บทที่ 5
การออกเดินทางครั้งแรก
เช้าวันเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด ฉันสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่ปี้อิงช่วยเก็บข้าวของจำเป็เอาไว้ ข้างในเต็มไปด้วยตำราเรียน เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด และบันทึกเล่มเล็กที่ฉันตั้งใจจะใช้จดความรู้ตลอดเส้นทาง
“คุณหนู…แน่ใจแล้วใช่ไหมคะว่าจะไปจริง ๆ?” ปี้อิงถามเสียงสั่นขณะช่วยผูกเชือกกระเป๋า
ฉันพยักหน้า “แน่ใจสิ ปี้อิงไม่ต้องห่วง ฉันตั้งใจแล้วว่าจะไปให้ถึง”
ฉันก้าวออกมา เห็นซ่งหว่านหลินยืนอยู่ในชุดกระโปรงเรียบร้อย รอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้า
“พี่สาว…จะเดินทางแล้วหรือคะ"
ฉันเพียงพยักหน้า “ใช่จ้ะ”
หว่านหลินเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือจับแขนฉันเบา ๆ “เดินทางปลอดภัยนะคะ พี่สาวอย่าลืมคิดถึงบ้านบ้างล่ะ”
แม้คำพูดจะหวาน แต่แววตาเธอกลับซ่อนประกายแหลมคม ฉันยิ้มตอบอย่างสุภาพ “ขอบใจจ้ะ”
เมื่อฉันถึงที่สถานีรถไฟเฮ่อจุนเว่ยก็ปรากฏตัวรออยู่ก่อนแล้ว เขามาในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ใบหน้าคมเข้มทอดมองมาที่ฉัน
“พร้อมหรือยังครับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พร้อมค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน
เขายกยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งทหาร “ออกเดินทาง” มีทหารสองนายเพื่อคุ้มกันฉันไปเมืองหลวงยืนตรงอย่างเคร่งขรึม สายตาคมของพวกเขาทำให้บรรยากาศยิ่งดูจริงจังขึ้น
เสียงหวูดรถไฟยาวดังลั่นก้องไปทั่วสถานี ฉันยืนกอดกระเป๋าผ้าแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันจะออกจากบ้านเกิดเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองหลวง ปักกิ่ง
ส่วนทหารสองนายที่เฮ่อจุนเว่ยส่งมาคุ้มกันก็ก้าวตามอย่างระมัดระวัง พวกเขาแต่งชุดทหารเรียบร้อย ผู้คนที่สถานีต่างหันมามองด้วยความเกรงขาม
---
ในโบกี้มีผู้โดยสารนั่งกันแน่น ทั้งนักเรียนหนุ่มสาวที่ถือหนังสือหนา ๆ ในมือ บางคนใส่ชุดทหาร บางคนแต่งชุดชาวบ้านเรียบง่าย เสียงพูดคุยปะปนกับเสียงหัวเราะ
ฉันหาที่นั่งริมหน้าต่าง ทหารสองนายเลือกนั่งห่างออกไปเล็กน้อย แต่ก็อยู่ในระยะที่สามารถคุ้มครองฉันได้
เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อน เสียงเหล็กเสียดสีกับรางดังครึกโครม ฉันมองออกไปเห็นบ้านเกิดค่อย ๆ ถอยห่าง ต้นไม้ ทุ่งนา และูเาที่คุ้นเคยเลือนลับไปช้า ๆ
ในใจฉันรู้สึกทั้งตื่นเต้นและโหวงเหวง “ลาก่อน…ชีวิตเก่า ต่อจากนี้ไปฉันจะไม่เป็คนเดิมอีกแล้ว”
---
ตลอดการเดินทาง ฉันหยิบตำราออกมาอ่านทบทวน ความรู้ทางชีววิทยา เคมี และวิชาการแพทย์เบื้องต้นที่ฉันเคยเรียนรู้จากชาติก่อนยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งผ่านมาวันวาน
---
ระหว่างทาง เด็กชายที่นั่งด้านข้างคนหนึ่งทำขวดน้ำผลไม้หกใส่สมุดข้อสอบจำลองของเขา เขาหน้าซีดด้วยความใ ฉันจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองไปช่วยเช็ดพร้อมพูดปลอบว่า
“ไม่เป็ไรหรอก เธอเขียนใหม่ได้ แต่อย่าลืมเก็บสตินะคะ เวลาเจอเื่ใหญ่กว่านี้จะได้ไม่ตื่นตระหนก”
เด็กชายเงยหน้ามองฉันแล้วพยักหน้าหนักแน่น “ขอบคุณพี่สาวครับ”
เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้ทำให้ฉันยิ่งมั่นใจว่า เส้นทางที่เลือก…คือการเป็หมอที่คอยช่วยเหลือผู้คน ไม่ใช่การไขว่คว้าความรักที่ไม่เคยเป็ของฉัน
---
เมื่อรถไฟแล่นเข้าสู่เส้นทางใกล้เมืองใหญ่ ผู้โดยสารต่างเริ่มพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น เสียงพ่อค้าเร่ขายขนมปังร้อน ๆ ดังไปทั่วโบกี้ ฉันเองก็เริ่มใจเต้นแรงอีกครั้ง
กระทั่งแสงไฟสว่างไสวของเมืองปักกิ่งปรากฏขึ้นนอกหน้าต่าง ฉันถึงกับกลั้นหายใจไว้ชั่วขณะ
ตึกอิฐสูงเรียงราย ถนนกว้างเต็มไปด้วยรถจักรยานนับร้อย เสียงหวูดรถไฟจากอีกชานชาลาดังก้อง สถานีใหญ่ส่องสว่างราวกับโลกอีกใบ
ฉันยิ้มทั้งน้ำตา “ใช่แล้ว…ปักกิ่ง”
---
เมื่อก้าวออกจากโบกี้ ลมเย็นของเมืองหลวงพัดมาตีหน้า ผู้คนพลุกพล่านสวมเสื้อผ้าหลากหลาย เด็กนักเรียนถือกระเป๋าเดินขวักไขว่ ข้าราชการในชุดสูทก้าวเร่งรีบ ทุกสิ่งดูแตกต่างจากบ้านเกิดอย่างสิ้นเชิง
ฉันหันไปบอกขอบคุณนายทหารทั้งสองที่คอยคุ้มกันมาถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย
ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ความฝันที่เก็บงำมานานกำลังเริ่มต้นจริง ๆ ที่นี่
---
รถไฟแล่นออกไปอีกขบวน เสียงหวูดดังแ่หาย ขณะที่ฉันก้าวเดินออกจากสถานีด้
วยหัวใจที่แน่วแน่
ต่อให้เส้นทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด ฉันก็จะไม่หยุดก้าวอีกต่อไป…