บทที่ 26 เว่ยเซียง
เมื่อได้ยินเสียงอันน่าเกรงขามนี้เ้าเมืองหลักทุกคนต่างหันหน้าไปยังทิศทางหนึ่งและแสดงความเคารพต่อแท่นหยกขาวทันที
“คำนับรองเ้าเมือง!”
อัจฉริยะทั้งสามร้อยคนจากเมืองต่างๆตกตะลึงเล็กน้อยจากนั้นพวกเขาก็หันไปยังทิศทางของแท่นหยกขาวและแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมเช่นกัน
“คำนับรองเ้าเมือง!”
เหนือแท่นหินหยกขาวมีความผันผวนอันทรงพลังก่อตัวขึ้นที่นั่นจากนั้นชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏขึ้น เขามีใบหน้าสี่เหลี่ยมดวงตาเฉียบคมและน่าเกรงขามกลิ่นอายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขานั้นสร้างความกดดันให้กับผู้คนที่อยู่บนแท่นประลองเป็อย่างมาก
ชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นคือเว่ยเซียงรองเ้าเมืองหลักแห่งแรกนอกเหนือจากเ้าเมืองหลักแห่งแรกผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเคยพบหน้าเว่ยเซียงอาจนับได้ว่าเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของร้อยเมืองหลักในดินแดนตะวันออกอย่างแท้จริง!
การเปิดสมรภูมิร้อยเมืองเป็เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในดินแดนตะวันออกและเมืองหลักแห่งแรกถือเป็ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเมืองหลักทั้งร้อยแห่งในฐานะรองเ้าเมืองของเมืองหลักแห่งแรกเขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการเป็ประธานของการประลองที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เว่ยเซียงได้ชื่อว่าเป็คนใจหินและไร้ความเมตตาที่สุดสิ่งเดียวที่เขายึดถือคือความถูกต้องสำหรับเขาแล้วสิ่งที่ถูกคือถูกสิ่งที่ผิดคือผิดและเขาจะไม่มีวันอนุญาตให้เกิดการฉ้อโกงในสมรภูมิร้อยเมืองอย่างแน่นอน
ในร้อยเมืองใหญ่แห่งดินแดนตะวันออก เว่ยเซียงยังมีชื่อเสียงมากกว่าเ้าเมืองหลักแห่งแรกด้วยซ้ำอัจฉริยะทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเคยได้ยินชื่อของเขาและตระหนักถึงความโเี้ของเขาเป็อย่างดีดังนั้นหลังจากเว่ยเซียงปรากฏตัวขึ้นหัวใจของอัจฉริยะหลายคนจึงเริ่มเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว
ดวงตาที่เคร่งขรึมของเว่ยเซียงกวาดไปทั้งสี่ทิศและอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนที่ยืนอยู่บนแท่นยกสูงต่างก็เกิดความหวาดกลัวราวกับมีสัตว์ประหลาดโบราณกำลังจับจ้องพวกเขาจากมุมมืด
“แข็งแกร่งมาก!แข็งแกร่งยิ่งกว่าเ้าเมืองฉี! นี่เป็ความกดดันของผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่?”
ภายใต้สายตาของเว่ยเซียงเย่อู๋เชวียยังรู้สึกถึงการกดขี่ที่น่ากลัวราวกับว่าสายตานี้เพียงพอที่จะบดขยี้จิตใจของเขาให้แหลกสลายได้หากผู้บ่มเพาะที่มีจิตใจอ่อนแอเผชิญกับสายตาคู่นี้รับรองว่าพวกเขาจะต้องคุกเข่าลงกับพื้นอย่างแน่นอนหรือบางทีความกดดันนี้อาจเป็สิ่งที่เว่ยเซียงใช้ทดสอบพวกเขาทุกคน!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสูญเสียความสงบภายใต้สายตาของเขาเว่ยเซียงก็พยักหน้าเบาๆอย่างไรก็ตามใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึมและทำให้ผู้คนยากที่จะผ่อนคลายจิตใจได้
“สมรภูมิร้อยเมืองเป็งานใหญ่ที่จัดขึ้นทุกๆสามปีในดินแดนตะวันออกของเราการเป็ตัวแทนของเมืองหลักและเข้าร่วมในสมรภูมิร้อยเมืองถือเป็เกียรติอันยิ่งใหญ่ของพวกเ้าและมันเป็ข้อพิสูจน์แล้วว่าพวกเ้าคืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดจากเมืองหลักของพวกเ้าเอง”
เมื่อมาถึงจุดนี้เว่ยเซียงก็หยุดชั่วคราวและมองไปยังใบหน้าของผู้เข้าร่วมการประลองอีกครั้งบางคนเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง บางคนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยแต่ส่วนใหญ่มีความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นในสายตา
“น่าเสียดายที่ในสายตาของข้าพวกเ้าเป็เพียงฝูงกุ้งตัวเล็กๆเท่านั้นเ้าคิดว่าตัวเองเป็อัจฉริยะและกำลังเพลิดเพลินกับความชื่นชมที่ผู้อื่นมอบให้แต่ความจริงแล้วเ้าเป็เพียงเด็กเหลือขอที่ไม่รู้ว่า์และพิภพห่างไกลกันแค่ไหนพวกเ้าน่ะหรืออัจฉริยะ? เ้าพวกเศษสวะทั้งหลาย!”
ทันใดนั้นคำดูถูกเหยียดหยามก็ดังขึ้นจากปากของเว่ยเซียงและกระจายไปทั่วแท่นยกสูงเหนือูเา!
ใบหน้าของหนุ่มสาวทุกคนบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ความใ ความไม่พอใจ ความโกรธ และความหุนหันพลันแล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขารวมถึงความเคารพในสายตาของพวกเขาที่เคยมีต่อเว่ยเซียงก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทันที
“เ้าไม่เชื่อหรือข้าเคยเห็นขยะอย่างเ้ามามากแล้วทุกครั้งที่เริ่มการประลองข้าจะเห็นขยะจำนวนมากแสดงตัวขึ้นพวกเขาก็เหมือนกับเ้าในตอนแรก พวกเขาไม่เชื่อและปฏิเสธที่จะยอมรับคำพูดของข้าแต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ หลายคนมาที่นี่ด้วยความมุ่งมั่นแต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวชและกลายเป็หินรองเท้าให้ผู้อื่นเหยียบย่ำขึ้นไป
อย่างไรก็ตามมีอัจฉริยะที่แท้จริงบางคนในหมู่พวกเขา คนเหล่านี้ใช้คนอื่นเป็หินรองเท้าเพื่อเหยียบย่ำขึ้นสู่ที่สูงในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะกลายเป็ยอดคนที่ส่องประกายเจิดจ้าและมีโอกาสได้หัวเราะเป็คนสุดท้ายมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ…”
คำพูดของเว่ยเซียงเป็เหมือนน้ำมันที่ถูกราดลงไปในกองไฟหนุ่มสาวทั้งสามร้อยคนเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจิติญญาการต่อสู้ของพวกเขาปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
ภายใต้การกระตุ้นของเว่ยเซียงแท่นหยกขาวได้เปลี่ยนสภาพเป็ูเาไฟที่รอการปะทุ!
‘ด้วยคำพูดนี้จิติญญาการต่อสู้ของทุกคนได้ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงความปรารถนาทั้งหมดในใจของพวกเขากำลังจะพรั่งพรูออกมาพวกเขา้าที่จะพิสูจน์ให้เว่ยเซียงเห็นว่าคำพูดของเขาเป็สิ่งที่ผิดถึงแม้วิธีนี้จะค่อนข้างล้าสมัย แต่มันยังคงเป็วิธีการที่ยอดเยี่ยมเสมอ!’
เย่อู๋เชวียยิ้มและเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอารมณ์ของซือหม่าอ๋าวที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากำลังจะปะทุขึ้นแม้แต่คนที่ทำตัวเ็าอย่างหลินอิงหลัวก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป!
เช่นเดียวกันหัวใจของเย่อู๋เชวียก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นแม้ว่าเขาจะเดาเจตนาของเว่ยเซียงได้อยู่แล้วแต่เขาก็เป็เพียงชายหนุ่มอายุสิบห้าปีเท่านั้นต่อให้เขาเก็บซ่อนอารมณ์ของตัวเองดีแค่ไหน สุดท้ายในใจลึกๆของเขาก็้าแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองให้ทุกคนได้ประจักษ์อยู่ตลอดเวลา!
ในขณะนี้เ้าเมืองหลักทุกคนล้วนมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อมองไปยังอัจฉริยะจากเมืองของตัวเองสายตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวังมากยิ่งขึ้น
ในการประลองของสมรภูมิร้อยเมืองไม่เพียงจะเป็เื่ของคนหนุ่มสาวเท่านั้นมันยังเป็หน้าตาของผู้เป็เ้าเมืองอีกด้วยท้ายที่สุดหากอัจฉริยะที่เป็ตัวแทนจากเมืองของพวกเขาสามารถทำผลงานได้ดีพวกเขาที่เป็เ้าเมืองก็พลอยมีหน้ามีตาเช่นกันอีกประการหนึ่งของรางวัลที่เมืองหลักแห่งแรกตั้งไว้ยังล้ำค่าอย่างยิ่งมันเพียงพอที่จะปรับปรุงความแข็งแกร่งของพวกเขาที่เป็เ้าเมืองได้ด้วยซ้ำ
เมื่อมองเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของอัจฉริยะเหล่านี้เ้าเมืองหลักทุกคนต่างหวนรำลึกถึงตัวเองในวัยเด็กในตอนนั้นพวกเขาจะแตกต่างอะไรจากอัจฉริยะที่อยู่ตรงหน้า ความหยิ่งผยองความหุนหันพลันแล่น ความเชื่อมั่นในตัวเอง พวกเขาก็มีความรู้สึกแบบเดียวกันกับอัจฉริยะเหล่านี้ไม่ใช่หรือ?
เว่ยเซียงมีความคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ดีอยู่แล้วสายตาเคร่งขรึมของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าของอัจฉริยะจากร้อยเมืองหลักเหล่านี้เขากำลังเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคนหนุ่มสาวทั้งสามร้อยคนบนแท่นหินหยกขาวก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ข้ารู้ว่าเ้าไม่เชื่อคำพูดของข้าดังนั้นข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้ง อีกสักครู่สมรภูมิร้อยเมืองจะถูกเปิดขึ้นพวกเ้าทุกคนจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังมิติลึกลับเพื่อต่อสู้กันที่นั่นเมื่อถึงตอนนั้นจงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าพวกเ้าไม่ใช่ขยะอย่างที่ข้าเข้าใจ
ข้าและเ้าเมืองหลักทุกคนจะมองดูพวกเ้าจากที่นี่เพื่อเป็พยานว่าพวกเ้าจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงหรือถูกเหยียบย่ำราวกับสุนัขที่ตายแล้วดังนั้นจงทำงานให้หนักแล้วเ้าจะได้รับสิ่งที่ทำให้เ้าสามารถทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ข้าจะบอกกับพวกเ้าอย่างไม่ปิดบังในสมรภูมิร้อยเมืองนี้จะเป็โอกาสพิเศษบางอย่างสำหรับพวกเ้านั่นเป็เหตุผลให้สนามรบแห่งนี้ถูกเปิดขึ้นในทุกๆ สามปีเท่านั้นโดยเฉพาะครั้งนี้ยิ่งมีความพิเศษเหนือกว่าทุกครั้ง โอกาสอยู่ในมือเ้าแล้วไม่ว่าจะเป็ัหรืองูดิน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเ้าเท่านั้น”
ทันทีที่สิ้นเสียงเว่ยเซียงก็โบกมือขวาไปข้างหน้าทันใดนั้นคลื่นพลังที่หนาแน่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ก็พุ่งออกจากร่างของเขาแท่นหินหยกขาวทั้งหมดเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรงและแสงสีขาวนวลสดใสก็ห่อหุ้มร่างกายของอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนทันที
“หือ?”
แม้ว่าดวงตาของเขาจะถูกแสงจ้าปกคลุมแต่เย่อู๋เชวียก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างของเขากำลังถูกลากขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็ว
“นี่คือการเปิดประตูมิติดูเหมือนว่าสมรภูมิร้อยเมืองจะตั้งอยู่ในมิติลึกลับที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งความเป็จริง!”
คำพูดของกงดังขึ้นในเวลาที่เหมาะสมมันสนองความอยากรู้อยากเห็นในใจเย่อู๋เชวียได้อย่างพอดิบพอดี
“มิติลึกลับคืออะไร?”
เย่อู๋เชวียไม่สามารถอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นได้
“มันเป็โลกที่ถูกสร้างขึ้นจากยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญกฎมิติคนเ่าั้สามารถเดินทางไปทั่วโลกภายในพริบตาเดียวเท่านั้นทักษะเหล่านี้ไม่ว่าจะใช้ในการต่อสู้หรือหลบหนีล้วนอยู่ในจุดสูงสุดทั้งสิ้นกฎมิตินั้นวิเศษมาก แต่สำหรับเ้าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงมันเมื่อระดับการบ่มเพาะของเ้าไปถึงจุดๆ หนึ่งเท่านั้น เ้าจึงจะเข้าใจมันด้วยตนเอง”
คำอธิบายของกงทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของเย่อู๋เชวียได้รับการตอบสนองเล็กน้อยในขณะเดียวกันความหมายของกงก็ชัดเจนมากว่าในตอนนี้เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะฝึกฝนกฎมิติ
“ครืน…”
แสงสีขาวเข้มข้นทั่วท้องฟ้าค่อยๆ หายไปและอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนก็มองไปยังฉากเบื้องหน้าด้วยั์ตาที่หดตัวลงเล็กน้อย!
เหนือศีรษะของพวกเขามีประตูที่ถูกสร้างขึ้นจากแสงสีขาวยาวประมาณหนึ่งร้อยวาปรากฏขึ้นในความว่างเปล่าภายในประตูนั้นเป็อุโมงค์ยาวที่จะนำพวกเขาไปสู่สถานที่แห่งใดก็ไม่ทราบ
ฉากที่อยู่ต่อหน้าทำให้ทุกคนบนสนามประลองต่างก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
“นี่คือประตูมิติหรือไม่?”
“ใช่แล้วประตูมิติที่จะถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญกฎมิติเท่านั้น!”
“ฮ่าๆ...ดูเหมือนว่าสมรภูมิร้อยเมืองจะอยู่อีกด้านของประตูมิตินี้”
“ข้ารอไม่ไหวแล้ว!”
...
เย่อู๋เชวียมองดูประตูมิติอย่างเงียบๆ ในขณะที่ซือหม่าอ๋าวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของเขาแทบจะไม่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองได้
“หลังประตูมิติคือสมรภูมิร้อยเมือง!”
ใบหน้าเล็กๆของหลินอิงหลัวก็ปรากฏความกระตือรือร้นขึ้นมาเช่นกัน
เว่ยเซียงเปิดประตูมิติเพื่อเชื่อมต่อที่นี่กับสมรภูมิร้อยเมืองโดยตรงจากนั้นเขาก็ยกมือซ้ายขึ้นและทำการควบแน่นลูกแก้วแห่งแสงขึ้นมาในความว่างเปล่า
“ตราประทับร้อยเมืองนี้เป็หลักฐานยืนยันตัวตนของพวกเ้าทุกคนในสมรภูมิร้อยเมือง”
“ซัว…”
เย่อู๋เชวียคว้าตราประทับร้อยเมืองที่บินตรงมาหาเขาซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็คว้าตราประทับของตัวเองเช่นกันทั้งสามสบตากันก่อนจะก้มมองตราประทับของตัวเองและเห็นตัวอักษรคำว่า “หลงกวง”สลักอยู่ใจกลางแผ่นหยก!
ส่วนด้านหลังของแผ่นหยกจะมีชื่อของพวกเขาถูกสลักไว้นี่คือตราประทับร้อยเมืองซึ่งเป็ตัวแทนของเมืองหลงกวงและยังเป็หลักฐานยืนยันตัวตนสำหรับเย่อู๋เชวียซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวในการเข้าร่วมสมรภูมิร้อยเมืองครั้งนี้
ตราประทับร้อยเมืองในมือของทั้งสามกำลังเปล่งประกายด้วยปราณสีขาวจางๆหัวใจของเย่อู๋เชวียสั่นสะท้านเบาๆเขารู้สึกว่าปราณสีขาวบนตราประทับร้อยเมืองนี้แข็งแกร่งจนทำให้เขาเกิดความหวาดกลัวเล็กน้อยแน่นอนว่านี่จะต้องเป็ปราณของเว่ยเซียงอย่างแน่นอน
ขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบตราประทับร้อยเมืองของตนเองเสียงของเว่ยเซียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พวกเ้าต้องจำสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ให้ดีเพราะมันจะมีผลอย่างยิ่งต่อความเป็ความตายของพวกเ้า”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้นอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนบนแท่นหยกขาวก็กลั้นหายใจและไม่กล้าเสียสมาธิแม้แต่น้อย!