแห้งแล้วขอรับ"
"อื้ม คอยดูไปก่อน หากแห้งเมื่อไหร่ก็แสดงว่าข้าวสุกแล้ว ไม่ต้องเติมน้ำอีก"
"ขอรับ"
หนิงหนิงและหนิงเทียน ช่วยพี่สาวทำอาหารอย่างเต็มที่ คนหนึ่งช่วยยื่นวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำอาหารให้ อีกคนคอยเติมฟืนใส่เตาหุงหม้อข้าว บรรกาศภายในครัวครึกครื้น
ด้านนอกยามนี้เริ่มมืดครึ้ม ไม่นานปรากฏว่ามีฝนตกพรำลงมา ดีที่ไม่ค่อยมีลมพัดแรง จึงไม่เป็อุปสรรคในการใช้ชีวิตมากนัก
ขณะที่ฝนตกโปรยปราย หนิงอันและน้องๆ ก็ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อย วันนี้นางทำต้มจืดหน่อไม้ใส่เห็ดเยื่อไผ่ที่เก็บมาได้จากในป่า และพอดีผักกาดดองในไหที่ดองทิ้งไว้ยังเหลือ นางจึงนำเอาออกมาผัดเพื่อเพิ่มความอร่อย แต่จะกินเลยก็อร่อยเช่นกัน เพราะก่อนดองนั้นได้ปรุงรสชาติไว้แล้ว หากกินกับข้าวหุงสุกใหม่ร้อนๆ ย่อมเป็ที่ถูกปาก
เห็นว่าภายในบ้านมืดสลัว เพราะยามนี้ก็เย็นมากแล้ว แถมยังมีฝนตก หนิงอันจึงจุดตะเกียงน้ำมันภายในบ้าน จากนั้นมีดวงไฟสีส้มเหลืองส่องสว่างวูบไหวขึ้น สะท้อนเงาคนและสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน เกิดเป็บรรยากาศลึกลับประการหนึ่ง
จากนั้นเด็กน้อยทั้งสองก็ช่วยกันถือถ้วยชามอาหารเข้ามา
ในบ้านมีโต๊ะที่ทำจากไม้ไผ่อยู่ตัวหนึ่ง มีเก้าอี้ทำจากฟางข้าวทรงสี่เหลี่ยมอยู่สามตัว ไว้สำหรับทานอาหารโดยเฉพาะ
กับข้าวพอวางอยู่บนโต๊ะ เด็กน้อยทั้งสองก็นั่งล้อมวงทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ขณะข้าวเต็มปาก หนิงเทียนยังส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ จนหนิงอันต้องกล่าวตำหนิว่า "กินช้าๆ ก็ได้ ไม่มีใครแย่งเ้ากิน แล้วเวลาข้าวเต็มปากก็อย่าพึ่งพูดสิ เดี๋ยวก็ติดคอเอาหรอก"
หนิงหนิงพอสบโอกาส ก็กล่าวตำหนิพี่ชายอีกทอดหนึ่งว่า "ใช่แล้ว พี่รองกินข้าวมุมมาม ไม่มีมารยาทเลย"
หนิงเทียนพอกลืนข้าวลงท้อง ค่อยกล่าวกับหนิงหนิงว่า "ก็พี่หิวนี่นา แถมกับข้าวที่พี่ใหญ่ทำก็อร่อยมากอีกด้วย ท่านลุงโจวยังบอกว่า ลูกผู้ชายต้องกินข้าวให้ไว ทำงานให้คล่อง ถึงจะสมกับเป็ชายชาตรี"
หนิงหนิงพอได้ฟังก็ดวงตาทอประกายขึ้น กล่าวอย่างไร้เดียงสาว่า “แล้วถ้าหนิงหนิงกินข้าวมุมมามเหมือนพี่รอง ใช่จะสมกับเป็หญิงชาตรีหรือไม่?”
หนิงเทียนถึงกับเอียงศีรษะครุ่นคิด ชั่วครู่จึงกล่าวว่า "หญิงชาตรี? พี่เองก็ไม่แน่ใจนัก แต่อาจจะเหมือนกันก็ได้หละมั้ง"
หนิงอันฟังน้องทั้งสองคุยกัน เื่ราวดูจะบานปลายไร้สาระ ต้องกล่าวทัดทานว่า "น้องรอง เ้าก็อย่าเอาเยี่ยงอย่างท่านลุงโจวให้มาก เื่ทำงานและการล่าสัตว์ป่ายังพอเข้าใจได้ แต่เื่กินข้าวอย่างไร ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับความเป็ลูกผู้ชาย พี่สอนแล้วว่าคำคนฟังหูไว้หูบ้าง ไม่ใช่เชื่อไปเสียหมด"
หนิงเทียนพลันก้มหน้ารู้สึกผิด กล่าวเสียงแ่เบา "ข้าเข้าใจแล้วพี่อันอัน"
จากนั้นหนิงอันเหลียวหน้ากล่าวกับน้องคนเล็กว่า "น้องเล็กก็อย่าเชื่อคำพี่เ้าให้มาก ทำตามได้ แต่ต้องรู้ขอบเขต เ้าเองเป็สตรีหาใช่บุรุษ หากเอาเยี่ยงอย่างจนเกินไป พานจะทำให้เ้าเสียกิริยามารยาทไปด้วย"
"หนิงหนิงเข้าใจแล้ว" เด็กหญิงพยักหน้าเป็จริงเป็จัง
หนิงอันทอดถอนใจ “เอาละๆ กินข้าวเถอะ” จากนั้นนางตักข้าวเปล่าใส่ถ้วยสองใบ แบ่งกับข้าวกับพวกเด็กๆ มาอีกอย่างละถ้วย
จากนั้นเดินไปนั่งข้างเตียงผู้ป่วย กล่าวกับมารดาว่า "ท่านแม่ กินข้าวเ้าค่ะ" ก่อนจะค่อยๆ ประคองศีรษะมารดาขึ้นมา จัดแจงท่านั่งให้พิงกับผนังกำแพงด้านหลัง โดยใช้หมอนฟางขั้นระหว่างกลาง กันมิให้รู้สึกเจ็บหลัง
หนิงซิ่นเจียงทั้งตัวอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง ได้แต่ปล่อยให้บุตรสาวทำทุกอย่างให้ ยิ่งบังเกิดความเศร้าละอายใจ หากแต่ยังคงปั้นหน้ายิ้มแสดงท่าที "เ้ากินให้อิ่มก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ค่อยกินทีหลัง"
หนิงอันยิ้มพลางกล่าวว่า "เดี๋ยวข้าป้อนข้าวท่านแม่ไปพลางกินไปพลางเ้าค่ะ กินพร้อมกันจะอร่อยกว่า" ไม่รอให้มารดากล่าวอะไรอีก หญิงสาวก็ตักข้าวป้อนใส่ปากให้ หนิงซิ่นเจียงจึงต้องกินอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะเดียวกันหนิงอันก็ตักข้าวใส่ปากกินไปพร้อมด้วย
ท่ามกลางแสงไฟสีส้มเหลืองวูบไหวจากตะเกียงน้ำมัน ประกอบกับด้านนอกได้ยินเสียงเม็ดฝนตกโปรยปราย เสริมให้บรรยากาศการกินข้าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นชื่นมื่น
จวบจนข้าวหมดชาม เห็นว่ามารดาอิ่มแล้ว หนิงอันก็เทต้มยาสมุนไพรอุ่นๆ ในหม้อต้ม ใส่ถ้วยกระเบื้องใบเล็ก ในนี้มีส่วนผสมของสมุนไพรหายากที่นางเก็บมาได้จากบนหน้าผาในป่า ส่งป้อนเข้าปากให้กับมารดาดื่มกิน ค่อยใช้ผ้าเช็ดมุมปากให้กับท่าน พลางกล่าวขึ้นว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะลงเขาไปขายสมุนไพรกับผักในหมู่บ้าน ได้เงินแล้วจะซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารให้กินนะเ้าคะ"
หนิงซิ่นเจียงยิ้มอย่างเอ็นดู แววตาภาคภูมิใจยามมองบุตรสาวคนโต อย่างน้อยชีวิตนี้ ตนก็นับว่ามีบุญวาสนาแล้ว ที่มีลูกสาวกตัญญูรู้คุณเช่นนี้ "จ่ะ แม่จะรอกินนะ"
ขณะนั้น พลันได้ยินเสียงโห่ร้องดีใจของเด็กน้อยทั้งสองว่า
"เย่ๆ หนิงหนิงอยากกินเนื้อ"
"พรุ่งนี้จะมีเนื้อกินแล้ว ไม่ได้กินมาตั้งหลายวัน"
หนิงอันต้องเหลียวหน้าถลึงตาใส่น้องทั้งสอง "เดี๋ยวเถอะพวกเ้า กินเสร็จแล้วก็พากันเก็บกวาด ยังจะนั่งเล่นซนกันอีก ถ้ายังไม่รีบไป พี่จะไม่ซื้อมาให้กินแล้ว"
ได้ยินดังนั้น เด็กน้อยทั้งสองพลันช่วยกันรีบเก็บกวาดถ้วยชามอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ นำไปล้างทำความสะอาดในครัวหลังบ้าน ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยแว่วดังมา ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าสองพี่น้องคงพากันดีใจเป็การใหญ่ ที่จะได้มีเนื้อกินแล้ว...