24 1-2
ตอนที่ 27 เขาเป็แค่องครักษ์ยาม
“พวกเราสามพี่น้องไม่มีสิ่งของใดจะตอบแทนพระคุณที่นายหญิงช่วยชีวิตได้เลย ฉะนั้นย่อมมิกล้ารับสิ่งของเหล่านี้ไว้เช่นกัน ส่วนชีวิตอันต่ำต้อยของพวกเราทั้งสามคน คุณหนูได้โปรดเมตตาถือเสียว่าเป็การไถ่ชีวิตสร้างกุศลด้วยเถิด”
เหลิงหยุนเจียวมองไปทางหญิงสาวนางนั้นที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเื และกำลังแทบจะคุกเข่าขอขมาต่อหน้า
เห็นภาพฉากน่าะเืใจเช่นนี้ นางถึงกับกลอกตามองบนครหนึ่ง ก่อนจะหันไปตะคอกใส่หน้าโม่เฉินหยวนยกใหญ่ในทันที
“นั่นปากใช่มั้ยห๊ะ? หากมีปากโสโครกดั่งส้วมเช่นนี้ ก็เก็บมันเอาไว้พูดกับตัวเองเถิด!”
โม่เฉินหยวน “….”
ไม่ว่าเนื้อเสียงคำพูดของเซียน์จะไพเราะเยี่ยงไร แต่หากทัศนคติความคิดมีเพียงแค่นี้ ก็ควรเก็บปากไว้กินข้าวจะดีกว่า หรือไม่ก็หาขี้เถ้าสักกองมาอุดเอาไว้?
เมื่อเห็นว่านางดูโมโหโกรธเกรี้ยวมาก โม่เฉินหยวนก็ยกสองมือไพร่หลังไม่คิดจะโต้เถียงใดๆอีกต่อไป
“ข้าเตรียมที่นอนไว้ตรงนั้นแล้ว หากอยากจะไปนอนพักผ่อนเมื่อใดก็เชิญ”
สิ้นเสียงกล่าวจบ โม่เฉินหยวนก็หมุนตัวเดินกลับไปโดยไม่เหลียวมองกลับมาอีกเลย
เหลิงหยุนเจียวสูดหายใจแช่มลึกพยายามสงบสติอารมณ์ ทอดสายตาขุ่นเคืองจ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ไกลลับไปพลางกล่าวว่า
“แม่นาง อย่าไปสนใจฟังคำพูดไร้สาระของคนผู้นั้นเลย ข้ากับลูกมีกันอยู่เพียงแค่สองคน หมอนั่นไม่นับเป็อันใดกับข้า”
สามพี่น้องรู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ “....” นี่พวกเราเชื่อได้จริงๆใช่หรือไม่?
เห็นว่าทั้งสามคนสงัดนิ่งไม่ไหวติง เหลิงหยุนเจียวกำลังจะปริปากกล่าวปลอบประโลมสักคำเพิ่มเติม แต่จู่ๆก็มีเสียงเด็กน้อยใสซื่ออย่างเหลิงเจียวเหนียงเอ่ยขึ้นแทรกกลางคันว่า
“พวกท่านสามพี่น้อง ลุงขี้เหร่คนเมื่อครู่กล่าวถูกต้องแล้ว ท่านแม่ของข้าเพิ่งเสี่ยงอันตรายช่วยเหลือชีวิต กลับไม่คิดตอบแทนสักนิดเลยรึ?”
“....” เหลิงหยุนเจียวตะลึงจนพูดไม่ออก ั้แ่เมื่อใดกันที่เหลิงเจียวเหนียงรู้จักใช้คำพูดเช่นนี้? จะรีบยกมือปิดปากห้ามเอาไว้ก็เกรงว่าสายเกินไปเสียแล้ว
โม่เฉินหยวน! นี่เ้าแอบสอนอะไรให้เด็กมันฟังกันห๊ะ!?
แม้ว่าเื่บุญคุณต้องทดแทนจะฟังดูสมเหตุสมผลก็จริง แต่กลับไม่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดในสถานการณ์เช่นนี้!
“ท่านแม่ของข้ากำลังตามหาสมุนไพรหายากบางชนิด หากได้พวกท่านช่วยเหลืออีกแรง เกรงว่าจะดีไม่น้อย”
“แต่ก่อนอื่นใด พวกท่านควรรักษาอาการาเ็เสียก่อน มิฉะนั้นหลังออกเดินทาง อาจมีอุบัติเหตุกลางคันจนทำให้ได้รับาเ็ซ้ำอีกได้ และหากตายขึ้นมาคงไม่คุ้มกันเท่าไหร่”
ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ว่า‘ไม่คุ้ม’ เหลิงหยุนเจียวพลันขมวดคิ้วถักแน่น
‘ไม่คุ้มกันเท่าไหร่’ หมายถึงใครที่ไม่คุ้ม?
วาจาเช่นนีน้ คงไม่พ้นไอ้จิ้งจอกเ้าเล่ห์ โม่เฉินหยวนที่เป็คนสั่งสอนสินะ!
อย่างไรเสีย เมื่อสามพี่น้องถูกคำพูดของเหลิงเจียวเหนียงซึ่งเป็เด็กจูงจมูกเช่นนี้ พวกเขาต่างเร่งพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“คุณชายน้อยท่านนี้กล่าวถูกต้องแล้ว ท่านเองก็มีธุระสำคัญที่ต้องขึ้นป่าขึ้นเขาเช่นกัน พวกเราสามพี่น้องย่อมเต็มใจช่วยเหลืออย่างแน่นอน!”
เหลิงหยุนเจียวพูดไม่ออกเป็คำรบสอง “....” พวกเ้าถูกเด็กล้างสมองง่ายๆเช่นนี้เลยรึ?
อย่างไรเสีย ในเมื่อสามพี่น้องเอ่ยปากออกมาเช่นนี้แล้ว เหลิงหยุนเจียวย่อมไม่มีทางเลือก ใจหนึ่งก็เป็ห่วงอาการาเ็ของพวกเขาทั้งสาม แต่กระนั้นก็ต้องเลยตามเลยพยักหน้าตอบกลับ
“ค่ายพักแรมของเราอยู่ตรงนั้น ตามข้ามาก่อนเถิด ส่วนยากับผ้าพันแผลก็หาใช่ของมีค่าอะไร พวกเ้านำไปใช้อย่าได้เกรงใจ”
เหลิงหยุนเจียวได้รับทั้งสมุนไพรและยาจำนวนมากมาจากคลังสมบัติตระกูลเหลิง จึงหาได้หวงแหนอันใดไม่
แม้ทั้งสามจะพยักหน้า แต่แววตาที่ฉายสะท้อนของแต่ละคน ยังเผยให้เห็นร่องรอยความประหม่าปนละอายใจ
ข้างขวดยาแก้ปวดเ่าั้มีอักษรสลักคำว่า ‘หรงจาง’ ไว้ หรือก็คือยาขวดนี้ได้รับการปรุงขึ้นโดยท่านอาจารย์จาง แม้จะเป็เพียงยาหาใช่โอสถล้ำค่า แต่ก็ปรุงจากมือนักหลอมโอสถขนานแท้ ย่อมเป็ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเช่นกัน
สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ยาขวดนี้มีค่าหาประเมินได้ไม่เพียงใด แต่กระนั้นแม่นางผู้นี้ก็ยังมีจิตใจกว้างขวาง มอบให้แก่พวกเขาได้กินโดยไม่คิดเงิน สิ่งนี้ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเหลิงหยุนเจียวในสายตาของพวกเขาสามพี่น้องดูสูงส่งน่าเคราพนับถือยิ่งขึ้นไปอีก
ภูมิหลังของคุณหนูนางนี้จักต้องยิ่งใหญ่มั่งคั่งปานใด จึงสามารถใช้จ่ายเงินได้ง่ายเป็เช่นนี้!
แต่กระนั้น พวกเขาก็ไม่คิดไม่ฝันเฉกเช่นกันว่า บุคคลที่มีภูมิหลังหยั่งรากลึกล้ำปานนี้ กลับเลือกที่จะเข้ามายังสถานที่อันตรายยิ่งยวดอย่างหุบเขาถงฉางแห่งนี้เพียงลำพัง โดยปราศจากผู้พิทักษ์ปกป้องใดๆไม่
ชายหนวดเคราเฟื้อมกวาดมองไปโดยรอบ แลเห็นว่าค่ายที่ใช้พักแรมมีกระโจมแค่สองหลังเท่านั้น เขาถึงกับเสียวสันหลังเย็นวาบ
“คุณหนูถัง พวกท่านขึ้นเขามาแค่สามคนจริงหรือนี่? ทั้งยังพาลูกมาด้วย?”
“ไม่”
เหลิงหยุนเจียวส่ายหน้า
“ที่ถูกควรพูดว่า พวกเราขึ้นหุบเขากันมาเพียงแค่สองคนแม่ลูก ส่วนชายผู้นั้นคือองครักษ์ยามของพวกเราสองคน”
เหลิงหยุนเจียวชี้ไปที่กระโจมหนึ่งในนั้น พินิจมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่ามีชายร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ด้านใน
ทั้งสามมองหน้ากันต่างไม่รู้จะพูดอะไร
องครักษ์ผู้นี้...ช่างกล้าหาญใจเด็ดยิ่งนัก!
ปล่อยให้ผู้เป็นายวิ่งเผชิญหน้ากับอันตราย ส่วนตนก็มายืนกางกระโจมพักแรมอยู่ตรงนี้อย่างสบายใจ?
การที่องครักษ์ยามสามารถกระทำการเช่นนี้ได้ นับเป็จุดสูงสุดของสายอาชีพนี้แล้ว!