"เจาเจา เ้าอย่าหาว่าแม่ปากมากเลยนะ แม่ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร... เพียงแต่มีเื่หนึ่งที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกจริง ๆ เลยอยากจะถามเ้าดูสักหน่อย" ชุยซื่อเอ่ยขึ้นก่อน
เมื่อเห็นมารดาใช้คำพูดอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่าตนจะโกรธ สวี่ิอี้ก็ลอบถอนหายใจ— ดูสิ ทำให้ท่านแม่ใถึงเพียงนี้ เมื่อก่อนนางทำตัวไม่เอาไหนขนาดนั้นเชียวหรือ
"ท่านแม่คงอยากจะถามข้าว่า ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนนิสัยไปราวกับเป็คนละคน ทั้งยังทำตัวสนิทสนมกับท่านและิสือมากขึ้นใช่หรือไม่เ้าคะ"
เมื่อฟังนางเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน ชุยซื่อก็พยักหน้ารับด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง
พูดตามตรง เดิมทีนางไม่ได้ตั้งใจจะถาม เพราะกลัวว่าไม่ถามยังจะดีเสียกว่า ขืนถามไปก็จะยิ่งดูเหมือนพวกหญิงรับใช้แก่ ๆ ที่ไม่รู้จักกาลเทศะจนทำให้เด็กต้องรำคาญใจ แล้วความสัมพันธ์แม่ลูกจะกลับไปตึงเครียดเหมือนแต่ก่อน
เฮ้อ การเป็พ่อแม่คน บางครั้งก็เป็สถานะที่ต่ำต้อยถึงเพียงนี้แหละนะ
ตอนแรกนางแอบเดาว่า หรือเจาเจาจะคิดหาวิธีใหม่ ๆ มาประชดประชันิสืออีก ถึงได้จงใจมาแย่งชิงความโปรดปรานกับเขา... การแข่งขันในทางที่ดี ในฐานะผู้ใหญ่นางย่อมยินดีที่จะได้เห็นอยู่แล้ว
แต่พอลองคิดดูอีกที หากแย่งไปแย่งมาแล้วจู่ ๆ เลิกแย่งขึ้นมาจะทำอย่างไร— ์ ถึงตอนนั้นนางคงรับความะเืใจที่พลิกไปพลิกมาเช่นนี้ไม่ไหวแน่!
นอกเหนือจากนี้ ในหัวของนางก็ยังมีข้อสันนิษฐานอื่น ๆ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดว่าตอนฝันก็ยังเก็บเอาไปคิด—
คิดดูสิว่าคนนิสัยตรงไปตรงมาอย่างชุยซื่อ จะทนรับความทรมานจากความพะว้าพะวังเช่นนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจถามให้รู้เื่ไปเลย
"พูดไปท่านแม่อาจจะไม่เชื่อ"
สวี่ิอี้กล่าวอย่างจริงจัง "วันนั้น ข้าเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนานมาก ในความฝันมีเื่น่ากลัวเกิดขึ้นมากมาย และมันสมจริงจนกระทั่งหลังจากตื่นขึ้นมา ข้าก็ยังแยกไม่ออกว่านั่นคือความฝันหรือไม่ เวลาในฝันราวกับผ่านไปหลายปี ทำให้ข้าค่อย ๆ เข้าใจเหตุผลหลายอย่าง ทั้งยังมองเห็นชัดเจนว่าเมื่อก่อนข้าทำตัวไม่รู้ความมากเพียงใด"
จะว่าไป ก็เป็เพราะความรู้สึก 'แยกเื่จริงกับความฝันไม่ออก' ในตอนแรกนั่นแหละ ที่ทำให้นางไม่มีกะจิตกะใจจะคิดอะไรให้มากความ จึงพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของมารดาได้อย่างไม่ลังเล
พอหันกลับมาตระหนักถึงความผิดปกติ แล้วนึกย้อนไปถึงการกระทำอันบุ่มบ่ามโง่เขลาของตนเอง ลึก ๆ แล้วนางก็ยังรู้สึกขวยเขินอยู่บ้าง
แต่นางยังคงรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ทำอะไรบุ่มบ่ามไปเช่นนั้น
ในเมื่อเปิดฉากเริ่มต้นอย่างน่าขวยเขินไปแล้ว การจะก้าวเดินต่อไปหลังจากนี้ก็ไม่ใช่เื่ยากอีก
ชุยซื่อฟังแล้วอึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะพยักหน้าเบา ๆ พลางกล่าว "แม่เชื่อ..."
เมื่อสบเข้ากับดวงตาอันใสกระจ่างของเด็กสาว ภายในใจนางก็สงบลง ทว่าขอบตากลับแดงรื้น
นางมองสวี่ิอี้ด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เจาเจา... แท้จริงแล้วแม่กับเ้าเหมือนกันมาก ตอนเด็ก ๆ แม่สูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิดไปั้แ่ยังเล็ก แล้วบิดาก็แต่งงานใหม่ นิสัยของแม่แย่ยิ่งกว่าเ้าเสียอีก ชีวิตความเป็อยู่จึงไม่ค่อยจะราบรื่นนัก"
แม่เลี้ยงของนางผู้นั้น ในสายตาคนนอกนับว่าอ่อนโยนและบริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุด ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่รู้ว่าต้องเสียเปรียบและถูกลงโทษไปมากเท่าไร
"ตอนที่แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ครั้งแรกที่แม่เห็นเ้า เ้าเพิ่งจะอายุแค่สี่ห้าขวบ ตัวเล็กนิดเดียว ต่อให้ขมวดคิ้วพองแก้มโกรธ ก็ยังดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ตอนนั้นแม่คิดว่า แม่จะต้องไม่ปล่อยให้เด็กคนนี้ต้องเดินซ้ำรอยแม่เป็อันขาด" ชุยซื่อพูดไปก็ถอนหายใจและหัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกซับซ้อน "แต่สุดท้ายแม่ก็ทำได้ไม่ดีพอ แม่ไม่รู้เลยว่าควรจะทำตัวเข้ากับเ้าอย่างไร"
"ท่านแม่ดีมากเ้าค่ะ"
สวี่ิอี้เอ่ยชมอย่างเรียบง่ายทว่าจริงใจ "นิสัยดี หน้าตาก็ดี เล่นไพ่หม่าเตี้ยวก็เก่ง"
ชุยซื่ออดหัวเราะออกมาไม่ได้
"เจาเจาของแม่ก็ดีมาก ดีไปเสียทุกอย่าง" นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่หางตา พลางยิ้มกล่าว "ในเมื่อเปิดใจคุยกันแล้ว เื่ในอดีตไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็จะไม่มีใครพูดถึงอีก ต่อไปนี้ ครอบครัวเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้ดี"
สวี่ิอี้ยิ้มจนตาหยี พลางพยักหน้ารับ
"จริงสิ..."
ชุยซื่ออารมณ์ดีขึ้นมาก หลังจากจิบชาไปครึ่งถ้วย จู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ "ยังมีอีกเื่หนึ่ง— ชายหนุ่มที่อยู่เรือนหน้าคนนั้น เ้าอยากไปดูตัวสักหน่อยหรือไม่"
สวี่ิอี้ชะงักไป
"ในเมื่อตอนนี้พิษของข้าถอนได้แล้ว ยังจะไปดูเขาทำไมอีกเ้าคะ"
ตามหลักแล้ว ความคิดเื่แต่งงานแก้เคล็ดในบ้านน่าจะถูกล้มเลิกไปแล้วถึงจะถูก
"แม่กับท่านพ่อของเ้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน... แต่ท่านปู่ของเ้าเห็นว่าให้ลองดูไปก่อน บอกเพียงว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็คนหาได้ยากยิ่ง"
นางเองก็ไม่เข้าใจว่านายท่านผู้เฒ่าคิดอย่างไร เจาเจามีความหวังว่าจะหายดีอยู่รอมร่อ แล้วยังจะมาแต่งงานแก้เคล็ดอะไรกันอีก— ส่วนที่ว่าหายากหรือไม่หายาก วันหน้าเจาเจาของนางจะขาดแคลนสามีที่หาได้ยากอีกหรือ
"หรือว่าลองไปดูสักหน่อย เผื่อว่าเ้าจะรู้สึกถูกตาก็น่าจะดีนะ" ด้วยความคิดที่ว่าชายหนุ่มผู้นั้นหน้าตาดี เจาเจาไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียเปรียบ ชุยซื่อจึงช่วยเกลี้ยกล่อม
สวี่ิอี้จนใจ
ระหว่างนางกับอีกฝ่าย ไม่ใช่เื่ 'เผื่อว่าจะรู้สึกถูกตา' เลยสักนิด แต่เป็ความสัมพันธ์อันตรายถึงชีวิตประเภท 'เผื่อว่าจะดวงชงจนทำเขาตายอีก' ต่างหากเล่า...
แต่ทำไมท่านปู่ถึงได้ยืนกรานเช่นนี้
เื่นี้มันดูไม่ชอบมาพากลจริง ๆ
จวบจนย่ำค่ำ เจิ้นกั๋วกงถึงเพิ่งจะออกจากวังกลับมาถึงจวน
หลังจากผลัดเปลี่ยนชุดขุนนางแล้ว เขาก็ตรงไปที่ห้องหนังสือเรือนหน้าก่อน เพื่อหารือเื่งานกับที่ปรึกษาซุนและที่ปรึกษาหลิวตามปกติ— รบชนะกลับมา วันนี้เพิ่งจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้เสร็จ เื่การปูนบำเหน็จความชอบ การจัดการเงินชดเชยให้แก่ทหารที่ตายในหน้าที่ และอื่น ๆ ล้วนต้องจัดการอย่างละเอียดทีละเื่ จากนั้นจึงค่อยถวายรายงานขึ้นไป ช่างยุ่งยากซับซ้อนยิ่งนัก
แต่ก็ไม่ต้องให้เขาเปลืองแรงคิดให้มากความ เลี้ยงที่ปรึกษาไว้ ก็เพื่อประหยัดเวลาไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเื่พวกนี้อย่างไรเล่า
หลังจากฟังที่ปรึกษาทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครึ่งชั่วยาม เจิ้นกั๋วกงเอนหลังพิงเก้าอี้ จิบชา แล้วเอ่ยถึงเื่ที่ได้ยินมาจากในวังวันนี้
"วันนี้ข้าได้ยินมาว่า ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องถูกโจรูเาดักปล้นระหว่างทางเข้าเมืองหลวง จนป่านนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม เกรงว่าคงจะร้ายมากกว่าดีแล้ว"
แม้จะบอกว่าเขาไม่ลงรอยกับตาเฒ่าติ้งหนานอ๋อง ทว่าหากลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา อายุขนาดนี้แล้วต้องมาสูญเสียหลานชายสุดที่รักไป ย่อมต้องเป็เื่ที่ปวดร้าวใจอย่างแน่นอน
"เมื่อวานข้าก็บังเอิญได้ยินมาเหมือนกัน เพียงแต่คิดว่าเป็แค่ข่าวลือ นึกไม่ถึงว่าจะเป็เื่จริง..." ที่ปรึกษาคนหนึ่งกล่าว "การเข้าเมืองหลวงของซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องในครั้งนี้ เดิมทีก็เพื่อมาร่วมงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮองเฮา ตอนนี้กลับมาเกิดเื่เช่นนี้เสียได้..."
"ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องมีฐานะสูงส่ง ตามหลักแล้วย่อมขาดบ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันติดตามไม่ได้ เหตุใดถึงรับมือโจรูเาแค่กลุ่มเดียวไม่ได้เล่า โจรูเากลุ่มนี้มีคนเยอะมากจริง ๆ หรือว่า..." ที่ปรึกษาอีกคนไม่ได้พูดต่อ ทว่าในแววตากลับเผยข้อสันนิษฐานมากมาย
คนที่มีเหตุผลให้ลงมือกับซื่อซุนแห่งจวนติ้งหนานอ๋อง ในที่ลับน่าจะมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว
เจิ้นกั๋วกงกล่าวอย่างไม่แสดงความเห็นว่าใช่หรือไม่ "ตามที่สืบมาบอกว่า คนกลุ่มนี้โดนยาสลบที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเสียก่อน ดังนั้นตอนที่เดินทางต่อแล้วไปเจอโจรูเาเข้า จึงไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้ ในดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญ โรงเตี๊ยมเถื่อนร่วมมือกับโจรูเาดักปล้นผู้สัญจรไปมาก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร"
ติง!
จู่ ๆ ก็มีเสียงเหรียญทองแดงกระทบกับถ้วยชาดังขึ้น
เจิ้นกั๋วกงมองไปยังชายสวมชุดนักพรตที่มีหนวดเคราขาวโพลนซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก "ที่ปรึกษาเหยากำลังทำนายทายทักอยู่หรือ"
เหยาจิ้งเก็บเหรียญทองแดงกลับมา หว่างคิ้วกระตุกยิก ๆ
"เมื่อครู่นักพรตยากไร้อย่างข้าได้ยินคำกล่าวของท่านแม่ทัพแล้วเกิดคันไม้คันมือขึ้นมา จึงทำนายดวงชะตาให้ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องผู้นั้นสักตาหนึ่ง ภาพคำทำนายปรากฏออกมาลาง ๆ ว่า คนผู้นั้นดูเหมือนจะหลุดพ้นจากอันตรายแล้ว..."
"โอ้?" เจิ้นกั๋วกงประหลาดใจไปวูบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "นี่เป็เื่ดี!"
"เช่นนั้น... นักพรตอย่างข้าได้ยินมาว่า ชายหนุ่มที่ท่านแม่ทัพช่วยไว้ระหว่างทางฟื้นขึ้นมาั้แ่เมื่อวานแล้ว ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพได้ลองไถ่ถามดูหรือไม่ว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร"
"เมื่อวานข้าถามไปคร่าว ๆ แล้ว ยังไม่ทันได้ถามให้ละเอียด..." เจิ้นกั๋วกงตอบไปตอบมา สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป "ที่ปรึกษาเหยาหมายความว่าอย่างไร"