เวลาประมาณ 8.30 น. ฉันเพิ่งมาถึงโรงเรียนทุกคนเข้าแถวเคารพธงชาติกันเสร็จเรียบร้อยไปหมดแล้ว ลุงจิตจอดส่งฉันที่หน้าป้อมยามแล้วปล่อยให้เดินไปที่ห้องเรียนเองโดยไม่ได้กังวลอะไรกับการมาโรงเรียนสายของฉันแต่ไม่เป็ไรหรอก เพราะฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากเท่าไหร่ อีกอย่าง...คาบเรียนแรกของวันนี้คือวิชา‘พระพุทธศาสนา’
ตลกดี
“นางสาววัลลภาไหนเธอลองบอกครูมาหน่อยว่าทำไมถึงเพิ่งมาโรงเรียนเอาป่านนี้?”
“หนูไปวัดมาค่ะ”
“ไปวัด? นั้นเป็คำแก้ตัวที่ห่วยแตกที่สุดเลย”
ทำไมการไปเข้าวัดถึงเป็ข้อแก้ตัวที่แย่ที่สุดสำหรับวิชาพระพุทธศาสนาล่ะ?
“โกหกหน้าด้านๆ!!เด็กสมัยนี้มันไม่มีคำแก้ตัวที่ดีกว่านี้รึไง!? ยืนหน้าห้องมันทั้งคาบเนี่ยแหละ!!แล้วก็อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์เธอจะต้องเป็เวรทำความสะอาดคนเดียว!! เข้าใจไหม?”
แล้วทำไมการลงโทษของครูที่สอนวิชาพุทธศาสนาถึงเป็การทำความสะอาดห้องล่ะ? ถ้าจะให้มีความเชื่อมโยงกับวิชาอย่างน้อยก็น่าจะให้ไปกวาดลานวัดหรือ...ไม่ล่ะ...ทำความสะอาดห้องดีกว่า
“หยุดเลยนะนายคนนั้น!”
ฉันหันหลังไปดูตามทิศทางเสียงะโของคุณครูภาพที่เห็นทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะไปสองครั้ง
ชายหนุ่มตัวสูงผมสั้นเกือบติดหนังหัว แต่ก็ยังยาวกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดเล็กน้อยกำลังอยู่ในท่าย่องแบบที่เวลาเรา้าบุกรุกที่ดินใครสักคน ชายหนุ่มค่อยๆหันหน้ามา ‘ศราวุธอัครเดชโชติสกุล’ ใช่ค่ะ นามสกุล ‘อัครเดชโชติสกุล’ นามสกุลที่เขียนอยู่บนผนังโบสถ์
“สวัสดีครับ...ครูเพ็ญศรี”พี่ศราวุธยิ้มหน้าแหย พร้อมกับยกมือไหว้คุณครูที่กำลังดุฉันอยู่ตรงหน้าจากนั้นจึงเริ่มขยับเข้ามาเข้าใกล้ช้าๆ ด้วยใจกล้าๆ กลัวๆ
ระยะห่างที่น้อยลงทำเห็นฉันสามารถสังเกตพี่ศราวุธได้ชัดเจนยิ่งขึ้นคิ้วและแววตาที่คมเข้ม ใบหน้าที่เหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลาแม้มุมปากจะตกลงเสื้อที่ลุ่ยออกมานอกกางเกงข้างหนึ่ง ผิวที่ไหม้แดดเล็กน้อย กลิ่นเหงื่อจางๆที่ลอยมาจากแรงหายใจเพราะเหนื่อยหอบเสื้อนักเรียนที่เปียกเหงื่อนั้นทำให้สามารถมองทะลุไปเห็นกล้ามหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างช้าๆ
ฉันรู้สึกว่าฟันกรามของตัวเองมันเบียดตัวกันมากขึ้นผิดปกติกี่วินาทีแล้วนะที่ฉันไม่ได้กะพริบตา? ฉันรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็ตัวของตัวเอง เหมือนโดนควบคุมให้ใช้สายตามองทุกกิริยา ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของรุ่นพี่มีอะไรบางอย่างกำลังควบคุมฉันอยู่ มันเหมือนจะอยู่ไกล แต่ก็ใกล้มากอะไรบางอย่างอยู่ข้างในตัวของฉัน
สัตว์ประหลาด
“ทำไมเธอถึงไม่อยู่ในห้องเรียนนายศราวุธ!?” คุณครูเพ็ญศรีพูดเสียงดังและเหมือนกองไฟที่เริ่มปะทุ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงคำว่า ‘ศราวุธ’นั้น
“หา? พี่ศราวุธเหรอ?”
“ไหนๆพี่ศราวุธอยู่ไหน?”
“ทำอะไรกันน่ะ?”
“พี่ศราวุธอยู่หน้าห้องเราแหละ!”
“พี่เขามากับยัยนั่นเหรอ?ไม่จริงน่า”
เคยซื้อขนมปังให้ปลาในบ่อเลี้ยงปลาที่วัดรึเปล่าคะ? ขนมปังก้อนแข็งๆราคาประมานยี่สิบบาทน่ะ เวลาที่เราซื้อแล้วเดินไปที่ขอบบ่อปลาพวกปลาก็จะรีบขึ้นมาแย่งพื้นที่บนผิวน้ำกัน ทั้งปลาดุก ปลาสวาย ปลานิลจนแม้ตอนหลังเราจะไม่ได้ซื้อขนมปังไปก็ตาม แค่ไปยืนที่ขอบบ่อเฉยๆพวกปลาก็ทุ่มสุดชีวิตเพื่อขึ้นมาแย่งพื้นที่บนผิวน้ำกันแบบเอาเป็เอาตายแล้ว
“ผม...ลืมดูนาฬิกาน่ะครับ”พี่ศราวุธตอบ
มันจะมีข้อแก้ตัวไหนแย่กว่านี้ได้อีกไหม? ใจจริงฉันก็อยากให้พี่ศราวุธตอบนะว่าไปเข้าวัดมาแต่มันคงเป็ไปไม่ได้
“นายศราวุธ! เธอน่ะอยู่ห้องคิงนะจะมาทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ไม่ได้” ครูเพ็ญศรีพูดผายมือมาทางฉัน
“ผมขอโทษครับ”
“เอ้า!!รีบไปเข้าห้องเรียนได้แล้ว เดี๋ยวจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน”
“ขอบคุณครับ” พี่ศราวุธไหว้พร้อมก้มหัวให้ก่อนที่จะหันหลังวิ่งไปทางห้องตัวเองเขาสบตากับฉันครู่หนึ่ง มากกว่าหนึ่งวินาทีแต่ไม่น่าถึงสองวินาที แล้วฉันก็ไม่แน่ใจว่าที่อยู่บนใบหน้าสวยๆนั้นคือรอยยิ้มที่ส่งมาให้ฉันหรือว่าเป็แค่ใบหน้าปกติที่เหมือนกับยิ้มอยู่ตลอดเวลาของรุ่นพี่ที่ฉันเพิ่งรู้อย่างเดียวในตอนนี้คือมือของฉันทั้งสองข้างมันกำแน่นมากแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในฝ่ามือของตัวเอง
ตึกตัก
หลังจากพ้นจากการควบคุมฉันก็หันหน้าเข้าหาประตู กำลังจะเดินเข้าห้องเรียนก็ถูกแขนของครูเพ็ญศรีห้ามเอาไว้
“นั้นเธอคิดว่าเธอจะทำอะไร?”
“....”
“ครูสั่งให้เธอยืนหน้าห้องเธอก็ต้องยืนหน้าห้อง!”พูดจบครูก็เดินเข้าห้องไปสอนเด็กคนอื่นๆ ทิ้งฉันให้ยืนเหมือนลิงโง่อยู่คนเดียว
ฉันหันไปมองทางเดินที่พี่ศราวุธใช้เดินไปยังห้องของตัวเองที่ตอนนี้นั้นว่างเปล่า
ก็เรามาสายนี่...ใช่ไหม?