ตอนที่ไป๋ซูเถียนบอกพี่ชายถึงเื่ที่ดินที่ตนเพิ่งได้ ไป๋ซีเฉิงมึนไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “เหมืองผลึกเวทย์หรือ?”
“เ้าค่ะ..” ไป๋ซูเถียนรับคำด้วยรอยยิ้มสดใส “นั่นเป็เหมืองที่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบ อาจต้องเสียเวลาขุดบ้าง… พี่ใหญ่ไปกับข้านะเ้าคะ”
น้องสาวเอ่ยปากแน่นอนว่าเขาต้องไปกับนาง ทว่า… “เป็ผู้ใดขายที่ดินผืนนี้ให้เ้า?” ไป๋ซีเฉิงกำลังคิดไปถึงว่า..น้องสาวเขาถูกผู้ใดหลอกขายที่ดินมาใช่หรือไม่?
สีหน้าอาฆาตของพี่ชายสื่อความหมายชัดเจนยิ่งนัก ไป๋ซูเถียนรู้ว่าเขาคิดอะไรจึงหลุดหัวเราะออกมา “ข้าไม่ได้ถูกหลอกนะเ้าคะ เ้าของที่ดินคนเก่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ดินนี้มีผลึกเวทย์อยู่ หากเขารู้เข้าคงกลั้นใจตายเป็แน่” นึกถึงสีหน้าของเถ้าแก่ร้านยาจอมโลภ ไม่รู้ว่าเว่ยจงผู้นั้นจะเสียดายเพียงใด หากรู้ว่าตนเพิ่งแลกเปลี่ยนเหมืองผลึกเวทย์ราคาหลายล้านตำลึงกับตำรับยาปลูกผม!
เห็นนางมั่นใจเพียงนี้ผู้เป็พี่จึงตัดสินใจยอมไปดูสักครั้ง.. อย่างไรนั่นก็เป็ความหวังที่จะกลบไอมารในตัวนางได้ “พี่จะส่งจดหมายไปแจ้งกับสถานศึกษาก่อน พรุ่งนี้เช้าก็ไปกับเ้าได้แล้ว”
เื่ของน้องสาวไป๋ซีเฉิงไม่เคยรอช้า.. หากเื่เหมืองนั่นเป็เื่จริง ไป๋ซูเถียนอาจต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อดูดซับผลึกเวทย์ ชายหนุ่มจึงตั้งใจว่าจะลางานสักหนึ่งอาทิตย์เพื่อนาง
ูเาอวิ๋นตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกล หากนั่งรถม้าก็เสียเวลาแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น เพราะเื่เหมืองผลึกเวทย์ควรเก็บเป็ความลับ สองพี่น้องจึงเช่ารถม้าโดยให้ไป๋ซีเฉิงเป็ผู้บังคับเอง ไป๋ซูเถียนไม่อยากให้พี่ชายเหงาจึงออกมานั่งข้างนอกด้วยกัน ตลอดทางผู้เป็น้องพูดคุยเื่ราวต่างๆ อย่างสนุกสนาน ไป๋ซีเฉิงแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่รอยยิ้มบนใบหน้าและดวงตาเป็ประกายก็บอกได้ว่ายามนี้เขามีความสุขเพียงใด
เขาน่าจะพานางออกมาเที่ยวตั้งนานแล้ว…
เชิงเขาอวิ๋น สองพี่น้องยืนอยู่หน้าพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่ กะด้วยสายตาก็ประมาณ 100 หมู่ หนึ่งในสามของพื้นที่ถูกเปลี่ยนเป็แปลงสมุนไพรดังที่เว่ยจงเอ่ยอ้าง เพียงว่า..สมุนไพรเหล่านี้มีสภาพแคระแกร็นหงิกงอไม่สมบูรณ์ ทั้งยังมีวัชพืชแทรกขึ้นสูงถึงต้นขา ดูเหมือนคุณภาพดินแถวนี้คงไม่ดีนัก เมื่อผลผลิตไม่เป็ไปตาม้า เ้าของจึงไม่สนใจมาดูแล
“ที่แห้งแล้งแถมอยู่ใกล้สถานกักกันโรค ยังกล้าโก่งราคาถึงหมื่นตำลึง… เว่ยจงผู้นี้ช่างทำให้คนได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ” เสียงใสส่ายหน้าบ่นพึมพำ
…โชคดีสิ่งที่นาง้าไม่ใช่ที่ดิน
เนื้อหาในนิยายกล่าวว่าหลันซีเซียนหลบหนีออกจากสถานกักกัน ระหว่างหาทางกลับเข้าเมืองก็กลิ้งร่วงลงไปจากไหล่เขา ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าโพรงหินจะนำนางเข้าสู่ถ้ำที่เต็มไปด้วยผลึกเวทย์ ในเมื่อสถานกักกันอยู่บนยอดเขาอวิ๋น ดังนั้นหากจะตามรอยหลันซีเซียน นางก็ต้องเดินขึ้นเขาไป
ไป๋ซูเถียนนำพี่ชายลัดเลาะไปตามแนวไหล่เขา ระหว่างทางก็มองหาจุดที่น่าจะพอให้ ‘กลิ้งร่วง’ ลงไปได้ แต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบสักที่…
ไหล่เขานี้มีคนผ่านไปมาเป็ประจำ ไม่เพียงไม่ชันแต่พื้นผิวยังราบเรียบอย่างมาก จะหาหินขวางทางสักก้อนยังยาก ส่วนความกว้าง… ่ที่แคบที่สุดอย่างน้อยก็ต้องมีสาม่แขน ต่อให้หลันซีเซียนซุ่มซ่ามจนเดินสะดุดขาตัวเองก็ไม่น่าร่วงลงไปได้..
‘…โชคของนางเอก นางร้ายอย่างไป๋ซูเถียนคงเข้าไม่ถึงจริงๆ’
ไป๋ซีเฉิงเห็นน้องสาวสอดส่ายสายตามาพักใหญ่ทั้งยังมีสีหน้าท้อใจ ก็รู้ว่านางคง้าความช่วยเหลือ “เ้ามองหาอะไร ..?”
“โพรงเล็กๆ เ้าค่ะ อยู่ด้านล่างแต่ข้าไม่แน่ใจว่าบริเวณไหน” หญิงสาวตอบโดยไม่หันกลับมา “หน้าโพรงจะมีไม้พุ่มเตี้ยๆ สองสามพุ่ม แต่ว่าหากมองจากตรงนี้คงไม่เห็นแน่” เสียงใสเอ่ยพลางพยายามยืดตัวชะโงกมองลงไปด้านล่าง จากไหล่เขาถึงพื้นแม้ไม่สูงนักแต่ก็มีต้นไม้หนาทึบบดบัง.. ไป๋ซูเถียนจึงไม่อาจเห็นพื้นที่ด้านล่างได้ถนัดตา
‘ยังว่าไม่ถูกหลอก.. ดูอย่างไรก็เหมือนฟังคนเล่ามาอีกทีชัดๆ’ ไป๋ซีเฉิงยิ้มอ่อนใจขณะมองน้องสาวพยายามแหวกพงหญ้าข้างทาง
“มานี่สิ…”
ไป๋ซูเถียนหันมองพี่ชายอย่างงุนงงก่อนจะเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา ผู้เป็พี่รวบแขนครั้งหนึ่งก็อุ้มน้องลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำเอาหญิงสาวที่ไม่เคยบินในรูปแบบนี้ใจนตัวเกร็ง
“กลัวหรือ…? ตอนเด็กๆ เ้าชอบให้พี่พาเ้าเหาะขึ้นฟ้ามากนี่” ไป๋ซีเฉิงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ หรือตอนนั้นนางยังเด็กเกินไปจึงจำไม่ได้กันนะ
ไป๋ซูเถียนยิ้มแห้งๆ ขณะพยายามกลบเกลื่อนความกลัวของตัวเองอย่างสุดความสามารถ “เอ่อ.. ตอนนี้ก็ชอบเ้าค่ะ แค่ใไปหน่อยเท่านั้น”
เห็นน้องสาวเริ่มผ่อนคลายไป๋ซีเฉิงจึงค่อยปล่อยนางลงยืน… ชายหนุ่มสร้างวงกลมใสครอบตัวพวกเขาไว้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ตอนนี้ร่างของทั้งคู่เหมือนลอยอยู่ในลูกโป่งกลางอากาศ
‘นึกเสียว่าพานางมาเที่ยวเล่นก็แล้วกัน’ เื่เหมืองผลึกเวทย์ไป๋ซีเฉิงไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่นัก ดวงตาอ่อนโยนมองน้องสาวย่อตัวลงนั่ง.. ได้ััพื้นผิวที่แข็งราวกับแก้วนางจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้าง
“วิวบนนี้สวยดีนะเ้าคะ”
หญิงสาวที่เริ่มปรับตัวได้ก็เริ่มมองสำรวจรอบตัว ทิวทัศน์จากมุมสูงดูแปลกตา ลูกแก้วโปร่งใสทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบด้าน กำแพงเมืองหลวงสีขาวตั้งตระหง่านมองเห็นได้แต่ไกล ลำธารเล็กสายหนึ่งทอดยาวผ่านมุมแปลงสมุนไพรของนาง… เทือกเขาเขียวขจีตัดกับสีน้ำตาลของพื้นที่เพาะปลูกด้านล่าง ฉับพลันไป๋ซูเถียนก็เห็นอะไรบางอย่างที่ดึงดูดสายตานาง
“พี่ใหญ่.. ตรงนั้นเ้าค่ะ!!” มือเล็กชี้ลงไปด้านล่าง ท่ามกลางพงไม้รกทึบ พุ่มไม้เล็กๆ สีเงินดูโดดเด่นอย่างมาก ไป๋ซีเฉิงมองตามมือของนางแล้ว ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
“กล้วยไม้เวทย์หรือ..!?” ชายหนุ่มบังคับลูกแก้วให้ลอยลงมาบนพื้นอย่างรวดเร็ว…
เบื้องหน้าเขาคือพุ่มไม้สีเงินที่สูงเพียงเข่า ทว่าสำหรับไป๋ซีเฉิง…กล้วยไม้เวทย์ขนาดใหญ่เช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
กล้วยไม้เวทย์จัดเป็ไม้ประดับที่บอบบางและมีราคาแพงมาก เพราะมันเลี้ยงยากต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยปราณเวทย์จึงจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้ ปกติแล้วมักมีขนาดเพียงข้อนิ้วจนถึงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น ใน่บ้านเมืองสงบเหล่านักเวทย์ว่างงานจนไม่มีอะไรทำ ถึงกับจัดการประกวดแข่งขันว่ากล้วยไม้เวทย์ของใครจะมีขนาดใหญ่และสวยงามมากกว่า เพราะนั่นย่อมแสดงถึงความสามารถด้านพลังเวทย์ของคนผู้นั้น
‘ในเมื่อมีกล้วยไม้เวทย์เติบโตอยู่ที่นี่…บริเวณนี้คงจะมีเหมืองผลึกเวทย์อยู่จริงๆ’ ความหวังโลดขึ้นในดวงตา ไป๋ซีเฉิงหันมองน้องสาวก็เห็นนางกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่หน้าโพรงหินขนาดเล็ก
“พี่ใหญ่เ้าคะ โพรงเล็กเกินไปพี่คงเข้าไปไม่ได้… ถ้าอย่างไรให้ข้า…”
“เ้าหลบไปก่อน” กล่าวเท่านั้นในมือของเขาก็ปรากฏก้อนะเิเวทย์สีขาวลูกหนึ่ง ไป๋ซูเถียนตาสว่างวาบก่อนจะรีบวิ่งอ้อมมาหลบอยู่ด้านหลัง
“ระวังหน่อยนะเ้าคะ ในถ้ำมีผลึกเวทย์” ไป๋ซีเฉิงพยักหน้ารับ ไม่ถามว่านางรู้ได้อย่างไร ในเมื่อน้องสาวพาเขามาที่นี่ได้เื่ที่นางพูดก็ย่อมเป็ไปตามนั้น
ะเิเวทย์ก้อนเท่ากำปั้นแตกออกเป็ก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าเม็ดถั่วจำนวนมาก ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในร่องหินบริเวณปากถ้ำ จากนั้นไป๋ซีเฉิงจึงค่อยบังคับให้มันะเิออกทีละลูก
เศษหินก้อนแล้วก้อนเล่าร่วงลงกับพื้นพร้อมกับโพรงหินที่ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว.. การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการใช้สิ่วกะเทาะอย่างระมัดระวัง ยิ่งโพรงถ้ำกว้างขึ้นไป๋ซีเฉิงก็ััได้ถึงไอเวทย์มากมายที่ล้นทะลักออกมา ไม่ต้องสงสัยอีกแล้วด้านในนี้ย่อมมีผลึกเวทย์จำนวนมหาศาลอยู่เป็แน่
‘ปังงง…’ ะเิลูกสุดท้ายะเิออก ไป๋ซีเฉิงใช้มือสะบัดเวทย์ไล่ฝุ่นควันจากนั้นภาพอันงดงามก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา
โถงถ้ำกว้างมีแสงสีขาวเรืองรองอยู่ด้านใน จำนวนของมันมากพอที่จะทำให้พวกเขาตาพร่า เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำภาพที่เห็นก็ยิ่งงดงาม คล้ายว่าตนเองกำลังจ้องมองกลุ่มดาวบนท้องฟ้ายามราตรี
“ดูเหมือนจะเป็ผลึกเวทย์ระดับกลาง” ไป๋ซีเฉิงเอ่ยพลางเอื้อมมือไปััผนังถ้ำ ผลึกเวทย์ก้อนเท่าฝ่ามือก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มหลับตารวบรวมสมาธิไอสีขาวลอยขึ้นมาจากผลึกเวทย์ก่อนจะหายไปในตัวเขา จากนั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจผลึกเวทย์ก้อนนั้นก็สลายไป
อัตราการดูดซับอันรวดเร็วเช่นนี้หากใครมาเห็นคงใอย่างมาก โดยปกติแล้วผลึกเวทย์ก้อนหนึ่งไม่ใช้เวลาถึงครึ่งเค่อย่อมไม่อาจดูดซับได้ … ไป๋ซีเฉิงช่างมีพร์โดยแท้
“รู้สึกอย่างไรบ้างเ้าคะ พลังเวทย์ในตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่?” ผู้น้องห่วงเพียงการพัฒนาของพี่ชาย นางไม่รู้เื่ความเร็วของการดูดซับผลึกเวทย์จึงไม่ได้แสดงความชื่นชมออกมา และไป๋ซีเฉิงก็ไม่คิดจะเอ่ยถึงเื่นี้เช่นกัน
“อืมม.. หากได้ดูดซับสักร้อยก้อนอาจจะบรรลุจอมเวทย์ได้”
“แล้วจอมเวทย์ขั้นสูงล่ะเ้าคะ?” จอมเวทย์นั้นมีสามระดับ คือระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง ใจของไป๋ซูเถียนนาง้าให้พี่ชายแข็งแกร่งในระดับไร้เทียมทาน จะได้ไม่มีผู้ใดสามารถทำอันตรายเขาได้อีกต่อไป
เห็นดวงตาน้องสาวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ไป๋ซีเฉิงก็หัวเราะออกมา “เ้าเห็นพี่เก่งกาจเพียงนั้น?”
“ผลึกเวทย์มีไม่พอหรือเ้าคะ?”
“พอสิ… เพียงแต่การเลื่อนขั้นไม่อาจเร่งรีบเกินไป อย่าว่าแต่เ้าเป็คนค้นพบที่นี่ ผลึกเวทย์พวกนี้ควรให้เ้าดูดซับก่อน ที่เหลือแล้วค่อยให้พี่” ไป๋ซีเฉิงยังคงไม่ลืมจุดประสงค์หลักที่มาที่นี่ ใบหน้าหล่อเหลายามนี้สดใสอย่างยิ่งเขาไม่ต้องกังวลเื่ผลึกเวทย์ของนางอีกแล้ว
“ไม่เอาหรอกเ้าค่ะ … ข้ายกให้พี่หมดเลย” ไป๋ซูเถียนโบกมือปฏิเสธทันควันนางแค่อยากให้พี่ชายของนางเก่งกาจ ส่วนตัวนางแค่อยากใช้ชีวิตอยู่ข้างๆ เขาอย่างสงบเท่านั้น ทว่าไป๋ซีเฉิงไม่ยินยอม
“ไม่ได้…ไม่เช่นนั้นไอมารในตัวเ้าจะทำอย่างไร?”
ไป๋ซูเถียนก้มหน้าหลบสายตาเข้มงวดของพี่ชาย ทุกคนรู้ดีว่าไอมารไม่อาจกำจัดได้ มีแต่ต้องกดข่มและปกปิดไว้เท่านั้น หากนางบอกว่าไอมารในตัวนางไม่เหลือแล้ว พี่ใหญ่จะสงสัยว่านางไม่ใช่น้องสาวของเขาหรือไม่?
สุดท้ายเพราะไม่อาจหาข้ออ้างจึงได้แต่พยักหน้ารับปาก
“เ้าเคยฝึกเวทย์สายมาร ่ดูดซับผลึกเวทย์อาจพบความยากลำบากบ้าง แต่ไม่ต้องห่วง..พี่จะอยู่ข้างๆ เ้า”
ไป๋ซูเถียนยิ้มแห้งให้พี่ชาย เื่ที่เขาพูดนางไม่กังวลสักนิด เพราะเพียงย่างเท้าเข้ามาในถ้ำ หญิงสาวก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าผลึกเวทย์พวกนี้อยากพุ่งเข้าร่างของนางเต็มที…
ห่วงก็เพียงร่างกายประหลาดนี้จะเหลือผลึกเวทย์ไว้ให้ผู้อื่นหรือไม่เท่านั้น
“พี่ใหญ่ดูดซับก่อนเถิดเ้าค่ะ ที่นี่อย่างน้อยก็มีหลายหมื่นก้อน ข้าคงไม่ดูดหมดหรอก อีกอย่างข้าอยากให้พี่แสดงให้ข้าดูก่อนด้วยเ้าค่ะ” เพื่อความมั่นใจ…ให้เขาลงมือก่อนจะดีกว่า
ไป๋ซีเฉิงนึกว่าน้องสาวกลัวจริงจึงพยักหน้ารับ ชายหนุ่มนั่งลงกับพื้นก่อนจะสะบัดมือไปในทิศต่างๆ ครู่หนึ่งผลึกเวทย์กว่าร้อยก้อนก็มากองอยู่ตรงหน้า มือแกร่งยื่นไปเหนือกองผลึกสีขาวกระจ่างก่อนจะหลับตาลง ไอเวทย์สีขาวพลันลอยขึ้นมาก่อนจะหายไปในมือของเขาอย่างต่อเนื่อง
การดูดซับผลึกเวทย์หนึ่งร้อยก้อนในคราวเดียวเป็เื่ยากลำบากกว่าการทะยอยดูดทีละก้อนมาก อย่างไรก็ตามไป๋ซีเฉิงก็ยังสมเป็นักเวทย์อัจฉริยะ ชายหนุ่มสามารถดูดซับผลึกเวทย์กองพะเนินนั่นในเวลาเพียงแค่สองชั่วยาม
ไป๋ซูเถียนตอนแรกก็ยังมองพี่ชายอย่างกระตือรือร้น ต่อเมื่อเวลาครึ่งชั่วยามแรกผ่านไป ร่างพี่ชายยังคงนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว ทำให้หญิงสาวเริ่มเบื่อขึ้นมา ครู่หนึ่งตากลมโตก็หรี่ปรือจนเผลอหลับไป
‘วูมมม…’ แรงสั่นะเืบนพื้นทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวอีกครั้ง และเมื่อลืมตาขึ้นหญิงสาวก็พบร่างของพี่ชายลอยอยู่ในอากาศ ไอเวทย์สีขาวรอบตัวเขาเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าเดิม ดวงตาเหลือบเงินของไป๋ซีเฉิงยามนี้เปลี่ยนเป็สีเงินครึ่งสีเขียวครึ่ง เป็สัญลักษณ์ว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับขั้นจอมเวทย์แล้ว
“โฮกกก….” จู่ๆ เสียงคำรามทรงพลังะเืถึงฟ้าก็ดังขึ้นจากร่างกายของไป๋ซีเฉิง…
ในนิยายเอ่ยว่า..ยามนักเวทย์บรรลุระดับจอมเวทย์ จิติญญาในร่างจะให้กำเนิดสัตว์เวทย์ขึ้นมา… ยิ่งนักเวทย์ที่มีพร์สูงสัตว์เวทย์ที่ปรากฏตัวขึ้นก็ยิ่งร้ายกาจ สัตว์เวทย์ระดับสูงสุดย่อมเป็สัตว์เทพทั้งสี่ ได้แก่ ั กิเลน หงสา พยัคฆ์ขาว …หลายร้อยปีแล้วที่สัตว์เทพไม่ปรากฏตัวขึ้นมา
ทว่ายามนี้…หนึ่งในนั้นกำลังปรากฏกายขึ้นต่อหน้านางแล้ว
เสือขาวขนาดสูงกว่าสองจั้ง ดวงตาสีเขียวดูทรงอำนาจสมเป็าาแห่งป่า บนศีรษะปรากฏเขาสีเงิน … เสียงคำรามจากสัตว์เทพบันดาลให้เกิดลมพายุในละแวกใกล้เคียง สัตว์เวทย์ทั้งหลายในรัศมีสิบลี้ต่างหวาดผวา ทรุดตัวลงคำนับให้การกำเนิดของหนึ่งในสี่สัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่
ไป๋ซีเฉิงลอยกลับลงมายืนบนพื้นอีกครั้ง ไป๋ซูเถียนรีบวิ่งเข้าไปหาพลางเอียงศีรษะพิจารณาสัตว์เวทย์ของพี่ชายอย่างสนใจ
“ไม่ต้องกลัว มันไม่มีทางทำร้ายเ้า” ราวกับจะยืนยันคำพูดนั้น เสือขาวตัวั์ก้มศีรษะลงถูไถกับร่างของนางด้วยท่าทางเชื่องอย่างมาก ไป๋ซูเถียนรู้สึกจั๊กจี้กับหนวดแข็งๆ นั่นจนหัวเราะออกมา… จิติญญาของพี่ชายย่อมไม่มีทางคิดร้ายกับนางอยู่แล้ว
“ตาเ้าบ้าง…” สายตาคะยั้นคะยอแฝงด้วยความเอ็นดูทำให้ไป๋ซูเถียนไม่อาจปฏิเสธได้
“พี่ใหญ่ออกไปรอข้างนอกได้ไหมเ้าคะ?” นางไม่แน่ใจจริงๆ ว่ายามดูดซับปราณจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ควรทำให้พี่ชายใเกินไปนัก
ไป๋ซีเฉิงพยักหน้ารับอย่างง่ายๆ การดูดซับผลึกเวทย์นั้นไม่มีอันตราย เพียงแค่ดูดซับได้ช้าหรือเร็วเท่านั้น …ไม่แน่ว่าหากไม่มีเขาคอยมองนางอาจสบายใจกว่า
เมื่อพี่ชายจากไป หญิงสาวเหลือบมองผลึกเวทย์รอบตัวอย่างหวาดๆ พวกมันกระพริบวิบวับเหมือนเห็นนางเป็อาหารอันโอชะก็ไม่ปาน หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหลับตาลงสูดหายใจลึกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งสีหน้าของหญิงสาวก็สงบนิ่งอย่างมาก แสงสีเงินในดวงตากระพริบวาววับงดงามยิ่งกว่าผลึกเวทย์รอบตัวเสียอีก
“เอาล่ะ .. มาเถอะ” ไม่จำเป็ต้องเสียเวลานำพวกมันมากองตรงหน้า เพียงนางเอ่ยปาก ผลึกเวทย์นับหมื่นก้อนเปล่งแสงขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะแปรเป็ไอเวทย์สีขาวพุ่งเข้ามาหานางจากทุกทิศทาง!
วูบหนึ่งที่ไป๋ซูเถียนรู้สึกหายใจไม่ออก แรงกดที่พรั่งพรูเข้ามานั้นมหาศาลและรวดเร็วยิ่งนัก… เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ผลึกเวทย์กว่าหนึ่งพันก้อนก็ถูกนางดูดซับเข้าไปอย่างง่ายดาย… ทว่าไม่เหมือนกับทุกครั้ง ภายในตัวของนางหญิงสาวรู้สึกถึงลูกแก้วสีเงินลูกหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นจากไอเวทย์เหล่านี้
สร้างลูกแก้วเวทย์ได้ก็หมายถึงสำเร็จระดับนักเวทย์ นับจากนี้นางสามารถใช้เวทย์ได้แล้ว!
ขณะที่นึกดีใจ..ลูกแก้วในตัวนางกลับเปล่งประกายวูบวาบ ทันใดนั้นปราณอีกระลอกก็พุ่งเข้ามาหาคราวนี้ใหญ่กว่าเดิมเกือบสิบเท่า พวกมันพุ่งเข้าไปรวมกันในลูกแก้วสีเงินลูกนั้น
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม…ไป๋ซูเถียนได้แต่นั่งนิ่งเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ลูกแก้วนี้จะอิ่ม… หญิงสาวเฝ้ามองมันขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายไข่ใบั์ ในตอนที่ผลึกเวทย์อีกสองพันก้อนหายเข้าไปในตัวนาง นางก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในไข่ใบนั้น
‘สัตว์เวทย์หรือ? … เช่นนั้นข้าก็กำลังเลื่อนระดับเข้าสู่ระดับจอมเวทย์น่ะสิ!’
จะบอกว่าแปลกใจก็คงใช่แต่กลับไม่ได้มากมายอะไรนัก คงเพราะจากเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้นางค่อนข้างเคยชินอยู่บ้าง… ร่างกายของนางมารผู้นี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
‘… กินจุเพียงนี้ ข้างในจะเป็ตัวอะไรกันนะ?’ ความคิดที่ว่าตนเองกำลังจะให้กำเนิดอะไรบางอย่างทำให้หญิงสาวอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งเห็นเงายืดย้วยเป็เส้นขดอยู่ด้านในไข่ ก็ยิ่งทำให้นางคาดเดาไปต่างๆ นาๆ
‘สี่สัตว์เทพที่เหลือก็คือั หงส์ และกิเลน … ดูจากสภาพแล้ว… คงไม่ใช่ัหรอกนะ?!’
ไป๋ซูเถียนตายเพราะถูกัเหยียบ!
จิตใจหญิงสาวสั่นไหวเมื่อคิดว่า สิ่งมีชีวิตที่ตนอยากหลบเลี่ยงที่สุดจะกลายมาเป็สัตว์เวทย์คู่กายของนาง ขณะคิดกลัวไปวุ่นวายไข่ใบั์ก็แตกออกพร้อมกับแสงสว่างอันเจิดจ้าไปทั่วถ้ำ… พร้อมกับเสียงกู่ร้องก้องกังวาน…
“ปู้ววว…”
เสียงประหลาดที่เกิดจากการสะท้อนของผนังถ้ำเบาลงเรื่อยๆ ไป๋ซูเถียนพบว่าตนเองกำลังจ้องมองสัตว์เวทย์หน้าประหลาดที่ไม่สามารถระบุสายพันธ์ุ
สัตว์เวทย์ตัวนี้ขนาดเท่าอ่างล้างหน้า ร่างกายวาววับโปร่งแสงคล้ายฟองสบู่ที่ลอยได้ ยามเคลื่อนตัวในอากาศยังยืดย้วยไปมา ดูอ่อนแอบอบบางจนคล้ายจิ้มเบาๆ ก็แตก ตาสีเงินเล็กๆ ไม่มีจมูก ปากบุ๋มลงเป็วงกลมดูไร้เดียงสา ยามนี้มันพยายามส่งยิ้มที่ดูประหลาดให้นาง
ปรากฏการณ์ด้านนอกนั้น…
หนอนตัวหนึ่งยังคงพยายามขุดลึกลงไปบนพื้น.. เพื่อหาที่นอนอันอบอุ่น
มดตัวหนึ่งหยุดนิ่ง .. เพื่อหาเส้นทางก่อนจะเดินต่อไป
นอกจากนี้…ก็ไม่มีอะไรแล้ว
“เถียนเอ๋อ…!” ไป๋ซีเฉิงเห็นแสงสว่างจากถ้ำก็วิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นสัตว์เวทย์ของน้องสาวผู้เป็พี่ก็ชะงัก เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเ้าตัวนี้คืออะไร
“พี่ใหญ่… เหตุใดสัตว์เวทย์ของข้าจึงเป็แบบนี้ล่ะ” อุตส่าห์เตรียมใจไว้ตั้งมาก… ไป๋ซูเถียนแยกไม่ออกว่าระหว่างความผิดหวังกับความเขินอาย เห็นพี่ชายวิ่งเข้ามาก็หันไปเอ่ยถามอย่างข้องใจ
ไหนล่ะั ไหนล่ะหงสา ไหนล่ะกิเลน.. แม้แต่กบสักตัวยังดูน่าเกรงขามกว่านี้!
เ้าฟองยืดได้เห็นผู้เป็นายชี้มือมาก็หยุดชะงักก่อนจะพุ่งตัวเข้าหา ร่างโปร่งใสตรงเข้าพัวพันนาง…. ลำตัวนุ่มนิ่มบอบบางกลับให้ััอบอุ่นกว่าที่คาด จิตใจที่สับสนของหญิงสาวพลันสงบลงในชั่วพริบตา ไหนจะเสียงเล็กๆ ที่แฝงกระแสออดอ้อนอย่างน่าสงสาร
“ปู..ปุ ปุ้วว” เ้าตัวกลมถูไถใบหน้านุ่มนิ่มของตนกับแก้มของนางอย่างรักใคร่ ทำให้หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมา เ้าตัวนี้ช่างน่ารัก…ถูกใจนางอย่างมาก
“คิกคิก…ข้ายอมเ้าแล้ว” เอาเถอะ.. ไม่แข็งแกร่งก็ดีแล้ว ไม่ได้จะไปสู้กับใครสักหน่อยนี่นา
บน์ชั้นฟ้า
ตำหนักเทพชะตามีขนาดใหญ่เป็อันดับต้นๆ เหล่าเซียนทั้งหลายล้วนเกรงใจให้หน้า ด้วยว่าเทพชะตาถือเป็เทพชั้นสูงที่มีพลังอำนาจมาก ทั้งยังอารมณ์ร้ายและเ้าคิดเ้าแค้นยิ่งนัก หากบังเอิญทำเสียงดังหรือทำให้เทพชราผู้นี้ขุ่นเคืองใจ เพียงพู่กันเล่มนั้นตวัดวูบเดียวก็อาจส่งใครลงไปรับเคราะห์เบื้องล่างโดยไม่รู้ตัวก็ได้
ยามนี้เซียนบริวารตัวน้อยทั้งหลายกำลังใกับเสียงหัวเราะของเ้าของตำหนัก… หลายวันที่ผ่านมา ท่านเทพอารมณ์ดีอย่างประหลาด ไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรกันที่ทำให้ท่านเทพชะตาหัวเราะเบิกบานถึงเพียงนี้
#รีบอีกแล้ว… ถ้าผิดพลาดตรงไหนตักเตือนได้เลยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ