หลังจากผู้เข้าแข่งขันพร้อมด้วยกองเชียร์มาถึงกันครบถ้วนแล้ว กรรมการอีกสองท่านจึงมาถึงเป็กลุ่มสุดท้าย
กรรมการท่านแรกคือคุณกวางเซี่ยง ชายวัย 52 ปี ผู้มีบุคลิกสง่างามและเปี่ยมเสน่ห์ในแบบที่หาได้ยากในวัยเดียวกัน แม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏอยู่บ้าง แต่กลับยิ่งขับให้เขาดูอบอุ่นและเป็มิตรมากยิ่งขึ้น เขาไว้ผมสั้นสีดำที่ถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย มีผมขาวแซมเล็กน้อย แววตาและท่าทีของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเองและความพึงพอใจในชีวิต เขาเป็นักวิจารณ์อาหารที่มีชื่อเสียงพอสมควรจากหนังสือแนะนำร้านอาหาร และยังเป็เพื่อนสนิทกับบิดาของหวังหง เมื่อทราบข่าวเกี่ยวกับงานแข่งขันนี้ เขาจึงอาสามาร่วมเป็กรรมการด้วยความเต็มใจ
กรรมการท่านที่สองคือคุณจื่อหาวกง ชายวัย 35 ปี เขามีโครงหน้าคมชัดสมส่วน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลึกซึ้งและเฉียบคม แฝงด้วยความมั่นใจและเฉลียวฉลาด คิ้วหนาโค้งได้รูปตามธรรมชาติ จมูกโด่งและเรียวเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบแต่ได้รูป บุคลิกของเขาดูสุขุม เยือกเย็น และควบคุมตัวเองได้ดี เขาเป็เชฟประจำร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง และได้รู้จักกับหวังหงในฐานะลูกค้าขาประจำ
ใน่แรก ๆ ที่หวังหงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอาหาร เขาลองปรับเปลี่ยนตามคำแนะนำนั้นดู และพบว่ารสชาติอาหารดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจึงทราบว่าคนที่ส่งคำแนะนำมาคือหวังหงนั่นเอง จนทั้งคู่กลายมาเป็เพื่อนต่างวัยที่เคารพกันในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และเมื่อจื่อหาวกงทราบว่าจะมีการแข่งขันนี้ ก็สนใจและอาสามาร่วมเป็กรรมการทันที
เมื่อทุกคนที่ควรมาร่วมงานมาพร้อมกันหมดแล้ว จึงเริ่มการชี้แจงกติกาให้กับผู้เข้าแข่งขันอีกครั้งอย่างละเอียด
การแข่งขันจะเริ่มต้นด้วยการให้แต่ละทีมได้เห็นวัตถุดิบที่ใช้ในรอบนี้ โดยมีพิธีกรเป็ผู้แนะนำวัตถุดิบทีละรายการให้ทั้งกองเชียร์และผู้ชมในอนาคตได้รับทราบ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากผู้สนับสนุนที่ต้องเน้นชื่อแบรนด์ให้ชัดเจนเป็พิเศษ ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ ก็แนะนำตามคุณสมบัติทั่วไปที่เป็ที่รู้กัน
ในส่วนของกติกาการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันมีเวลาในการทำอาหารทั้งหมด 60 นาที แต่หากทีมใดสามารถทำเสร็จก่อน ก็สามารถนำไปให้กรรมการทั้งสามท่านชิมและให้คะแนนได้ทันที
สำหรับเื่การแต่งกาย ทางรายการไม่มีข้อกำหนดพิเศษก่อนเริ่มงาน แต่เมื่อถึงเวลาลงครัว ทุกคนต้องสวมผ้ากันเปื้อนและหมวกทำอาหารที่ทางรายการจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งตลอด่เวลาของการแข่งขันก็จะมีกล้องจากกองถ่ายคอยเก็บภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้เช่นกัน
ทีมของคุณแม่เหมยลี่อู๋และลูกสาว เฟยจินอู๋ ดูตื่นเต้นและดีใจกับวัตถุดิบในการแข่งขันครั้งนี้ไม่น้อย สุดท้ายทั้งสองคนก็ยืนปรึกษากันว่าจะทำเมนูอะไรดีจากวัตถุดิบที่ได้รับ
พิธีกรสาว เจิ้งฟาง ไม่รอช้า รีบเข้าไปสัมภาษณ์แม่ลูกคู่นี้ทันที ถามว่ารู้สึกอย่างไรกับวัตถุดิบรอบนี้ และมีแผนจะทำเมนูอะไรให้กรรมการได้ชิมบ้าง
เหมยลี่อู๋ส่ายหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ตัวฉันใกับวัตถุดิบในรอบนี้มากเลยค่ะ เพราะเป็ของที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ก็ถือว่าหลากหลายมากอยู่นะคะ มีทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว แล้วก็ยังมีวุ้นเส้นกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีก ตอนนี้บอกเลยค่ะว่าฉันหนักใจมากว่าจะเอาพวกนี้มาทำเมนูอะไรดี”
เฟยจินอู๋ที่เห็นแม่ทำหน้าหนักใจก็ยิ้มอย่างน่ารัก ก่อนจะตอบเจิ้งฟางด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“ปกติหนูจะช่วยคุณแม่ทำอาหารที่บ้านอยู่เสมอค่ะ แต่เพิ่งเคยเห็นคุณแม่หนักใจขนาดนี้เป็ครั้งแรกเลย ส่วนหนูเองก็คิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรดี เอาเป็ว่าคุณแม่คิดจะทำอะไรก็จะช่วยให้เต็มที่เลยค่ะ”
เมื่อเห็นว่าทีมนี้ยังตัดสินใจเื่เมนูไม่ได้ เจิ้งฟางจึงเดินต่อไปสัมภาษณ์อีกทีม คือทีมคุณแม่ยังสาว ไป๋ฉาง กับเพื่อนสาว หลิงจิน ซึ่งขณะนั้นทั้งสองคนกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าวัตถุดิบ เจิ้งฟางอดสงสัยไม่ได้จึงเข้าไปสอบถาม
ไป๋ฉางที่ดูยังมึน ๆ อยู่ก็ตอบกลับไปว่า “คือฉันใมากเลยค่ะ ไม่นึกว่าจะได้วัตถุดิบแบบนี้ ถ้ามีแค่เนื้อแบบเดียวก็คงไม่ยากเท่าไหร่ แต่พอมีหลายแบบก็ไม่รู้จะเลือกยังไงดี จะใช้รวมกันหมดเลยก็ไม่แน่ใจ หรือควรเลือกมาแค่อย่างเดียวแล้วทำให้สุดไปเลยดีไหม”
หลิงจินได้ยินเพื่อนพูดก็พยักหน้ารับ พร้อมกับถอนหายใจยาว แล้วพูดว่า “ตอนนี้ฉันหนักใจมากเลยค่ะ เป็โจทย์ที่ต้องคิดเยอะจริง ๆ ว่าจะเลือกทำอะไรดี มันไม่ง่ายเลยนะคะ”
หลังจากสัมภาษณ์สองทีมนี้เสร็จ เจิ้งฟางก็ต้องไปสัมภาษณ์ทีมสุดท้าย... ทีมที่เธอรู้สึกหนักใจที่สุด เพราะผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคนดูมีอะไรแปลก ๆ ั้แ่แรก
แต่ก่อนเริ่มรายการ จินหงเหว่ยเคยเข้าไปพูดคุยกับทีมนี้ไว้แล้ว เธอก็ได้แต่หวังว่า...ทุกอย่างจะไม่มีปัญหา
ในฐานะมืออาชีพ ไม่ว่าผู้เข้าแข่งขันจะดูแปลกแค่ไหน เจิ้งฟางก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เธอเดินเข้าไปหาทีมแม่กับลูกชาย ก็พบว่าทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่หน้าวัตถุดิบ โดยเอินเสิ่นยืนมองวัตถุดิบไม่พูดไม่จา ส่วนตงหยางเสิ่นกลับถอดผ้ากันเปื้อนกับหมวกทำอาหารวางไว้ข้างตัวอย่างไม่แยแส
เจิ้งฟางเห็นแบบนั้นก็คิดจะเข้าไปเตือนเื่กฎระเบียบ แต่ตงหยางเสิ่นกลับทำสีหน้าเฉยเมยเหมือนไม่สนใจอะไรเลย
เมื่อเจิ้งฟางมองไปที่แม่ของตงหยางเสิ่น หวังให้เธอช่วยพูดอะไรกับลูกชายบ้าง ก็พบว่าเธอยืนนิ่งเงียบเช่นกัน ไม่ได้มีท่าทีสนใจอะไร
เธอจึงหันไปมองทางจินหงเหว่ย ซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ ก่อนที่จินหงเหว่ยจะโบกมือส่งสัญญาณให้ทีมกังหม่าหยุดถ่ายชั่วคราว แล้วเขาจึงเดินเข้าไปพูดกับตงหยางเสิ่น
แต่ตงหยางเสิ่นกลับไม่สนใจอีกเช่นเคย แถมยังแสดงสีหน้ากวน ๆ คล้ายจงใจยั่วยุอารมณ์ จนเฉินโจวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ขมวดคิ้ว เตรียมจะเดินเข้าไปช่วยพูดกับเขา
แต่ในขณะที่เฉินโจวกำลังก้าวเท้า หลิวจื้อิก็ยกมือขึ้นห้ามไว้ แล้วเดินเข้าไปหาตงหยางเสิ่นด้วยตัวเอง...
หลิวจื้อิที่เดินมาถึงจุดเกิดเหตุ ก็เห็นภาพตรงหน้าชัดเจนตงหยางเสิ่นกำลังแลบลิ้นปลิ้นตา ส่งเสียงยั่วยุจินหงเหว่ยอย่างไม่เกรงกลัวใคร
จินหงเหว่ย แม้จะเป็คนสุขุมและมีวุฒิภาวะสูง แต่เมื่อมาเจอกับผู้เข้าแข่งขันที่ทั้งหยาบคายและไร้เหตุผลขนาดนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกว่า...อารมณ์ที่พยายามควบคุมมาตลอดนั้น เริ่มจะหลุดมือ
เขากำหมัดแน่น ตัวสั่นอยู่กับที่อย่างพยายามข่มอารมณ์ไว้สุดกำลัง
หลิวจื้อิที่เห็นสถานการณ์ชัดเจนก็ไม่ลังเล เขาก้าวเข้ามากระชากคอเสื้อของตงหยางเสิ่นขึ้น พร้ะคอกเสียงดังฟังชัด “ได้ ไอ้เด็กเวร! พูดดี ๆ ไม่ชอบใช่ไหม? งั้นดีเลย ฉันจะจัดให้!”
ยังไม่ทันให้ใครได้ตั้งตัว หลิวจื้อิก็ซัดหมัดเข้าไปเต็มแรงที่ท้องของตงหยางเสิ่นจนอีกฝ่ายตัวงอ ร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
แต่หลิวจื้อิยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาคว้าผมของตงหยางเสิ่น ลากเ้าตัวออกจากห้องไปต่อหน้าทุกคน ขณะกำลังเดินออกจากห้อง เขาก็หันไปทางเฉินโจวที่เหมือนจะคิดเข้ามาห้าม แล้วชูมือขึ้นเป็สัญญาณว่า ไม่ต้องยุ่ง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเวลาหยุดหมุน
จนกระทั่งเสียงกรีดร้องของเอินเสิ่น แม่ของตงหยางเสิ่น ดังลั่นขึ้นมา เสียงนั้นดังพอจะปลุกให้ทุกคนได้สติกลับคืน
เกาอิ้งกับเจิ้งฟางรีบเข้าไปประคองเอินเสิ่น พยายามปลอบใจไม่ให้เธอเสียสติมากไปกว่านี้
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ที่เริ่มตั้งสติได้ ต่างพากันยืนงงและลังเล ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี จะยังให้แข่งขันกันต่ออีกไหม หลังจากที่เกิดเหตุรุนแรงขนาดนี้
จินหงเหว่ยที่เห็นความวุ่นวายทั้งหมดจึงรีบเข้ามาเป็คนกลาง เดินเข้าไปพูดคุยปลอบใจอีกสองทีมที่เหลือ พร้อมกับอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรที่ถึงขั้นต้องหยุดการถ่ายทำ แต่ขอให้ทุกคนไปพักรอสักครู่ก่อน แล้วเราจะกลับมาแจ้งอีกครั้งว่าจะดำเนินรายการต่อหรือไม่”
ทางด้านหวังหงเองก็รีบเข้าไปหารือกับกรรมการอีกสองคนที่เหลือ พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งเครียด
สุดท้ายแล้ว การแข่งขันจะหยุดชะงักลงหรือไม่? จะเคลียร์ปัญหานี้ได้อย่างไร? หรือว่าวันนี้อาจจะต้องจบลงก่อนเวลาอันควร...