กำลังตกตะลึง เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงยีนดังลั่นทำลายความหวั่นไหวในใจไปจนสิ้น มิราเอี้ยวตัวหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าหลังทั้งๆ ที่ัโน้มตัวมาใกล้ขนาดนั้น มือกำโทรศัพท์ขึ้นมามองเห็นเป็ชื่อของพรสุดา ัรีบคว้าโทรศัพท์ มาถือไว้นั่งตัวตรง มองหน้าจอเขม็ง
“นึกว่า เ้าหน้าตี๋โทรมา” ักดวางสายมิราลืมตัวยื้อแย่งโทรศัพท์จนตัวเบียดชิดกับัที่มีั์ตาวาวโรจน์
“เอา ของฉันคืนมา” ัจับถือโอกาสกอดเอวบางกดให้ชิดกึ่งกลางลำตัวของเขามิรา ใจสั่นไหวแต่ยังปากดี แววตาเ้าเล่ห์
“ไม่มีทาง ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
“ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนทั้งนั้นของของฉันเอาคืนมา” มิราเริ่มหงุดหงิด
“คุณเคยได้ยินสุภาษิตไทยไหม อะไรนะ ช้างกินอ้อย ไม่ไม่ ไม่ ต้องลูกเจี๊ยบ อยู่ในมือ” มิราอดขำไม่ได้
“ใครสอนคุณ”
“คุณแม่ผม เธอเก่งนะเป็ครูสอนภาษาไทย ไว้ผมจะพาคุณไปเจอ” มิราหยักไหล่ คิดว่าคงจำมาผิดๆ
“เขาเรียกว่าอ้อยเข้าปากช้าง กับลูกไก่ในกำมือ”
“เหมือนกันไม่เห็นว่าผมพูดผิดตรงไหน” มิราส่ายหน้าไม่อยากต่อความ
“เอาเป็ว่าเอาโทรศัพท์คืนมาก่อน” มิราออกคำสั่ง
ัยกโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่โทรเข้าเมื่อสักครู่กรอกเสียงลงไป
“คุณมิราอยู่กับผม วันนี้เขาจะค้างที่บ้านตากอากาศกับผม ไม่ต้องเป็ห่วงครับ”
“ไม่ไม่ไม่” มิราสวนขึ้นแต่ ักับกดวางสายทันที ก่อนจะหย่อนโทรศัพท์เข้าไปเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อลำลองของเขามิรามองตาละห้อย
“เขามาล้วงเอา ดิถ้าเอาไปได้ผมแถมจูบให้ฟรี” มิราเบือนหน้าหนีทำหน้าตากระเง้ากระงอด ัหัวเราะเสียงดังลั่นนึกสนุกที่ได้แกล้งมิรา
“ไม่เอา ก็ได้อยากได้เอาไปเลยฉันซื้อใหม่ก็ได้”
“แล้วจะเสียใจจูบผมหวานนะ สาวๆ ติดใจกันเป็แถว” มิราทำเป็สนใจทิวทัศน์สองข้างทาง ั ขยับตัวไปนั่งเบียดชิดมิรา
ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ัคิดถึงมารดา ที่เป็สาวไทยสวยหวาน เป็รักเดียวของพ่อเขา ส่วนพ่อของเขาเป็ลูกครึ่งแคนาดาและจีนเขาจึงได้ดวงตาสีฟ้ามาจากปู่ คำพูดของมารดาเมื่อเขาจะมาเมืองไทยด้วย ยังติดอยู่ในหัว
“ั เคยเห็นดาวบนฟ้าไหมลูก”
“ครับ ม้า เคยเห็นครับ”
“ไม่สิต้องดาวดวงที่สว่างที่สุดของค่ำคืนที่ เราจงใจมองขึ้นไปบนฟ้า ยามที่อยากมอง” ัไม่เข้าใจสิ่งที่มารดาพูด
“ผมไม่เข้าใจ”
“ดวงดาวดวงที่สว่างที่สุด จนเราไม่อยากมองดาวดวงอื่น” ัเพียงแต่พยักหน้า
“คุณจะพาฉันไปด้วยทำไม ฉัน.... ช่วยอะไร.....คุณไม่ได้หรอก” ัตื่นจากภวังค์
“หือ ว่าอย่างไรนะ” มิราเริ่มกังวลเมื่อสองข้างทางเริ่มมืดมีเพียงแสงไฟส่องสว่างสองข้างทางป่านนี้พรสุดาคงเข้าใจมิราผิดคงคิดว่ามิราเต็มใจมากับัแน่ๆ
“ฉันหมายถึง คุณไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยใช่ไหมอย่างนั้นฉันจะอธิบาย ..อย่างไรดี เอาเป็ว่าช้าๆ ชัดๆ”
“คือ...ฉัน...ไม่เอาดีกว่า”
“พูดมาเลยผมเข้าใจดีฟังได้ไม่ต้องเกรงใจ ขอร้อง” มิรายกมือขึ้นเท้าคางด้วยท่าทางที่อึดอัด
“คือ... ฉันหมายถึง คู่นอนคือถ้าคุณ้าคู่นอนเกรงว่าฉัน มิราคือ มิราไม่สามารถเป็คู่นอนของคุณได้”
“ทำไม” ัเข้าใจสิ่งที่มิรา้าสื่อดีแต่้าจะแกล้งมิรา
“คือฉัน คือมิราไม่เคย ..จะพูดอย่างไรดี”
“อ๋อ คุณคงหมายถึง ภาษาไทยว่าอย่างไรนะ ไม่ไม่เจนจัด ไม่สิ ไม่สันทัด” มิราน่าจะรู้ว่าัเข้าใจภาษาไทยได้ดีมากแต่เขาแกล้ง
มิราพยักหน้าใบหน้างดงามไหวขึ้นลงเบาๆ แทนคำตอบัจ้องมองตากลมโต ก่อนจะโน้มตัวเขามาใกล้จนได้ยินเสียงหายใจ กระซิบเบาๆ
“ไม่เป็ไร ผมสอนให้เอง” มิราค้อน
“คุณคิดไปเสียไกล คิดว่าผมต้องพาคู่นอนไปอย่างเดียวเลยเหรอ ทำไมไม่คิดว่าผม ้าพาคนรักหรือพาใครสักคนที่ผมชอบ ไปชื่นชมบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก เพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันภายใต้ทะเลและหาดทรายแสงจันทร์บ้าง” มิราถอนหายใจ แม้จะรู้สึกว่ายุ่งยากใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หวั่นไหวไม่น้อย กับการใกล้ชิดกับหนุ่มหล่อมาดร้ายและจอมจู่โจมขนาดนี้
“แค่คืนเดียว” มิราต่อรอง
“ครับ แค่คืนเดียวแล้วคุณจะรักผม”
“ไม่...มี...ทาง” มิราย้ำคำพูดหนักแน่น ัใจไหววูบนึกไม่ถึงว่ามิราจะใจแข็งกับท่าทีเปิดเผยของเขา
รถยังแล่นต่อไปเรื่อยๆ พุ่งทะยานยังจุดหมายที่้า
หัสนัยยืนรีรอหน้าบ้านมิราอยู่นานสองนานก็ไม่เห็นมิรา เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าตัวเองเสียรู้นายมังกือ เสียแล้ว แต่ยังคงนึกไม่ออกว่านายมังกือนั่นจะพามิราไปไหน
รถจอดลงบนลานกว้าง หน้าเรือนรับรองหลังใหญ่ ที่ดูแลอย่างดีหญ้าในสนามเหมือนกับเพิ่งถูกตัด มิรามองไม่เห็นว่าจะเป็บ้านพักตากอากาศ มันเหมือนบ้านที่มีคนอาศัยอยู่มากกว่า เพราะตัวบ้านใหญ่โตจนไม่น่าจะแค่มาพักชั่วคราวหรือมาตากอากาศ คนขับรถเปิดประตูให้ัก่อนจะวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้มิราบ้าง
“ชอบไหม” ัเอ่ยปากถาม
มิราส่ายหน้าไปมา
“คุณคงเหนียวตัวแย่ เข้าไปข้างในไปอาบน้ำก่อน” ดวงตาเป็ประกายแวววาวคิดไปไกลถึงเวลาที่มิราเปลื้องผ้า
“ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน”
“เดี๋ยวแม่บ้าน จะหาเสื้อผ้าให้คุณเปลี่ยนเอง” ัเดินนำเข้าไปด้านใน
ตัวบ้านที่ถูกประดับตกแต่งในแบบไทยๆ ทั้งที่บ้านเป็ทรงยุโรปแต่น่าแปลกเหลือเกินที่แต่ละอย่างที่นำมาตกแต่งช่างกลมกลืนกับ ทุกมุม ทำเอามีเสน่ห์อย่างประหลาดมิราหยุดยืนมองรูปดอกบัวสีชมพู ดอกใหญ่ที่แวดล้อมด้วยใบบัว กลีบดอกบัวที่เหมือนจะหลุดร่วงแต่ยังยึดติดกับก้านบัวอยู่อย่างนั้นหนึ่งกลีบ เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน (รีดทั้งหลายจำได้ไหมคะว่ามีดอกบัวกลีบร่วงอยู่ตอนที่เท่าไหร่)
“คุณพ่อผมเป็คนวาด” ับอก
“สวย แต่เหมือนเคยเห็น...ที่ไหน”
“ทั่วไป...เป็สัจธรรม ตามแบบของไทย มีเกิดมีดับ มีเบ่งบานมีร่วงโรย....” ัเผลอยกมือขึ้นปิดปากเมื่อตัวเองชักจะเผยไต๋มากไปว่า เข้าจะภาษาไทยแม้กระทั่งการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย
มิรานึกทึ่งอยู่เหมือนกัน ที่ัจะเข้าใจความหมายของคำว่าสัจธรรม
“คุณัขาคุณแม่ บอกให้คุณไปบ้านคุณตา บอกว่าถ้าคุณัมาให้เรียนคุณัด้วย” ัพยักหน้ายิ้มๆ มารดาไม่นิยมมาที่บ้านหลังนี้ เพราะยกให้เป็ที่พักของั แต่ก็นึกเสียดายที่มารดาจะไม่ได้พบดวงดาวอย่างมิราว่าจะเป็ดาวดวงนั้นไหม
แม่บ้านนำเสื้อผ้าและผ้าขนหนู ยื่นส่งให้มิรา ัยืนเอามือกอดอกบุ้ยใบ้ไปทางห้องน้ำ
มิราเดินไปตามทิศทางที่บอก
“คุณั ...เอ่อคือ...ทานอะไรมาหรือยัง”
“ทานมานิดหน่อย แต่ผม อยากทานอีกให้จัดโต๊ะ ให้ แบบ...ภาษาไทยเรียกอะไรนะแบบที่นั่งทานข้าวกับคนรัก แบบโรแมนติก”
“อ๋อค่ะตามนั้นเลยค่ะอีกสิบนาที อาหารไทยหรือว่าอาหารจีน”
“ไทยดีกว่า เบื่อเลี่ยนๆ ข้าวสวยด้วยนะ เอาแบบสวยๆ นะเหมือนคน ที่กำลังอาบน้ำนั่นเลย” แม่บ้านยิ้ม นึกขำคำพูดยียวนของัหากอารมณ์ดีนายน้อยของบ้านมักจะพูดจาน่าเอ็นดูเสมอ
แอบเดินย่องไปยังห้องน้ำที่ประตูห้องน้ำเป็กระจกแบบฝ้าห้องนี้นอกจาจะเป็ห้องนอนแล้วยังมีห้องอาบน้ำในตัว ัย่องไปเงียบๆ คิดช่างใจว่าสมควรหรือไม่ก็เขาเป็ผู้ชายนี่หน่า (นิสัยไม่ดี) แค่ดูนิดเดียวคงไม่เป็ไร ไม่ได้เห็นเต็มตัวเสียหน่อยแค่ดูทรวดทรงกระจกฝ้าแม้จะเห็น แต่ก็เป็ฝ้ามัวมองเห็นไม่ชัดอยู่ดี เสียงน้ำฝักบัวไหลซู่ๆ แสดงว่ามิรายังคงอาบน้ำอยู่ตรงนั้น
ัโผล่หัวออกไปจามุมห้องมองไปยังตำแหน่งที่้าดวงตาสีเขียวเข้ม วาวโรจน์