“เห่ยย...หูเราไม่ได้ฝาดไปสินะไหง!มาเจอเทพอสูรสะได้ล่ะนี่ปกติมันต้องระดับาาก็พอแล้วแถมระดับ250ไม่ตลกแล้วอีแบบนี้”
ครืนน!....
เสียงะเิเสียงอากาศร้องคำรามบริเวณรอบตัวของศิลา แผ่นดินสั่นไหวอย่างรุ่นแรงจนเกิดฝุ่นควันลอยฝุ้งในอากาศผสมกลับไอหมอกจางๆสีดำยิ่งทำให้การมองเห็นยากลำบาก
เมื่อทุกอย่างสงบลงปรากฎวัตถุแหลมคล้ายดาบขนาดใหญ่สองเมตรสูงสี่เมตรสีดำห้าเล่มตกลงมาจาก้ามันปักเป็รูปดาวหน้าแฉกวินาทีต่อมาปรากฎวงเวทย์สีดำม้วงขึ้นที่พื้นบริเวณที่ดาบปัก
ไอหมอกสีดำม้วงพวยพุ่งล้นทะลักออกมาจากวงเวทย์พร้อมกับแสงสว่างสีม้วงต่อมาปรากฎดวงตาแดงฉานค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาจากวงเวทย์ดวงตาที่คล้ายกับทับทิมคู่นั้นจ้องมองศิลาด้วยความโกรธแค้น
เส้นผมสีแดงสดราวกับเืรอบกายปกคลุมด้วยหมอกสีม้วงดำทำให้ผู้มาเยือนดูลึกล้ำจนผู้พบเห็นอยากจะวิ่งหนีหรือฆ่าตัวตายเพื่อให้หลุดพ้น
ทั้งจิตฆ่าฟันจิตสังหารแรงกดดันััการคงอยู่แผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ
เมื่อศิลาเห็นถนัดตาก็พบกับร่างคล้ายมนุษย์สวมเสื้อเกราะสีดำแดงคล้ายกับของเขาแต่ดูเหมือนจะทำจากหนังของไดโนเสาร์ตรงหัวไหลทั้งสองข้างมีของประดับคล้ายกับกระดูกศรีษะของทีเร็กพร้อมกับที่หัวของผู้มาเยือนสวมหมวกคล้ายกับปากของทีเร็กที่กำลังอ้ากว้างเผยเห็นคมเขี้ยวยาวปกคลุมใบหน้าและด้านหลังเป็หางสีดำสนิทเกล็ดเงางาม
ในมือถือดาบกว้างครึ่งเมตรยาวสองเมตรสีม้วงสดตรงปลายด้ามจับมีรูปหัวของทีเร็กส่วนที่กั้นดาบเป็ปีกยื่นออกมาคล้ายกับปีกของเทโรซอร์
ต่อให้เป็ศิลาเมื่อจ้องมองั์ตาแดงดุจทับทิมคู่นั้นเขาเองก็ถึงกลับขาสั่นเทาด้วยความกลัวอย่างไม่ปกปิดศิลาก็เป็เพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง หวาดกลัว
ไม่ผิดที่คนเรามีความกลัวเพราะมันเป็สิ่งที่คอยช่วยห้ามตัวเราไม่ให้ไปเจอกับอันตรายแต่ทว่าเมื่อก้าวผ่านความกลัวไปได้ก็ไม่มีสิ่งที่ต้องกลัว
ครั้งนี้ศิลาเองก็ต้องกล้ำกลืนความหวาดกลัวลงคอไปเสียและก้าวผ่านมันไป
‘บ้าไปแล้วแบบนี้ใครมันจะไปชนะมันได้วะ’
เป็ครั้งแรกที่คนอย่างศิลามีความคิดแบบนี้เพราะสิ่งมีชีวิตตรงหน้าเขาจะหาอะไรมาบรรยายถึงความน่ากลัวศิลาเองก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบทุกอย่างมันดูสูงส่งเกินบรรยายไอมารอัดแน่นจนศิลาเองก็แทบตั้งสติไว้ไม่ไหว
แต่ถึงอย่างนั้นยังโชคดีที่ร่ำไห้ไม่สิต้องบอกว่าไอ้ตัวที่สถิตอยู่ในอัญมณีของร่ำไห้มันช่วยส่งคลื่นมารสุด
เข้มข้นคอยต้านทานลบล้างเอาไว้อยู่
ยามเมื่อเทพอสูรตรงหน้าก้าวเท้าออกมาจากวงเวทต์ศิลาได้ประจักษ์ถึงความองอาจและหยิ่งใหญ่ของสัตว์อสูรสายเืดึกดำบรรพ์ที่ครั้งอดีตเคยปกครองผืนภพมาก่อนมันทั้งคล้ายกับัในเทพนิยายคล้ายคนคล้ายไดโนเสาร์
ศิลาแอบนับถือคนที่สร้างไอ้เ้าตัวนี้อยู่ในใจว่าเองย้อนอดีตไปดูจ้าวามาหรือไงถึงสร้างได้น่าเกรงขามสุดบรรยายขนาดนี้
กรรรรรร!..
เสียงคำรามของมันทำเอาอากาศแตกกระจายออกอย่างรวดเร็วทั่วบริเวณสั่นะเือย่างวิปโยค คล้ายกำลังร้องคำรามตองรับเสียงของมัน
ตูม....อ๊าก...
วินาท่ต่อมาร่างของมันหายวับไปจากสายตาของศิลาพร้อมกับร่างของศิลาที่ลอยอัดกำแพงผนังถ้ำทะลุออกไปราวร้อยเมตรเกิดเสียงะเิดังสนั่นพร้อมกับศิลาที่กระอักเืวินาทีที่มันโจมตีเขาศิลาได้เห็นภาพล้วงหน้าด้วยจิตแห่งดาบ
พร้อมกับยกร่ำไห้และโหยหาขึ้นมากันดาบของเทพอสูรไว้เบื้องหน้าแต่ถึงกระนั้นความรุนแรงของคมดาบที่มันฟันออกมาก็ส่งรางของเขาลอยละลิ่ว
และความรวดเร็วของมันทำให้เขาไม่สามารถหลบได้ถึงแม้ว่าจะเห็นล้วงหน้าสามวินาทีก็ตามร่างของศิลากระแทกไปตามผนังถ้ำยังไม่ทันหยุดก็ปรากฎร่างเทพอสูรเข้าประชิดเขาในพริบตาพร้อมกับดาบที่ยกแนบเอวจากด้านหลังแฝงด้วยพลังธาตุความมืดฟันใส่เขาอีกครั้งด้วยความรุนแรงปานจะถล่มขุนเขา
เปรี้ยง....
ศิลายกร่ำไห้และโหยหาแฝงสำนึกธาตุแสงฟันใส่ต้านทานซึ่งๆหน้าเกิดเสียงะเิกับอากาศสั่นไหวสนั่นฟ้า
ร่างของศิลาพุ่งกระแทงอย่างรุนแรงออกไปอีกสามร้อยเมตรชนผนังถ้ำเศษหินเศษดินตกถล่มเกลื่อนกราดเืสีแดงสดกระอักออกจากปากของศิลาพุ่งในอากาศตามทางที่เขาลอยผ่าน
เพียงแค่การโจมตีธรรมดาก็เล่นเอาเขาแทบไม่พบยมบาลพละกำลังสมดังที่เป็สัตว์ไดโนเสาร์
แอ๊ก....เฟือดด
ร่างของศิลาตกลงพื้นพร้อมกับกลิ้งคลุกๆหมุนไปมา เืสีแดงสดไหลย้อมไปทั่วร่างศิลาปักร่ำไห้ลงกับพื้นเพื่อช่วยยืนตัวเองลุกขึ้นอย่างยากลำบากร่างของเขาส่องแสงสีแดงวูบวาวน้ำยาฟื้นพลังชีวิตของเขากำลังทำงาน
เพียงแค่การโจมตีเรียกน้ำย้อยของมันก็ทำเอาศิลาเหลือพลังชีวิตเพียง10%
ศิลากระชับดาบแน่นพร้อมกับสืบเท้าเข้าหาเทพอสูรเบื้องหน้าแววตาคมกล้าทั้งที่รู้ว่าเบื้องหน้าเขานั้นอาจจะเป็ความตาย แต่ทว่าเทพอสูรกับเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นกับศิลาด้วยความสงสัย
“เหตุใดมนุษย์อย่างเ้าถึงได้มีสายเืัมารอันสูงส่งอยู่ในร่างกายเ้าได้”
เสียงเข้มสุขุมดังก้องส่งตรงไปถึงศิลา ทำให้เขานึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งเกาะเริ่มต้นที่เขาเกือบตายเพราะความไม่รู้ดื่มเืมารเข้าไปแถมมันยังเป็เืของมารัโลหิตแต่มันดันดร็อปออกมาจากหมูป่า ทำไหมเขาคงได้เป็สายเืหมูป่าไปเสียแล้วแบบนั้นคงดีพิลึกาามารหมูป่าใครได้ยินคงจะหิวแทนที่จะกลัวเสียมากกว่า
ศิลาที่ยืนคิดแบบนั้นถึงกับยิ้มและนึกขำออกมาในใจก่อนจะเอ่ยตอบ
“ผมเคยดื่มเืของัมารโลหิตจนเกือบตายแต่ด้วยทักษะยื้นชีวิตทำให้ไม่ตายเืของัมารเลยหลอมรวมเข้ากับร่างกายของผม”
เมื่อได้ยินคำตอบของศิลาเทพอสูรก็จ้องมองมายังศิลาอย่างพินิจณ์
“งั้นเ้าก็เป็มนุษย์ที่ข้ามขีดจำกัดจนเป็ขีดจำกัดของัสินะแต่ไม่สิร่างกายเ้ามันเ้ากลายเป็เผาัสายเืมารไปแล้วสินะ”
“เื่นั้นผมก็ไม่รู้”ศิลาตอบ
“ของแบบนั้นไม่ควรไปอยู่ในมือของมนุษย์แบบเ้า”
กรรรรร!...
มันพูดจบก็คำรามลั่นจากนั้นก็พุ่งตัวยกดาบใหญ่ในมือฟันใส่ศิลา
อย่างบ้าคลั่ง
ตูม...เคร้ง...ตูม...
ทุกครั้งที่คมดาบปะทะกันเกิดการะเิของคลื่ยพลังจนผนังถ้ำรอบด้านจากกระจุยกระจายเป็เสี่ยง
-เพลิงดำทีเร็ก เทพอสูร
มันตวาดลั่นพร้อมกับใบดาบปกคลุมด้วยเพลิงสีดำฟันส่งคลื่นรังสีเพลิงดำทะยานเข้าโจมตีศิลาเสียงแหวกอากาศดังสนั่นอากาศรอบข้างถึงกับกรีดร้อง
ทว่าความร้ายกาจของมันยังไม่หมดวินาทีต่อมาเพลิงดำพลันเป็เป็ทีเร็กในร่างเพลิงสีดำสุดร้ายกาจส่งเสียงคำรามลั่นพุ่งเข้าหาศิลาในระยะหกวา
-ศิวนาศราช
ฟิ้ว...ฟิ้ว...ฟิ้ว..
คลื่นพายุศาสตราถูกฟันออกจากดาบและกริชของศิลาด้วยพลังธาตุอันมหาศาลขุมพลังทั้งสองเข้าปะทะกันจนเกิดะเิดังะเืฟ้าะเืดินถ้ำแตกะเิส่งคลื่นอากาศประทุไปทั่วถ้ำสัตว์อสูรตายอย่างไม่รู้ตัว
แสงสว่างวาบจากขุมพลังสาดไปมาเกิดเปลวไฟลุกไหม้บริเวณโดยรอบต่อมาจากถ้ำแคบกลายเป็ลานกว้างขนาดหนึ่งกิโลเมตร
เปรี้ยง....เปรี้ยง..
เสียงสนั่นคล้ายฟ้าผ่าดังถี่ยิบร่างของศิลาปกคลุมด้วยสายฟ้าสีส้มเข้าปะทะกับเทพอสูรคมดาบทั้งสองปะทะกันเกิดเป็เสียงสายอัสบาตฟาดพิภพ
กริชในมือซ้ายต้านรับคมดาบดาบในมือขวาแทงส่วนกลับ
เทพอสูรเองก็ต้านรับคมดาบของศิลาด้วยหางที่แข็งประดุจเพชร
สองมือของศิลากวัดแกว่งดาบกริชไปมาทั้งรุกไล่ ต้านรับด้วยความรวดเร็วถึงขีดสุดสภาวะดาบอันเฉียบคมแฝงด้วยพลังธาตุอันเปี่ยมล้น
ภาพการต่อสู้กลายเป็วินาศภัย ความเร็วกระบวนดาบของศิลาเฉียบคมดุร้ายเกรี้ยวกาจ
เคร้ง....เคร้ง...
ดาบใหญ่ของเทพอสูรฟันจากบนลงร่างพร้อมกับโถมตัวใส่ศิลา ศิลาเองด้วยความเร็วและเห็นอนาคตไข้วดาบและกริชเป็รูปบวกต้านรับคมดาบไว้ได้ราวปฎิหาริย์
ตูม...
คลื่นอากาศแตกกระจายพร้อมกับเส้นสายสีดำสีม้วงฟาดสาดกระจายอย่างบ้าคลั่ง ทั้งศิลาและเทพอสูรต้านดาบกันอย่างไม่มีใครได้เปรียบเสียบเปรียบ แต่ทว่าเทพอสูรออกแรงอีกระลอกทำเอาศิลาเข่าซ้ายทรุดลงกับพื้นพร้อมกับพื้นดินแตกแยกร้าวออกไปหลายเมตรแสดงถึงพละกำลังอันมหาศาลที่ศิลากำลังแบกรับ
เปรี้ยง...
เทพอสูรหมุนตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับหางฟาดใส่ใบหน้าของศิลาอย่างจังแต่ทว่าศิลาเองก็ไม่ยิ่งหย่อนยกเข้าขวาขึ้นมากันไว้ได้ทันทำให้หัวของเขาไม่ขาดกระเด็น แต่ร่างของเขาก็ลอยอัดกำแพงจนเืสาดอีกระลอก
อ๊าก...อ๊าก..
ศิลากระอักเืออกมากองโตพร้อมกับลุกยืนชุดเกราะหนังแตกร่วงกราว
พร้อมกับร่างของเทพอสูรที่ะโลอยกลางอากาศดาบยกเหนือหัวฟันส่งคลื่นรังสีดาบใส่ศิลานับร้อยสาย
ตูม...ตูม...ตูม...
ศิลารีบเร่งคุมพลังธาตุดินห่อหุ้มตัวแต่ทว่าด้วยความรุนแรงของพลังต่อให้เขาผนึกพลังธาตุสายฟ้าเข้าไปในกำแพงดินก็ไม่อาจต้านทานได้
อ๊าก.....
ศิลาร้องออกมาอย่างโหยหวนพร้อมกับเืที่สาดกระจายในอากาศก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนอีกครั้งทำเอาสีหน้าของเทพอสูรแสดงออกถึงความตลึงที่ศิลายังลุกขึ้นมาได้ก่อนจะะเิเสียงหัวเราลั่น
“ฮ่า....ฮ้า....ฮ่า...ไม่คิดเลยว่ามนุษย์แบบเ้าต่อให้มีสายเืัแต่รับการโจมตีของข้าได้แล้วไม่ตายเนี่ยน่าสนใจจริงๆ”
คำพูดของเทพอสูรทำเอาศิลาเบิกตากว้างอย่างสงสัยก่อนที่เขาจะตอบ
“จะเยาะเย้ยกันหรอ”
ศิลาเอ่ยขค้นด้วยความยากลำบากพร้อมกับยืนเซไปมาน้ำยาฟื้นพลังชีวิตรีบเร่งทำงานทันที
“ป่าวเลย มนุษย์ผู้มีสายเืัข้าดีใจต่างหากข้าจะปล่อยเ้าไปเ้ายังสามารถเก่งขึ้นได้อีกถ้าสู้กับข้าตอนนี้ก็มีแต่เ้าจะตาย
เ้าจงไปเป็ัที่เติบใหญ่เสียแล้วเมื่อเวลานั้นมาถึงข้าจะไปสังหารเ้า แต่ทว่าเ้าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนให้กับข้า”
ศิลาที่ได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไปนิดๆพร้อมกับเทพอสูรที่เก็บดาบของมันไปคล้ายจิตสังหารแรงกดดัน
“งานอะไร”ศิลาถาม
“ข้าอยู่ที่นี่มานานนับพันปีไม่เห็นเดือนเห็นตะวันไม่ได้สู้รบตบมือสังหารสัตว์อสูรมนุษย์เพื่อเพิ่มระดับเพิ่มพูนฝีมือมาช้านานจนสัตว์อสูรตนอื่นๆคงล้ำหน้าเกินข้าไปเสียแล้วเหตุเพราะข้าต้องเฝ้าของสิ่งหนึ่ง”
ศิลาทราบทันทีว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
“น้ำอัมฤทธ์ใช่หรือไม”
“เ้ารู้? ”
“ใช่ครับ”
“งั้นก็ง่ายเลย เ้าช่วยเอาน้ำอัมฤทธ์ออกไปจากที่แห่งนี้หรือทำให้มันหายไปได้หรือไม่ข้าจะได้หลุดพ้นจากคำสาปสะกดเสียที”
เทพอสูรกล่าวออกมาหน้าตาเฉยแต่ทว่านั้นก็เป็สิ่งที่ศิลาคิดเอาไว้นานแล้วเขาอยากจะเอาน้ำอัมฤทธิ์ออกไปทั้งหมดแต่ขวดที่มนตราให้มาใส่นั้นมันเล็กเกินไปเขาจึงคิดหาวิธีมาตลอด
เพราะมันมีความเป็ไปได้ว่าหากนำน้ำอัมฤทธิ์ออกไปจากถ้ำนี้โดยใส่ภาชนะอื่นมันจะกลายเป็น้ำคำสาปแทน แต่มันยังมีสิ่งที่ศิลาสงสัยคือในแผ่นจากลึกที่วิหารเซเซสได้เขียนไว้ว่าทหารได้นำน้ำอัมฤทธิ์กลับไปาาของเมืองกลายเป็ปีศาจนั้นเลยทำให้ศิลาคิดได้ถึงการจะเอาน้ำอัมฤทธิ์ออกไปแบบธรรมดาคงทำไม่ได้เพราะหากเอาออกไปแบบมาตักธรรมดามีหวังเขาคงเป็แบบกษัตริย์เซเซส
แต่ทว่าที่ศิลาสงสัยอีกข้อคือทหารเ่าั้ทำยังไงถึงผ่านเทพอสูรตนนี้ไปได้หรือมันยอมปล่อยก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ถึงจะปล่อยทหารเ่าั้ไปมันก็ยังไม่พ้นคำสาปเพราะน้ำอัมฤทธิ์ยังเหลืออยู่
และภูติที่จิติญญาแห่งธรรมชาติสงมากำจัดกษัตริย์เซเซสที่เป็อสูรไปพวกนั้นกำจัดด้วยวิธีไหนก่อนที่ศิลาจะเอ่ยถามในความสงสัย
“ท่านคือาาเซเซสใช่หรือไม่”
ตำถามของศิลาทำเอาเทพอสูรอึ่งไปชั่วครู่ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะลั่น
“ฮ่า...ฮ่า....ถูกแล้วเ้ารู้ขนาดนั้นเลยรึ แสดงว่าข้าเองก็ดังใช่ย้อย”
“จริงสินะผมจะช่วยท่านเพราะยังไงมันก็คือภารกิจของผม แต่ผมคิดวิธีที่จะนำน้ำอัมฤทธิ์ออกไปทั้งหมดไม่ได้ไม่สิมันพอจะมีวิธีแต่ต้องนานหน่อยเพราะผมในตอนนี้มีพลังไม่ถึงขั้นนั้น”
คำตอบของศิลาทำเอาเทพอสูรนิ่งหรี่ตาชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถาม
“พลังอะไรล่ะ ถ้าเ้าอยากจะได้พลังข้าจะให้ถ้ามันจะทำให้ข้าออกไปจากที่นี่ได้”
คำพูดของเทพอสูรนั้นแสดงออกชัดเจนว่ามันเอาจริงและคิดจะให้พลังกับศิลาจริงๆ