บทที่ สิบเก้า
ขบวนรถม้าของไหลอ๋องถูกส่งมาจอดหน้าบ้านเช่าขนาดกลางอย่างเงียบเชียบแต่ถึงกระนั้นก็แสดงออกถึงอำนาจที่มิอาจมองข้ามรถม้าหรูหราประดับลวดลายเรียบง่ายแต่บ่งบอกถึงฐานะแวดล้อมด้วยองครักษ์ที่ส่งมาพร้อมด้วยอีกสี่คน บุรุษสองคนเดินขึ้นรถม้าไปคนหนึ่งอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีหม่นๆเขาคือหมอเทวดาไป๋เจิ้งและศิษย์หยางเสวียนกู่ที่ดูไม่ต่างจากคุณชายตระกูลสูงส่งแท้จริงแล้วคือหมอหลวงแห่งราชสำนักและเ้าแผ่นดินแห่งจินหยาง
ระหว่างทางมีเพียงเสียงล้อรถบดไปบนทางหินโม่เหวินหานในคราบของหยางเสวียนกู่เปิดม่านรถม้าเล็กน้อยมองออกไปยังทิวทัศน์โดยรอบ ใบหน้าอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความคิดลึกซึ้งก่อนจะมีเสียงกล่าวเบาๆ ได้ยินเพียงสองคน
“หัวเมืองแห่งนี้ผู้คนคึกคักไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนแต่ก็ยังยากจะบอกว่าผู้นำมีเจตนาไปทางใด”
“นั่นถึงเป็เื่ที่พวกเราต้องสืบหา” ผู้รับบทศิษย์ของหมอเทวดาไป๋เจิ้งกล่าวพลางหันกลับมา“ไปถึงแล้วอย่างไรให้เงียบไว้ก่อนเราจะออกหน้าเอง”เื่นี้เขากำชับไว้ก่อนแล้วหมอหลวงเผยอย่างไรก็รู้เพียงวิชาแพทย์ ไม่ชำนาญเื่แผนการซับซ้อนอย่างล้วงความลับซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งคือฉายาหมอเทวดาคือคนเหล่านี้มักจะมีความคิดเป็ของตัวเองหากจะไม่ก้มหัวให้ใครยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีย่อมไม่แปลกใจเท่าไร
“ท่านวางใจได้”
เมื่อมาถึงจวนหลวงของไหลอ๋องประตูใหญ่ถูกเปิดออกกว้างเพื่อรอต้อนรับเมื่อเข้ามาในโถงกลิ่นกำยานหอมระรื่นลอยคลุ้งไปทั่ว บรรยากาศสงบเยือกเย็น เหล่าข้ารับใช้ก้มศีรษะทำความเคารพเมื่อพวกเขาเดินผ่านโม่เหวินหานเหลือบมองรอบตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวตามผู้นำทางเข้าไปด้านใน
ไหลอ๋องประทับอยู่บนแท่นสูงกลางโถงรับรองภายใต้เสื้อคลุมสีเข้มที่ปักลวดลายสีเงินอย่างประณีตใบหน้าเคร่งขรึมพร้อมด้วยรัศมีอำนาจดวงตาของเขาคมกริบประเมินผู้มาเยือนอย่างลึกซึ้ง
“หมอเทวดาไป๋เจิ้งและศิษย์หยางเสวียนกู่สองท่านเดินทางมาไกล เชิญนั่ง” เมื่อกล่าวจบดวงตาคมกริบกลับฉายแววพินิจพิเคราะห์อีกครั้งอย่างเปิดเผย
คนบนแท่นสูงมองสำรวจผู้เฒ่าและบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าชายสูงวัยนั้นดูไร้อารมณ์ ไม่ใส่ใจสิ่งได้ไม่แม้แต่จะมองสำรวจเขากลับด้วยซ้ำส่วนศิษย์หนุ่มนั้นต่างออกไป เขาสวมอาภรณ์เรียบง่าย กิริยาสุขุมมั่นคงร่างกายตั้งตรงไม่วาดไหล่ต่ำเหมือนชาวบ้านทั่วไป หากจะกล่าวว่าเป็บุรุษที่สง่าผ่าเผยผู้หนึ่ง
โม่เหวินหานค้อมกายลงเล็กน้อยก่อนประสานมือคารวะ“เป็เกียรติยิ่งนักที่ได้เข้าเฝ้าใต้เท้าไหล” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินไป
ไหลอ๋องพยักหน้าเล็กน้อยยกมือขึ้นเป็เชิงอนุญาตให้เขานั่งลง “ข้าได้ยินว่าพวกเ้ามาจากเมืองเจียงหนาน” คำกล่าวของไหลอ๋องเรียบเรื่อยแต่แฝงแววชั่งใจ
ด้านโม่เหวินหานยังคงรักษาท่าทีสงบได้ดีเยี่ยมเขาทำเพียงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าก่อนกล่าวตอบ “ขอรับ ข้าน้อยมาจากเจียงหนานจริงแต่เป็ผ่านทางเท่านั้น พวกเราไม่อาจกล่าวว่ามาจากที่ใดข้าน้อยและท่านหมอไป๋เดินไปทั่วสารทิศมิอาจเป็คนที่ใดที่หนึ่งได้”
“กล่าวได้ดี” บุรุษที่วางตัวทรงอำนาจกว่าพยักหน้าตอบรับแต่ในใจไม่รู้ว่าเชื่อมากน้อยเพียงใด“แต่ข้ายังได้ยินมาอีกว่าฝีมือรักษาของท่านหมอไป๋สูงส่งยิ่งท่านหมอพอจะบอกได้หรือไม่ว่ามาจากสำนักแพทย์ใด?”
หลังคำถามจบก็มีแต่ความเงียบครู่ใหญ่เพราะหมอหลวงเผยจำหน้าที่ตนเองได้ดีเขาปล่อยให้เวลาไหลไปก่อนจะทำเพียงตวัดตามองคน้าหัวจรดเท้าแล้วเบนสายตาออกอย่างกับจะกล่าวว่าคำถามของท่านโง่ชะมัดเป็โม่เหวินหานที่แสร้งออกมารับหน้า
“ท่านอาจารย์ของข้าอาจจะไม่สะดวกเปิดเผยสายวิชาหากแต่ใต้เท้าไหลประสงค์รู้สิ่งใดโปรดถามข้าน้อยหากข้าน้อยตอบได้รับรองว่าจะไม่ปิดบัง”
“อืม..เช่นนั้นเ้าอยู่กับท่านหมอไป๋มานานเท่าใด?”
“ั้แ่เล็กราวๆแปดเก้าขวบก็เริ่มติดตามท่านอาจารย์แล้วขอรับแม้จะได้รับสั่งสอนเกี่ยวกับวิชาการแพทย์มาบ้างแต่มิอาจเทียบท่านอาจารย์ได้แค่พอเรียกได้ว่ามีวิชาติดตัวเล็กๆ น้อยๆ”
ไหลอ๋องหรี่ตาทองบุรุษที่ตอบคำถามอย่างฉะฉานและสุขุมหนักแน่นตรงหน้าครู่หนึ่งน้ำเสียงทุ้มของบุรุษหนุ่มพูดนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งถูกใจช่างไม่ต่างจากบัณฑิตที่พูดจาเป็จังหวะชวนเสนาะหู “หากเป็เช่นนั้นเ้าคงมีความรู้ด้านยาไม่น้อยท่านหมอไป๋มีชื่อเสียงเื่รักษาด้วยสมุนไพรเป็หลักเ้าเองก็คงศึกษาแนวทางเดียวกัน?”
โม่เหวินหานโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ“หาไม่ ข้าเพียงเรียนรู้พื้นฐานเท่านั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะช่วยท่านอาจารย์จัดยาและเรียนรู้การวินิจฉัยโรคมากกว่า”
ไหลอ๋องกระตุกมุมปากเล็กน้อยความสามารถของเขาในการแยกแยะคำโกหกและความจริงนั้นเฉียบแหลมทว่าเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้ว ไม่พบพิรุธใดแม้แต่น้อยสีหน้าแววตาทุกอย่างล้วนน่าเชื่อถือว่าเป็ไปตามที่บุรุษผู้นี้กล่าว
“แต่เ้าก็ดูเฉลียวฉลาดไม่น้อย” ไหลอ๋องก้มมองราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงจิตใจบุคคล“หากมิใช่ศิษย์ท่านหมอไป๋ข้าคงคิดว่าเ้าเป็บัณฑิตสอบจอหงวนเสียแล้ว”
“ใต้เท้าชมเกินไปแล้วขอรับข้าเพียงแต่ติดสอยห้อยตามท่านอาจารย์ฝึกฝนมาบ้าง และบังเอิญว่าข้าชอบอ่านตำราระหว่างเดินทางเท่านั้น”
คำพูดนี้หาใช่คำเยินยอเพียงลมปากหากแต่เป็ข้อสังเกตจากสายตาผู้เจนจัด ประการแรกท่วงท่าและวาจาของชายหนุ่มนั้นสุขุมเยือกเย็นคำพูดไม่มีสะดุดหรือแสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยซึ่งเป็ลักษณะของผู้ได้รับการศึกษา ประการที่สอง ตอบคำถามฉะฉานไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ไม่ปฏิเสธจนหมดจดแต่ก็ไม่ยอมเผยตัวตนเกินจริงจนดูโอ้อวด ทำให้ดูมีน้ำหนัก
จนยากจะคิดได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็แค่ศิษย์หมอธรรมดาเพียงอย่างเดียวเขาสมควรเป็ผู้ที่เคยผ่านการศึกษาในระดับสูงมาก่อน
ดวงตาไหลอ๋องไหวระริกเล็กน้อยยามใช้ความคิดทว่าเพียงชั่วครู่ก็กลับมาเรียบเฉยดังเดิม “ว่ากันว่าคนที่ชำนาญวิชาแพทย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจศาสตร์อื่นได้ดี เพราะต้องเรียนรู้ทั้งปราณ ลมฟ้าอากาศและร่างกายมนุษย์ เ้าเห็นเป็เช่นนั้นหรือไม่?”
โม่เหวินหานยิ้มบางๆ“ข้าคิดว่าวิชาแพทย์และศาสตร์อื่นล้วนเกี่ยวเนื่องกันขอเพียงเข้าใจหลักของมัน ทุกสิ่งย่อมมีจุดเชื่อมโยง”
ไหลอ๋องหัวเราะเบาๆก่อนตอบกลับเสียงแ่ “น่าสนใจ” ไม่ใช่เพียงเพราะคำพูดฉลาดหลักแหลมแต่เป็เพราะรู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดเพื่อให้ผู้คนพึงพอใจโดยมิให้รู้สึกว่าเขากำลังพยายามเอาใจใครยิ่งไหลอ๋องพูดคุยมากเท่าใดยิ่งพบว่าบุรุษตรงหน้านี้ยิ่งน่าพอใจ หลังพินิจพิเคราะห์ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ“เช่นนั้นข้ามีเื่เอ่ยปากขออยากให้พวกเ้าช่วยข้าสักเื่บุตรีของข้าป่วยมานาน หมอในจวนหลวงต่างจนปัญญา ข้าอยากให้พวกเ้าลองตรวจดู”
โม่เหวินหานก้มหน้าแล้วสบตาหมอหลวงเผยเล็กน้อยคล้ายผู้น้อยขอความเห็นจากผู้ใหญ่แต่ความจริงนั้นเป็การส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเมื่อหมอหลวงเผยสบตากลับมาก็พยักหน้าน้อยๆเขาจึงก่อนประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมตอบกลับไหลอ๋อง “เป็เกียรติของพวกเรายิ่งนักขอให้พวกเราได้ตรวจอาการของท่านหญิงเถิด”
ไหลอ๋องพยักหน้ารับก่อนจะสั่งให้ข้ารับใช้นำพวกเขาไปยังเรือนของท่านหญิงสาม
เรือนของท่านหญิงสามตั้งอยู่กลางสวนหลังจวนบรรยากาศเงียบสงัด แม้จะตกแต่งงดงามแต่กลับให้ความรู้สึกอมทุกข์ข้ารับใช้ที่ยืนริมรายทางก้มหน้าสีหน้าสลดทุกคน จนเมื่อก้าวเข้าไปใกล้ก็ััได้ถึงความหดหู่ของผู้อยู่อาศัยกลิ่นยาสมุนไพรคละคลุ้งในอากาศ
เข้ามาถึงห้องชั้นในคนป่วยนั่งบนเตียง้าพิงพนักครึ่งตัวล่างอยู่ใต้ผ้าห่มใบหน้าออกจะซีดเซียวราวกับไร้เรี่ยวแรง สาวใช้หลายคนยืนอยู่รอบเตียงสีหน้ากังวลครั้นเห็นหมอคนใหม่มาถึงก็รีบหลีกทางให้
หมอหลวงเผยเดินเข้าไปใกล้ทิ้งให้ผู้เป็ศิษย์ยืนอยู่รอบนอกหมอผู้เฒ่ามองสำรวจร่างกายที่ดูอ่อนแรงก่อนจะเริ่มตรวจชีพจรเขาพลันสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ด้านโม่เหวินหานที่ยืนอยู่ห่างๆก็คอยสังเกตอาการของหญิงสาวเงียบๆ เช่นกัน
ครู่หนึ่งผู้เป็หมอก็หลับตาลงผ่านไปครู่ใหญ่ถึงลืมตาขึ้น“อาการหายาก ทั้งยังสะสมมานานแต่มิอาจกล่าวได้ว่าเพราะอะไรอย่างชัดเจนแต่เพราะร่างกายเกิดอาการต่อต้านต่อบางอย่างต้องรักษาด้วยวิธีฟื้นฟูร่างกายเป็หลักไปก่อนแล้ววินิจัยเพิ่ม”
ไหลอ๋องที่ยืนอยู่ไม่ไกลขมวดคิ้ว“ร่างกายต่อต้าน..แล้วต้องทำอย่างไร?”
หมอหลวงเผยเงียบไปอีกครู่ใหญ่หันกลับไปจับชีพจรของท่านหญิงสามอย่างละเอียดอีกครั้งดวงตาเรียบเฉยของเขากะพริบเพียงครั้งเดียวก่อนปล่อยข้อมือของหญิงสาวลงเบาๆ
“เื่ที่จะรักษา..” หมอเฒ่ากล่าวช้าๆ แต่กลับไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆดวงตาของเขาฉายแววลึกซึ้งขณะเหลือบมองโม่เหวินหานแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปยังไหลอ๋อง “ตอนนี้มิได้รุนแรงถึงชีวิตแต่นับวันร่างกายยิ่งทรุดโทรมลงเท่านั้น”
ไหลอ๋องขมวดคิ้วเข้มยังไม่เข้าใจ“เช่นนั้นรักษาได้ใช่หรือไม่?”
หมอเฒ่าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ไม่ใช่ไม่มีวิธี”
คำพูดนี้ทำให้ไหลอ๋องยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีกเพราะความไม่แน่ชัดพูดวกไปวนมาชวนหัวเสียยิ่งเขาจึงหันไปมองบุตรีที่นั่งพิงพนักอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรงแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีบางอย่างที่อ่านไม่ออก
ถังหยี่..เ้าเป็อะไรกันแน่
ส่วนโม่เหวินหานยืนอยู่ด้านหลังสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่กล่าวสิ่งใด
“กระนั้นข้าจะต้องทำเช่นไร?” ไหลอ๋องถามเสียงต่ำ
หมอหลวงเผยลูบเคราตัวเองแ่เบาก่อนเอ่ย“ข้าต้องขอที่ตรึกตรองเงียบๆ สักครู่เพราะวิธีรักษาต้องใช้หลายกระบวนการ ทั้งต้องปรับสมดุลร่างกายและต้องหาสิ่งที่ร่างกายต่อต้านอย่างค่อยเป็ค่อยไปหากรักษาผิดวิธีเกรงว่าร่างกายของท่านหญิงจะรับไม่ไหว”
ไหลอ๋องพยักหน้ารับแม้จะดูคล้ายไม่พอใจที่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในทันที แต่เขาก็ไม่ได้เร่งเร้า “เช่นนั้นพวกท่านไปที่สวนได้หลังได้ข้าจะไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน”
โม่เหวินหานก้มศีรษะให้ก่อนหันไปสบตาหมอหลวงเผยอย่างรู้กัน“เช่นนั้น ขอให้ใต้เท้าไหลวางใจพวกเราจะคิดวิธีที่ดีที่สุดให้ขอรับ”
เมื่อออกจากเรือนของท่านหญิงสามหมอหลวงเผยและโม่เหวินหานเดินเคียงกันไปตามทางเดินที่ทอดผ่านสวนด้านหลังอากาศยามบ่ายแม้จะค่อนข้างร้อนสงบเงียบพื้นหินใต้ฝ่าเท้าเรียบสนิททั้งเก็บความเย็นไว้ ชวนให้รู้สึกดีขึ้นทั้งยังมีดอกไม้ที่ไม่คล้ายกับในวังหลวงหลายชนิดดูตื่นตา
หมอเฒ่าที่เดินไปพลางลูบเคราของตนไปพลางก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำแ่ “ก็คงพอจะเห็นแล้วใช่หรือไม่?”
โม่เหวินหานพยักหน้าเล็กน้อยสีหน้าครุ่นคิด “อาการของท่านหญิงสามหาใช่เื่ของโรคภัยเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?”
หมอหลวงเผยถอนหายใจเบาๆ“ข้าก็คิดเช่นนั้น นางมีพิษในกายแต่พิษที่สะสมอยู่ในร่างกายนางไม่ได้ร้ายแรงจนถึงชีวิต หากเป็สิ่งที่ค่อยๆบั่นทอนร่างกาย ทำให้อ่อนล้าและไร้เรี่ยวแรง แต่ยาชนิดนี้ต้องได้รับเรื่อยๆเพราะร่างกายขจัดได้เอง”
“ถ้ามีคนปองร้ายท่านหญิงสามด้วยพิษจริงก็ควรจะเริ่มเปลี่ยนคนห้องเครื่องก่อนแต่หากได้รับพิษเรื่อยๆ ก็ไม่แน่อีกประการคือนางจำยอมกลืนลงไปตนเอง” โม่เหวินหานพึมพำเบา ๆ
หมอหลวงเผยพยักหน้า“แต่เราไม่อาจกล่าวออกไปตรงๆ ได้เพราะหากนางมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เลือกเป็เช่นนี้นั่นย่อมหมายความว่านางจะไม่ยอมให้เรารักษาแน่”
โม่เหวินหานเห็นด้วยกับหมอเฒ่าหลังได้ใช้ความคิดก็เอ่ยตอบเสียงเบา “เช่นนั้นเราต้องหาวิธีที่ไม่ใช่เพียงรักษาร่างกายแต่ต้องหาทางรู้เหตุผลของนางให้ได้”
หมอหลวงเผยหัวเราะเบาๆ“ดูท่าแล้วท่านน่าจะเริ่มมีหนทางอยู่แล้วกระมัง?”
โม่เหวินหานพยักศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ“เช่นนั้นวันนี้ท่านลองเริ่มจากการฝังเข็มก่อนขั้นต่อไปจึงค่อยๆ ปรับสมดุลของร่างกายโดยไม่ให้ท่านหญิงสามรู้สึกว่ากำลังถูกจับตา ระหว่างนี้เราจะตรวจสอบเอง”
หมอเฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจ“เช่นนั้นเรากลับไปแจ้งใต้เท้าไหลกันเถอะ”
กลับมาภายในห้องของท่านหญิงสามกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยคลุ้งสร้างบรรยากาศสงบ ทว่าภายในใจของ ‘ถังหยี่’ เ้าของห้องกลับไม่ได้สงบไปด้วยเลยนางเอนกายพิงพนักเตียง มองดูหมอเฒ่ากับศิษย์ที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ฝังเข็มอยู่ด้านข้าง
“ข้าจะเริ่มฝังเข็มแล้ว” หมอผู้เฒ่าที่ท่านพ่อบอกว่าเป็หมอเทวดากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทดวงตาคู่นั้นมองมาทางนางด้วยแววสุขุม ถังหยี่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวสิ่งใดก่อนที่นางจะเหลือบไปมองบุรุษด้านหลังของหมอผู้เฒ่าอย่างตั้งใจแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
บุรุษผู้นี้..งดงามกว่าที่คาดคิดไว้มากนัก
เนื่องมาจากเมื่อวานสหายของนางที่มาเยี่ยมเยียนได้กล่าวว่าศิษย์ของหมอเทวดาไป๋เป็บุรุษรูปงามหาใครเปรียบทว่าเมื่อนางเห็นด้วยตาของตนเองแล้ว กลับพบว่าที่อีกฝ่ายกล่าวมา..ยังน้อยไป
ใบหน้าคมสันได้รูปแววตาลึกซึ้งคล้ายท้องฟ้าหลังฝนซึ่งสะท้อนแสงจันทร์ รอยยิ้มบางๆบนริมฝีปากแฝงไว้ด้วยความหนักแน่น ทว่ามีความอ่อนโยนลึกล้ำชวนให้รู้สึกว่าซ่อนบางอย่างที่ยากหยั่งถึงเป็ความงดงามที่มิใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็เสน่ห์ที่ดูอบอุ่นและมั่นคง
“..ท่านหญิงสาม?” เสียงทุ้มเบาๆ ดังขึ้นปลุกนางจากภวังค์ “้าให้ท่านอาจารย์ข้าเบาฝีเข็มลงหรือไม่?”
“ไม่เป็ไร” ถังหยี่ส่ายหน้าก่อนหลุบตาลงเล็กน้อยอย่างเขินอายที่ชายหนุ่มหันมากล่าววาจากับตนอย่างไม่ตั้งใจสำหรับชายหนุ่มที่ละความสนใจจึงไม่เห็นสีหน้าของหญิงสาว เขาเริ่มหยิบเข็มเงินขึ้นมาส่งให้ผู้เฒ่าเริ่มฝังเข็มที่ต้นคออย่างแ่เบา
เมื่อหมอหลวงเผยและโม่เหวินหานกลับถึงเรือนของพวกเขาอากาศยามค่ำเริ่มเย็นลง แสงตะเกียงส่องแสงวูบไหวสะท้อนเงาบนผนังไม้ภายในห้องโถงโม่เหวินหานนั่งอยู่บนตั่งไม้สีเข้ม เขาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆพลางใช้ความคิด หมอหลวงเผยเองก็นั่งลูบเคราอย่างครุ่นคิดเช่นกันข้างกันนั้นองครักษ์คนสนิทยืนรอรับคำสั่งด้วยท่าทีสงบนิ่ง
โม่เหวินหานปรายตามองหญิงสาวที่นำกาน้ำชาอุ่นมาวางแล้วเตรียมจะก้าวออกไปถูกขัดขึ้นเสียก่อน“เ้าก็มานั่งด้วยเถอะ”
หลิวชิงเซียงเอนใบหน้ากลับมามองอย่างสงสัยพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ“ข้าหรือ?”
“ใช่” เขาพยักหน้าสีหน้าราบเรียบไร้แววลังเล“เ้าควรรู้สถานการณ์เอาไว้อีกทั้งยังมีสายตาเฉียบแหลม ข้าอยากฟังความเห็นของเ้า”
คำกล่าวของเขาทำให้นางแปลกใจไม่น้อยแต่ในใจก็มีความรู้สึกหนึ่งแวบผ่านไปว่านี่มิใช่เื่ปกติ บุรุษผู้นี้เป็ถึง ‘ฮ่องเต้’ ซึ่งปลอมตัวมาปฏิบัติภารกิจแต่กลับให้ความสำคัญกับความเห็นของนางมากเพียงนี้เชียวหรือ?
หญิงสาวก้าวไปนั่งบนตั่งข้างๆสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความเชื่อมั่นที่เขามอบให้อย่างเงียบๆ
โม่เหวินหานพยักหน้าให้หมอหลวงเผยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านหญิงสามไม่ใช่อาการที่รักษายากเดิมที่ยาพิษชนิดนี้เคยถูกใช้ในวังมาก่อนเพราะปองร้ายกันไปมาของวังหลังแต่ต่อมาหมอหลวงพบเจอบ่อยเข้าจึงมีฐานความรู้มากพอจะระบุได้แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปองค์ความรู้อาจจะเข้าถึงยากฉะนั้นปัญหาไม่ใช่รักษาอย่างไรแต่เป็ทำอย่างไรให้นางยอมรับพวกเขาจะได้รับความเชื่อใจจากไหลอ๋องจากการรักษาบุตรีของเขา
“ก่อนอื่นส่งคนไปสืบเื่ท่านหญิงสามว่าอาการป่วยเริ่มขึ้นั้แ่เมื่อไร คนใกล้ชิดที่สามารถเข้าถึงนางเป็ใครบ้างนอกจากนี้ตรวจสอบงานอดิเรก ความเชี่ยวชาญ นิสัยใจคอของนางให้ละเอียด” ผู้เป็เ้าแผ่นดินสั่งการคนสนิท
เจียงเจียโค้งคำนับรับคำสั่ง“พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นโม่เหวินหานก็เอนตัวพิงพนักพลางเอ่ยต่อราวกับพูดกับตัวเอง“หญิงงามส่วนใหญ่ก็น่าจะรักสวยรักงามเป็ปกติเหตุใดท่านหญิงสามจึงยอมให้ร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้? ทั้งที่ตัวนางก็อยู่ในวัยสาวพร้อมออกเรือน” เขากล่าวเสียงเบาบางพร้อมอาการย่นคิ้ว
หลิวชิงเซียงได้ยินเช่นนั้นก็ก้มลงครุ่นคิดก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนที่ฝ่าาจัดพิธีคัดเลือกสนมใต้เท้าไหลไม่ได้ส่งบุตรีเข้าร่วมใช่หรือไม่?”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ ไหลอ๋องส่งจดหมายมาแจ้งว่าบุตรีของเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว ข้าก็มิได้ใส่ใจเื่นั้นอีกว่านางแต่งไปหรือยัง”
จบคำของชายหนุ่มหญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวในใจลึกๆ พลันเกิดความพอใจที่เขามิได้ให้ความสนใจท่านหญิงสามมาก่อนหน้านี้ทั้งที่เมื่อครู่เขาเองก็เอ่ยชมว่าท่านหญิงสามเป็หญิงงามคนหนึ่งแต่แล้วนางก็กระแอมเบาๆ สะกดอารมณ์ที่วูบไหวก่อนจะกล่าวต่อ “เช่นนั้นเหตุใดถึงบัดนี้นางยังมิได้แต่งออกไป? ใครคือคู่หมั้นของนางและที่สำคัญคู่หมั้นของนางเคยมาเยี่ยมนางบ้างหรือไม่? ไม่แน่เื่นี้อาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของนาง”
โม่เหวินหานได้ยินเช่นนั้นก็พินิจพิเคราะห์คำกล่าวของนางอย่างจริงจังเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนางเอกด้วยแววตาพึงใจ “เ้าเห็นสถานการณ์ได้เฉียบแหลมกว่าที่ข้าคิดเสียอีก” บุรุษผู้นี้กล่าวชมเชยยกยอนางเปิดเผยอย่างเป็ธรรมชาติต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ออกจะขัดเขินเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นนางก็สบตาเขากลับโดยพยายามมิได้แสดงอาการใดก่อนที่โม่เหวินหานหันไปทางเจียงเจีย “นอกจากเื่ของท่านหญิงสามจงสืบให้แน่ชัดว่าคู่หมั้นของนางคือใครและดูว่าบุรุษผู้นั้นมีเื่ใดผิดปกติหรือไม่ด้วย”
เจียงเจียก้มศีรษะรับคำสั่ง“พ่ะย่ะค่ะ”
------------------------------------------------------
เรียกได้ว่าออร่าคนหล่อ ไปไหนก็โดดเด่น ใครๆ เห็นก็พอใจ แต่สิ่งนี้ใช้กับชิงเอ๋อร์ไม่ได้ สงสารเขานะคะ ฮ่าๆ
รีดเดอร์ว่ายังไงกันบ้างคะ ฝากคอมเม้นท์ ส่งใจให้กำลังนข.กันหน่อยนะค่าาา