ทั้งครอบครัวได้ฟังคำตอบของหลินเสวี่ยจู๋ก็พร้อมใจกันเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย
ผ่านไปนานหลินเฉิงจางถึงได้เอ่ยปาก “แม้ว่าคำกล่าวของเ้าจะฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้างแต่บันทึกของลูกเขยได้สอนวิธีปลดโซ่ให้เ้าด้วยหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังวางฟืนหยุดชะงักทันทีก่อนจะหันไปมองบิดาด้วยสีหน้าจริงจัง “มีบางทักษะท่านไม่ใช้ได้ แต่ไม่อาจไม่เรียนถึงอย่างไรใน่เวลาสำคัญก็เป็ทักษะที่สามารถช่วยให้มีชีวิตรอดได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเฉิงจางก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
หลินเสวี่ยจู๋รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “มาๆๆ พวกเราเร่งมือกันหน่อยเสร็จแล้วจะได้มีเวลาพักผ่อน”
ทุกคนรีบเร่งความเร็วเพียงครู่เดียวก็ทำให้กองฟืนเรียบไปกับพื้น
บังเอิญในเรือนเก็บฟืนมีหญ้าแห้งใช้จุดไฟจึงนำมาปูไว้้าใช้เป็ที่นอน
เมื่อเก็บกวาดเสร็จทุกคนก็ล้มตัวลงนอนด้วยความสบายคนที่เมื่อครู่วิตกกังวลก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
แม่นมหม่ากับชุ่ยเอ๋อร์รับหน้าที่เฝ้ายามโดยจะคอยแจ้งเตือนเมื่อผู้คุมออกลาดตระเวน
หลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังสะลึมสะลือได้ยินเสียงครึกครื้นดังแว่วมาจากข้างนอกนางจึงลุกขึ้นเกาะหน้าต่างมองออกไป ที่แท้เป็แม่นมอวี๋ที่กำลังส่งอาหารให้ตามเรือนต่างๆนี่เอง
เพียงแต่ไม่ยอมมาที่เรือนเก็บฟืนแห่งนี้แสดงให้เห็นว่าจงใจทำให้พวกเขาได้ยินเสียง แต่ไม่ให้กิน
อ่อนหัด!
หลินเสวี่ยจู๋ล้มตัวลงนอนต่อ
เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกคราก็พบว่าคบไฟในหมู่บ้านถูกดับลงแล้วรอบตัวมีแต่ความมืดมิด นางจึงหยิบเข็มเงินอันเล็กๆ ออกมา แล้วปลดกลอนประตูอย่างเบามือ
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ท่านจะทำอันใดหรือเ้าคะ?” แม่นมหม่าหลับไม่สนิท เมื่อได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้นทันที
“ชู่” หลินเสวี่ยจู๋ทำไม้ทำมือบอกให้อีกฝ่ายเงียบเสียง “ข้าจะออกไปดูข้างนอกเสียหน่อย ท่านอย่าส่งเสียงดังไป”
แม่นมหม่า้าเอ่ยปากห้ามแต่กลับห้ามไม่อยู่ ทำได้เพียงเฝ้าประตูอย่างอกสั่นขวัญแขวนเท่านั้น
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปได้ไม่ไกลนักก็เห็นเงาร่างของแม่นมอวี๋นางเห็นเพียงว่าแม่นมอวี๋เดินอ้อมลานด้านหลัง แล้วเคาะหน้าต่างห้องหนึ่งเบาๆ ด้วยท่าทีลับๆล่อๆ
หน้าต่างบานนั้นเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดเผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่า แม่นมอวี๋รีบส่งสัมภาระใบเล็กเข้าไปทางหน้าต่างทันที
ส่วนปากก็กำชับเสียงเบา “นายท่าน บ่าวเย็บชุดให้ท่าน ด้านในมีเงินซ่อนอยู่หนึ่งพันตำลึงและยังมีเศษเงินอีกสิบถุง ถุงหนึ่งมีเงินสิบตำลึง เอาไว้มอบให้ผู้คุมระหว่างทางเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย “แม่นมอวี๋ ลำบากเ้าแล้วข้าไม่ได้มองเ้าผิดไปเลย”
แม่นมอวี๋น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง “นายท่านจากไปครั้งนี้ต้องดูแลตนเองให้ดีนะเ้าคะบ่าวไร้ความสามารถ ไม่อาจไปกับนายท่านได้”
พูดจบก็กำชับกันยืดยาวอีกเป็ชุดหลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะหาวหวอด
ขณะที่นางกำลังคิดที่จะเดินไปที่อื่นก็ได้ยินแม่นมอวี๋กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “สำหรับครอบครัวชั้นต่ำนั้นบ่าวจัดเตรียมผู้คนไว้แล้ว ตอนดึกจะส่งพวกเขาที่กำลังหลับใหลออกไปทางประตูหลังเฮอะ หากนักโทษเนรเทศกล้าหลบหนี ต่อให้มีความสามารถเทียมฟ้าก็ยากที่จะพ้นความตายขอเพียงพวกเขาตาย นายท่านกับหยวนซิวผู้นั้นก็จะไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปไม่แน่ว่าฝ่าาจะทรงพระกรุณาละเว้นโทษให้ครอบครัวนายท่านเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงชั่วร้ายของแม่นมอวี๋หลินเสวี่ยจู๋ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
หญิงชราผู้นี้จิตใจร้ายกาจเหลือเกิน!เช่นนี้นางก็ไม่จำเป็ต้องไว้ไมตรีแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋คลี่ยิ้มเล็กน้อยจากนั้นร่างของนางก็หายเข้าไปในความมืด...
เช้าตรู่ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น “ท่านผู้คุม แย่แล้วเ้าค่ะมีคนหนีไปแล้ว”
หลิวขุยที่กำลังฝันหวานผุดลุกขึ้นด้วยความใก่อนจะพุ่งเข้าไปในลาน ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก เขาเอ่ยกับแม่นมอวี๋ “ผู้ใดกล้าหนี?”
ใบหน้าของแม่นมอวี๋เต็มไปด้วยหวาดกลัวนิ้วมือที่หนาราวกับกิ่งไม้ชี้ไปทางเรือนเก็บฟืนอย่างสั่นเทา
หลิวขุยนำคนพุ่งไปทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าระแนงไม้ที่หน้าต่างของเรือนเก็บฟืนหักไปท่อนหนึ่งส่วนประตูถูกแง้มออก ด้านในว่างเปล่า
“ผู้ใดอาศัยอยู่ในเรือนเก็บฟืน?” หลิวขุยหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
เหล่าลูกน้องใจนไม่กล้าเอ่ยปากเนิ่นนานกว่าจะพึมพำออกมา “เป็ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋?
หลิวขุยกัดฟันด้วยความเกลียดชังจากนั้นก็ออกคำสั่ง “นับจำนวนคนเร็วเข้า!”
เหล่าผู้คุมแยกย้ายกันไปทุกสารทิศทันทีพวกเขาลากคนที่อยู่ในห้องพักทุกห้องออกมาอย่างรวดเร็ว
หม่าซิงร้อนใจยิ่งนัก เขาไม่เชื่อว่าหลินเหนียงจื่อจะกระทำเื่โง่เขลาถึงเพียงนี้แต่ว่าคนเล่า?
“มีคนถูกขังอยู่ในห้องนี้” ผู้คุมคนหนึ่งะโ
หม่าซิงรีบวิ่งไปถีบประตูห้องทันทีจากนั้นก็พบหลินเสวี่ยจู๋เดินหาวหวอดออกมา
“หลินเหนียงจื่อ!” หัวใจที่แขวนอยู่ของหม่าซิงในที่สุดก็ตกลง
“เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋มีสีหน้างุนงงพลางเรียกคนในครอบครัวของตนเองออกมา
เหล่าผู้คุมเองก็งุนงงเช่นกันพวกเขาจำได้ชัดเจนว่าครอบครัวนี้ถูกจัดแจงให้พักที่เรือนเก็บฟืน ทว่าเหตุใดถึงมาปรากฏตัวอยู่ในห้องพักนี้เล่า?
หม่าซิงรีบเอ่ย “พาพวกเขาออกไปนับจำนวนก่อนไม่แน่ว่าผู้หลบหนีอาจเป็คนอื่น”
เหล่าผู้คุมจึงถือโซ่พาคนออกมาที่ลาน
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าสายตายามแม่นมอวี๋มองมาที่นางนั้นราวกับเห็นผีก็ไม่ปานนางกลั้นยิ้มแล้วโบกมือให้อย่างเป็มิตร
เมื่อหลิวขุยเห็นท่าทีเช่นนี้ของหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ยถามอย่างเกรี้ยวกราด “เกิดเื่อันใดขึ้น? พวกเ้าพักที่เรือนเก็บฟืนไม่ใช่หรือ?เหตุใดถึงเข้าไปอยู่ในห้องพักนั้นได้?”
หลินเสวี่ยจู๋จัดปอยผมตรงหน้าผากพลางเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “เมื่อคืนแม่นมอวี๋มาหาพวกเราบอกว่ามีห้องให้พวกเราพัก เดิมทีพวกเราคิดจะไปบอกท่านแต่แม่นมอวี๋บอกว่าพวกท่านเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่ต้องไปรบกวนแล้วให้คนตัดระแนงไม้ที่หน้าต่างพาพวกเราออกมา”
“เ้าพูดจาเหลวไหล!” แม่นมอวี๋ตะคอก
เป็ตายอย่างไรนางก็ไม่เข้าใจว่านางเด็กแพศยาคนนี้แต่งเื่ราวพรรค์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร
หลินเสวี่ยจู๋กะพริบดวงตาโตด้วยท่าทีใสซื่อพลางเอ่ยอย่างไร้เดียงสา “ข้าไม่ได้พูดโกหกนะทั้งครอบครัวของข้าเป็พยานได้”
กล่าวจบพวกหลินเฉิงจางก็ทยอยพยักหน้า
ถึงอย่างไรแม่นมอวี๋ก็เป็ศัตรูเก่าแก่ของพวกเขา
หลิวขุยเดือดดาลจ้องฝูงชนอย่างโเี้แล้วคำราม “นักโทษคนสำคัญเล่า? เขายังอยู่หรือไม่?”
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าเขาหมายถึงหยวนซิวจะว่าไปแล้วไม่ว่านักโทษจะหนีไปกี่คน ขอเพียงหยวนซิวไม่หนี หลิวขุยก็รักษาชีวิตน้อยๆของตนเองเอาไว้ได้แล้ว
หลิวขุยย่อมไม่ใช่คนโง่
“ท่านผู้คุมพวกเรายังอยู่” เหยียนต้ากล่าว
เขากับลู่โม่หารือกันเรียบร้อยแล้วพวกเขาผลัดกันแบกหยวนซิวคนละวัน วันนี้ถึงตาเขา
เหยียนต้าก้าวออกมาพร้อมกับร่างของหยวนซิวบนหลัง
เมื่อหลิวขุยเห็นว่าหยวนซิวยังอยู่ก็โล่งอกขึ้นมาทันทีจากนั้นก็ะโต่อ “นับคนครบหมดแล้วหรือยัง?”
ทันทีที่เขาพูดจบแม่นมอวี๋ก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง นางกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง เอามือกุมใบหน้า แล้วนั่งลงบนพื้น
หม่าซิงเห็นเช่นนี้ก็เกิดความสงสัยจึงกวาดตามองนักโทษทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
เมื่อค้นพบความผิดปกติก็รีบวิ่งไปข้างๆหลิวขุย แล้วเอ่ยเสียงเบา “หัวหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลินหายไปขอรับ”
.............................