ทุกคนคงถึงกับช็อคไปในทันทีพูดอะไรไม่ออก แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลยไม่มีความคิดเห็นของใครจะสำคัญเท่าความคิดเห็นของคนที่กำลังจ้องหน้าเขาอยู่ในขณะนี้อีกต่อไปผู้หญิงที่สร้างความระทึกใจให้เกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้
“จริงหรือคะ”
“คุณตั้งใจจะถามผมว่าผมอยากอยู่ใกล้คุณทุกครั้งที่คุณต้องการความช่วยเหลือยังงั้นใช่ไหม...” เมื่อเธอพยักหน้ารับ เจคก็ตอบว่า “แน่นอน แบนเนอร์”เขาไล้ปลายนิ้วอยู่กับเรียวปาก “ไอ้คนสาระเลวนั่นมันทำร้ายคุณหรือเปล่า”
“เปล่า”
“แน่นะ”
“แน่ค่ะเพราะคุณเข้ามาช่วยไว้ได้ทันพอดี”
เจคประคองใบหน้าเธอไว้ และแบนเนอร์ก็พลิกหน้าลงหาฝ่ามือของเขาเจคบอกกับตัวเองอยู่ว่า ถ้าเขายังสัมผัสเธออยู่อย่างนี้ตลอดไปมันหมายถึงว่าเขาจะต้องทำอะไรที่โง่ ๆ ลงไปอีกอย่างแน่นอน แต่...ใคร ๆในโลกนี้เขาก็จูบกันบนรถไฟออกเยอะแยะไป ทำไมเขาจะต้องตะขิดตะขวงใจด้วยเล่า...
เขาเหลือบตามองไปทางลีกับมิคาห์ที่นั่งเล่นไพ่กันอยู่เมื่อครู่แต่ตอนนี้ต่างคนต่างเอาหมวกปิดหน้าหัวพิงอยู่กับพนักเก้าอี้หลับสนิทอยู่ด้วยกันทั้งคู่
เจคโอบไหล่แบนเนอร์รั้งร่างเธอเข้ามาแนบก้มศีรษะประทับจูบลงมันเป็นจูบที่ดูดดื่มแสนหวานอย่างที่แบนเนอร์เฝ้าใฝ่หามานานแสนนาน เมื่อเขาถอนริมฝีปากออกนั้นเจคก็ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
“หลับเสียเถอะเมื่อคุณตื่นขึ้นคราวนี้เราก็ถึงบ้านแล้ว”
เขากกกอดร่างนั้นให้ซุกซบอยู่กับแผงไหล่และแบนเนอร์ก็หลับตาถอนหายใจอย่างเปี่ยมสุข
คำว่า “บ้าน”มีความหมายอันสำคัญยิ่งสำหรับแบนเนอร์ ขณะที่เธอซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเจคเป็นครั้งแรกที่มิได้รู้สึกว้าเหว่อีกต่อไปและความอบอุ่นจากร่างกายของเขาก็ยังถ่ายทอดเข้าสู่ตัวด้วยขับไล่ความรู้สึกนึกคิดหลากหลายที่ไม่พึงปรารถนาออกไปจนหมดสิ้น...
ตอนที่เจคปลุกแบนเนอร์ให้ตื่นขึ้นนั้นฝนกำลังตกลงมาอย่างหนักเขาพรมจูบลงตรงขมับกระซิบเรียกอยู่ข้างหู
“แบนเนอร์ เรากำลังจะถึงลาร์เซนแล้ว”
เธอขยับตัวบิดกายขับไล่ความเมื่อยขบ เปิดปากหาวน้อย ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นและทันทีที่เห็นหน้าเจคเธอก็ยิ้มให้ ซึ่งเขาก็ยิ้มตอบลดมือที่โอบไหล่ลงเพราะสังเกตเห็นอยู่ว่าลีกับมิคาห์ที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ฟากตรงข้ามกำลังขยับตัวอยู่ด้วยเช่นกันผู้โดยสารคนอื่น ๆ กำลังรวบรวมข้าวของเตรียมตัวลงเมื่อรถเข้าเทียบชานชาลา
แบนเนอร์ขยับขึ้นนั่งตัวตรงพยายามใช้มือลูบไล้เสื้อผ้าที่ยับยุ่ง ทั้งที่ลึกลงไปในใจอยากสำรวจความรู้สึกจากสีหน้าของเจคในยามนี้เสียเหลือเกินว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างที่กกกอดเธอไว้ในอ้อมแขนทั้งคืนเช่นนั้น
แต่ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทำอะไรได้เพราะเมื่อถึงสถานีทุกคนจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องการต้อนวัวลงจากนั้นยังต้องไปเอาเกวียนและออกเดินทางกลับบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะสับสนยุ่งยากเนื่องจากฝนตกลงมาอย่างไม่ขาดสายเช่นนี้
เมื่อทุกคนลงมายืนรวมตัวกันอยู่ตรงชานชาลาเจคเงยหน้าขึ้นมองสายฝนที่ยังตกหนักอยู่
“ถึงยังไงคืนนี้ก็คงต้อนวัวกลับไร่ไม่ได้อยู่ดี”เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ ท่าทางเต็มไปด้วยความครุ่นคิดขณะที่ทุกคนยืนรอฟังคำสั่งเขาอยู่เงียบๆ ลียังเปิดปากหาวเป็นระยะ ๆ พร้อมกับบิดต้นคอขับไล่ความเมื่อยขบอยู่ กะพริบตาถี่ๆ เพื่อให้ตาสว่างขึ้น เจคหันมามองหน้าแบนเนอร์อย่างใช้ความคิด
“แบนเนอร์คุณช่วยไปติดต่อที่คอกม้าเช่าหน่อยนะ ลองถามเขาดูสิ ว่าถ้าเราจะขอฝากวัวไว้ที่นี่ก่อนจนกว่าจะกลับมารับกลับไร่ได้หรือเปล่า”
รอยยิ้มกระจ่างขึ้นบนใบหน้าของแบนเนอร์ดีใจที่เขามองเห็นความสำคัญว่าเธอจะสามารถทำประโยชน์บางอย่างให้ได้บ้าง
“ฉันคิดว่าคงจะเกลี้ยกล่อมให้เขายอมรับไว้ได้หรอกค่ะ”
สุ้มเสียงที่บอกความดีใจทำให้เจคอดยิ้มไม่ได้และยังหลิ่วตาให้เธออีกด้วย
“ดีแล้ว...สำหรับเราสองคนนี่น่ะ...”เขาหันไปทางลีกับมิคาห์ที่ยังอยู่ในอาการงัวเงีย “ตื่นเสียทีสิ...แบนเนอร์ตอนที่เราช่วยกันต้อนวัวลงคุณรีบไปติดต่อได้เลยแต่ว่า...ฝนมันกำลังตกหนักขนาดนี้คุณจะไปไหวไหม”
“ก็ลองถามสองคนนั่นดูสิคะ” เธอย้อนเสียงหวานรีบวิ่งออกไปในท่ามกลางสายฝน
“ว่าไงล่ะ” เจคหันไปถามมิคาห์
“ไม่ต้องห่วงหรอกเขาชอบบังคับให้เราออกไปเล่นน้ำฝนด้วยออกบ่อยไปผิวของแบนเนอร์น่ะเหมือนหลังเป็ดไม่เปียกน้ำกับใครเขาหรอก”
หลังจากนั้นทุกคนก็จัดการผูกอานเข้ากับหลังม้าก่อนจูงมันลงจากรถไฟภายหลังจากที่เจคปรึกษากับนายสถานีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้โดยสารหลงเหลืออยู่บนรถไฟซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้แล้วทุกคนจึงช่วยกันต้อนวัวฝูงนั้นลงซึ่งออกจะเป็นงานหนักอยู่มาก
“ฝนตกนานเท่าไหร่แล้วนี่” เจคตะโกนถามพนักงานรถไฟขณะต้อนวัวลง
“ตั้งแต่ก่อนบ่ายแน่ะ ที่จริงเราก็อยากได้ฝนมากอยู่หรอกเพราะมันร้อนตับแตกมานานแล้ว แต่ไม่ใช่ตกลงมาเหมือนฟ้ารั่วแบบนี้” เขาถ่มน้ำยาเส้นลงกับพื้นชานชาลา ก่อนจะเดินหลบไปเสียทางหนึ่งเพราะไม่ใคร่ไว้ใจสัตว์มีเขาทั้งหลายเท่าไรนัก
แต่ลีกับมิคาห์รื่นเริงบันเทิงใจกันอย่างยิ่งต่างเป่าปาก ตะโกนเสียงดังลั่นและควบม้าไล่ต้อนอย่างสนุกสนาน
“เฮ้ย...ใจเย็น ๆ หน่อย...ใจเย็น...”เจคตะโกนแข่งอยู่กับเสียงฝนและเสียงร้องของวัว “อย่าไปทำให้มันตกใจ เดี๋ยวก็ได้วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกันหมดหรอก”
เมื่อต้อนวัวไปถึงคอกที่แบ่งพื้นที่ให้เช่านั้นแบนเนอร์ได้จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วเจคกับหนุ่มน้อยทั้งสองช่วยกันต้อนวัวเข้าคอกที่เจ้าของคอกเตรียมไว้ให้โดยแยกเป็นสัดส่วนอยู่ห่างจากคอกม้าแบนเนอร์ขอบใจเขาอย่างมากเมื่อคืนม้าตัวที่ขอยืมไปให้
“อยากพักอยู่ในเมืองนี่สักคืนก่อนไหมล่ะแบนเนอร์”เจคเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสารจับใจ เพราะแม้เธอจะคุยโวโอ้อวดว่าตัวเองสามารถตากฝนได้แต่ขณะนี้ก็ยังยืนตัวสั่นงันงกด้วยความเหน็บหนาว
“ไม่ค่ะ ฉันอยากกลับบ้านมากกว่า”
เขาพิจารณาคำพูดของเธออยู่เป็นครู่ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกแววครุ่นคิดเขาเองก็เปียกโชกทั้งเนื้อตัวด้วยเช่นกัน
“ถ้าจะกลับบ้านจริง ๆ ก็ต้องทิ้งเกวียนไว้ที่นี่ก่อนไว้ให้ฝนหยุดแล้วค่อยกลับมาเอาเพราะถึงยังไงก็คงขับไปตามถนนที่เป็นหล่มโคลนไม่ได้อยู่แล้ว”
“ถ้ายังงั้นคุณก็คงอยากใช้ม้าต่ออีกสักวันหรือสองวันสินะ”เจ้าของคอกเอ่ยขึ้นเป็นเชิงถาม
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจแบนเนอร์ขี่ม้าตัวเดียวกับผมได้” เจคตอบ “แต่ถ้าคุณให้เราขอยืมผ้าสักผืนก็จะขอบใจมาก ว่าแต่คุณมีสำรองหรือเปล่าล่ะ”
ตอนที่ทุกคนขี่ม้าออกจากตัวเมืองนั้นออกจะเป็นภาพที่น่าเวทนาอยู่ มิคาห์กับลีนั้นต่างซุกตัวอยู่กับอานม้าและต่างก็เสียดายเหลือเกินที่การเดินทางเที่ยวนี้น่าตื่นเต้นที่สุดที่ต้องจบลงในเวลาอันสั้น
แบนเนอร์ซ้อนอยู่บนหลังม้าด้านหน้าของเจคมีผ้าห่มผืนใหญ่ห่อตัวไว้มิดชิดอ้อมแขนของเขาโอบร่างเธอไว้เพื่อคุ้มครองให้ปลอดภัยแต่แม้ละไออุ่นจากเรือนกายที่ถ่ายทอดมาก็ยังไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นที่ซึมแทรกเข้าไปในกระดูกดำยามนี้ได้
ถ้าเป็นเวลาอื่นเธอคงมีความสุขยิ่งนักที่ได้ขี่ม้าตัวเดียวกับเขาเช่นนี้ขณะที่อ้อมแขนโอบอยู่รอบตัว ศีรษะแนบอยู่ด้วยกันแต่ยามนี้เธอทรมานกับความหนาวเย็นของอากาศเกินกว่าจะมีความสุขได้
เมื่อมาถึงสะพานที่แบ่งแยกริเวอร์เบนด์ กับที่ดินของแบนเนอร์ออกจากกัน ทุกคนก็รั้งบังเหียนให้ม้าหยุดวิ่งลง
“จะไปไหนล่ะ จะกลับริเวอร์ เบนด์หรือกลับไปบ้านเลย” เจคเอ่ยถามขึ้น
แบนเนอร์นึกถึงเตียงนอนอบอุ่นที่เคยคุ้นมาแต่เล็กแต่น้อยมันเป็นสิ่งที่ยั่วใจอยู่ แต่ขณะนี้เธอทั้งเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียยังไม่อยากเล่าถึงเรื่องการเดินทางเที่ยวนี้ให้พ่อแม่ฟังเพราะแน่ใจอย่างที่สุดว่าจะต้องถูกซักถาม ยิ่งกว่านั้นเธอก็ยังคิดถึงบ้านหลังเล็กๆ ที่เป็นสมบัติของตัวเองมากกว่า
“กลับบ้านเถอะค่ะ”
เขาไม่จำเป็นต้องถามย้ำเลยว่าบ้านไหนเพียงแต่จ้องลึกลงไปในดวงตาเธอเป็นครู่ก่อนจะหันไปบอกลีกับมิคาห์ว่า
“แบนเนอร์จะข้ามไปฟากโน้นช่วยบอกทุกคนด้วยก็แล้วกันว่าเขาปลอดภัยดีและการเดินทางเที่ยวนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยและถ้าพรุ่งนี้ฝนยังตกหนักอยู่อย่างนี้ละก็บอกคนงานสามคนนั่นด้วยก็แล้วกันว่าไม่ต้องข้ามไปทำงานหรอกให้เขาพักกันสักวันคงจะไม่ว่าอะไรใช่ไหมแบนเนอร์”
อย่างน้อยเขาก็ยังถามความเห็นจากเธอบ้างซึ่งแบนเนอร์ก็พยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ
“เวลาข้ามสะพานระวังหน่อยนะเจค”มิคาห์ตะโกนเตือนมา “น้ำมันสูงเหลือเกิน”
ซึ่งเจคเองก็สังเกตเห็นในสิ่งนั้นอยู่ขณะนี้กระแสน้ำในแม่น้ำส่วนนี้อยู่ต่ำจากสะพานเพียงไม่กี่ฟุต
“ไม่ต้องห่วง เราจะไปกันช้า ๆสองคนกลับบ้านได้แล้ว อย่าลืมบอกทุกคนด้วยล่ะว่าเราสบายดีไม่ต้องห่วง”
เขามองตามหลังหนุ่มน้อยทั้งสองที่ขี่ม้าจากไปแล้วจึงโอบร่างแบนเนอร์ไว้ในอ้อมแขนที่แน่นกระชับ บังคับสตอร์มมี่ให้เดินช้า ๆข้ามสะพานไป และสัญชาตญาณก็บังคับมันอยู่ด้วยเช่นกันเมื่อจะก้าวเดินอย่างระมัดระวังโดยมีเจคคอยควบคุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง
แม้จะอยู่ในท่ามกลางความมืดแต่แบนเนอร์ก็ยังสังเกตเห็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่างเนื้อตัวสั่นระริกด้วยความหนาวจำต้องซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเจคแน่นขึ้นขณะนี้เธอไม่ใคร่สบายนัก เพียงแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้มีความรู้สึกว่าเมื่อถึงบ้านแล้วอาการน่าจะดีขึ้นอย่างน้อยมันก็ยังเป็นสิ่งที่เธอพยายามปลอบใจตัวเองอยู่