แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านม่านหมอก ทว่าบรรยากาศโดยรอบคฤหาสน์ตระกูลซูกลับยิ่งทึบทะมึนและอึมครึมยิ่งกว่าวันวาน
มู่ฝานค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการโคจรลมปราณตลอดทั้งคืน ร่างกายของเขาในยามนี้เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายใน กระแสพลังสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างก่อนจะสงบลง บ่งบอกว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาทะยานขึ้นมาหยุดอยู่ที่ ขอบเขตรวบรวมปราณ ขั้นที่เจ็ด อย่างมั่นคงแล้ว
ผลลัพธ์ของโอสถไขกระดูกัช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับตบะให้ก้าวะโ แต่ผิวพรรณของเขาในยามนี้ยังเหนียวแกร่งทนทานดุจหนังโคอสูร เส้นเอ็นทั่วร่างยืดหยุ่นทรงพลังดั่งคันธนูชั้นเลิศ
"คุณชาย! คุณชายแย่แล้ว!"
เสียงร้องตื่นตระหนกของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กๆ ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในลานเรือนพัก ในมือของนางถือตะกร้าไม้ไผ่ที่ว่างเปล่า ใบหน้านวลเอิบอาบไปด้วยหยาดน้ำตา จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
มู่ฝานลุกขึ้นยืนพลางบิดกายคลายความเมื่อยขบ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เกิดเื่อันใดขึ้นอีก?"
เสี่ยวชุ่ยสะอึกสะอื้นจนตัวโยน นางพยายามเรียบเรียงคำพูดอย่างยากลำบาก
"โรงครัว... โรงครัวไม่ยอมจ่ายเสบียงอาหารให้พวกเราแล้ว! ไม่ใช่เพียงแค่เรือนของเราเท่านั้น แต่บ่าวไพร่ระดับล่างทุกคนในคฤหาสน์ก็ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย พ่อบ้านใหญ่แจ้งว่าตระกูลหวังใช้อิทธิพลบีบบังคับร้านค้าข้าวสารและร้านสมุนไพรทุกแห่งในเมืองเมฆาคล้อยให้งดทำการค้ากับตระกูลซู ตอนนี้เสบียงในคลังเริ่มขาดแคลน นายท่านจึงมีคำสั่งให้กระเบียดกระเสียน และตัดเสบียงของคนงานระดับล่างทั้งหมด"
มู่ฝานขมวดคิ้วมุ่น ั์ตาฉายแววครุ่นคิด
"ตระกูลหวังเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก"
การตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงและสกัดกั้นทางการค้า ถือเป็ยุทธวิธีพื้นฐานในการบดขยี้ตระกูลคู่แข่ง หากไร้ซึ่งทรัพยากรหนุนนำ ตระกูลซูที่ระส่ำระสายอยู่แล้วย่อมต้องพังทลายลงจากภายในอย่างไม่ต้องสงสัย มู่ฝานหันไปมองสาวใช้ตัวน้อยแล้วเอ่ยปลอบ
"เ้าไม่ต้องร้องไห้ไป รออยู่ที่เรือนนี้เถิด"
ชายหนุ่มก้าวเดินออกจากเรือนพักคนใช้อย่างปลอดโปร่ง มุ่งหน้าไปยังโถงกลางของตระกูลซู จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การไปโวยวายทวงถามเื่อาหารประทังชีวิต ทว่าเขา้าไปประเมินสถานการณ์จริงด้วยตาตนเอง
ณ บริเวณหน้าหอโอสถแห่งตระกูลซู
กลิ่นไหม้ของสมุนไพรอบอวลโชยออกมาจางๆ เคล้าไปกับเสียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังของเหล่าศิษย์ปรุงยา มู่ฝานเร้นกายแฝงตัวเข้ากับมุมมืดเพื่อสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ เบื้องหน้าของเขาคือประมุขซูเจิ้นไห่และคุณหนูใหญ่ซูเหยียนหราน ที่กำลังยืนสนทนากับชายชราเคราขาวผู้หนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเป็กังวล
ชายชราผู้นั้นคือผู้าุโหลิว หัวหน้านักปรุงยาเพียงหนึ่งเดียวที่ตระกูลซูมีอยู่
"ท่านประมุข ข้าจนปัญญาแล้วจริงๆ"
ผู้าุโหลิวส่ายหน้าพลางทอดถอนใจด้วยความท้อแท้
"ร้านสมุนไพรอัครตระกูลเฉินได้ระงับการส่งมอบ 'หญ้าโลหิต' ให้แก่เราแล้ว หากปราศจากหญ้าโลหิตเป็ตัวยาหลัก พวกเราก็ย่อมไม่สามารถปรุง 'ผงสมานแผล' ซึ่งเป็สินค้าค้ำจุนตระกูลได้เลย"
ซูเจิ้นไห่เอ่ยถามเสียงเข้มด้วยความเคร่งเครียด
"แล้วเรามิสามารถใช้สมุนไพรชนิดอื่นที่มีฤทธิ์คล้ายคลึงกันมาทดแทนได้รึ?"
ผู้าุโหลิวรีบอธิบายต่อทันที
"มิได้หรอก สูตรผงสมานแผลของตระกูลเราสืบทอดและตรึงอัตราส่วนมาแต่โบราณ หากเปลี่ยนส่วนผสมเพียงนิด ประสิทธิภาพของยาจะลดฮวบลงทันที ถึงตอนนั้นลูกค้าทั้งหลายคงพากันหนีไปซื้อโอสถของตระกูลหวังกันหมดสิ้น"
ซูเหยียนหรานขบกรามแน่น นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ
"นี่ต้องเป็อุบายอันชั่วร้ายของตระกูลหวังเป็แน่ พวกมัน้าบีบให้ตระกูลซูของเราจนตรอก เพื่อเข้ายึดครองกิจการร้านยาทั้งหมด!"
บรรยากาศรอบด้านพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันสิ้นหวัง หากธุรกิจโอสถพังพินาศลง รายได้หลักที่หล่อเลี้ยงตระกูลซูย่อมมลายหายไป และนั่นย่อมหมายถึงจุดจบของตระกูลอย่างแท้จริง
มู่ฝานที่ยืนลอบฟังอยู่หลังมุมกำแพงยกยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"เพียงแค่หญ้าโลหิตขาดแคลนขัดสน ถึงกับต้องตื่นตระหนกราวกับฟ้าจะทลายเชียวรึ"
ในสายตาของมหาบุรุษเช่นเขา เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้สามารถปัดเป่าได้ง่ายดายยิ่งนัก ในห้วงสมองของเขามี 'หอคัมภีร์์' ซึ่งรวบรวมมหาองค์ความรู้และศาสตร์แห่งสรรพสิ่งจากทั่วทั้งจักรวาล ไม่ว่าจะเป็วิชายุทธ์เคล็ดวิชา วิชาหลอมโอสถ ศาสตร์แห่งการตีเหล็กศาสตรา หรือแม้กระทั่งค่ายกลโบราณ มู่ฝานลอบเดินเลี่ยงออกไปจากบริเวณนั้นอย่างเงียบเชียบ เพื่อรอคอยให้ราตรีกาลมาเยือน
ยามรัตติกาลมาเยือน ทั่วทั้งหอโอสถเงียบสงัดไร้สำเนียงใดๆ เหล่านักปรุงยาต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อนด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพลิ้วกายผ่านบานเกล็ดหน้าต่างเข้ามาภายในห้องปรุงยาอย่างไร้ร่องรอย มู่ฝานกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยเตาหลอมยาเก่าคร่ำคร่าและเศษซากสมุนไพรที่ถูกทิ้งขว้าง เขาเดินตรงไปยังโต๊ะจัดวางวัตถุดิบ หยิบสมุนไพรราคาถูกที่ไร้ค่าอย่าง 'หญ้าเงินคราม' และ 'ดอกไร้ก้าน' ขึ้นมาพิจารณาในมือ
"หญ้าโลหิตนั้นมีราคาแพงและหายาก ทว่าหากใช้หญ้าเงินครามผสมผสานกับดอกไร้ก้าน ในอัตราส่วนเจ็ดต่อสาม แล้วใช้เพลิงอุ่นคอยกระตุ้นฤทธิ์ยา..."
มู่ฝานดำดิ่งเข้าสู่การค้นหาข้อมูลในหอคัมภีร์์ ทันใดนั้นหน้าคัมภีร์ [ตำราโอสถดาราบทที่หนึ่ง: การแปรธาตุพื้นฐาน] ก็ปรากฏขึ้น
"พบแล้ว... สูตรการปรุง 'ผงหยกสมานกาย'"
นี่คือสูตรโอสถโบราณที่ใช้วัตถุดิบพื้นๆ ที่สามารถหาเด็ดได้ตามข้างทาง ทว่าประสิทธิภาพของมันกลับเหนือล้ำกว่า 'ผงสมานแผล' ของตระกูลซูถึงสิบเท่า! อุปสรรคเพียงประการเดียวในยามนี้คือ มู่ฝานไม่เคยลงมือปรุงยามาก่อนในชีวิตนี้ และเขาก็ไม่มี 'ปราณอัคคี' หรือไฟธาตุเหมือนดังเช่นนักปรุงยาทั่วไป
"แต่ข้ามีสิ่งอื่นที่ประเสริฐกว่าไฟธาตุพวกนั้น"
มู่ฝานยิ้มละไม เขาจุดไฟธรรมดาเข้าใต้เตาหลอมยา จากนั้นจึงโยนสมุนไพรทั้งหมดลงไปตามลำดับ ทันทีที่สมุนไพรเริ่มหลอมละลาย มู่ฝานก็ทาบฝ่ามือลงบนผิวเตาหลอมทันที
วูบ!
ปราณกระบี่ดาราอันแหลมคมถูกถ่ายเทเข้าสู่ภายในเตาหลอม ทว่ามันไม่ได้ถูกใช้เพื่อทำลายล้าง หากแต่เป็การใช้ปราณกระบี่ที่มีความแม่นยำระดับจุลภาคในการ 'ตัด' และแยกแยะสิ่งสกปรกเจือปนออกจากเนื้อยาอย่างรวดเร็วและบริสุทธิ์หมดจด ซึ่งทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าการใช้ไฟธาตุแผดเผาเสียยิ่งนัก!
นี่คือเทคนิคอันลึกล้ำเฉพาะตัวที่ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าสามารถลอกเลียนได้... "โอสถวิถีกระบี่"
เสียงฉี่... ฉี่... ดังขึ้นแ่เบา กลุ่มควันสีขาวนวลลอยฟุ้งกระจายออกมา พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นประหลาดที่อบอวลไปทั่วทั้งห้องปรุงยา เพียงชั่วหม้อข้าวเดือด มู่ฝานก็ทำการดับไฟลง
เมื่อเปิดฝาเตาหลอมออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในกลับไม่ใช่ผงยาสีเทาหยาบๆ ดั่งที่ตระกูลซูเคยทำ ทว่ามันคือผงยาละเอียดสีขาวนวลราวกับเนื้อหยกชั้นดี ทอประกายระยิบระยับคล้ายกับมีละอองดวงดาวเจือปนอยู่
"ความบริสุทธิ์... เก้าส่วน" มู่ฝานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ลงมือครั้งแรกได้เพียงเท่านี้ก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก"
ในโลกหล้าแห่งนี้ โอสถที่มีความบริสุทธิ์เกินกว่าเจ็ดส่วนก็นับเป็ยาระดับสูงที่พลิกแผ่นดินหาได้ยากยิ่งแล้ว ทว่ามู่ฝานกลับสามารถรังสรรค์ยาระดับความบริสุทธิ์เก้าส่วนขึ้นมาจากสมุนไพรขยะที่ไร้ค่า!
เขาบรรจงตักผงยาใส่ขวดกระเบื้องเปล่าที่วางอยู่แถวนั้นจนได้ยาสามขวดเต็ม จากนั้นจึงหยิบพู่กันมาเขียนข้อความสั้นๆ ลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมืออันตวัดเหวี่ยงทรงพลัง
'สูตรยา: หญ้าเงินคราม 7 ส่วน, ดอกไร้ก้าน 3 ส่วน, รากบัวแห้ง 1 ส่วน... จงใช้ไฟอ่อน เคี่ยวจนกระทั่งไร้ควัน... ลองดูซะ'
มู่ฝานวางกระดาษทับไว้ใต้ขวดยา ก่อนจะพลิ้วกายจากไปอย่างไร้ร่องรอยดุจภูตพรายในเงามืด
เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้าุโหลิวเดินย่ำเท้าเข้ามาในหอโอสถด้วยใบหน้าซูบตอบขอบตาคล้ำ เขาตั้งใจจะมาเก็บกวาดเตาหลอมและเตรียมใจยอมรับกับการปิดตัวของกิจการตระกูล
"หือ? กลิ่นอันใดกัน เหตุใดจึงหอมรัญจวนใจเช่นนี้"
จมูกของชายชรากระดิกฟุดฟิด เขาเดินตามกลิ่นหอมแปลกประหลาดนั้นตรงไปยังโต๊ะปรุงยาหมายเลขเจ็ด สายตาของเขาปะทะเข้ากับขวดกระเบื้องสามใบและแผ่นกระดาษที่วางอยู่
"ผู้ใดมาล้อเล่นพิเรนทร์แถวนี้กัน"
ผู้าุโหลิวหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน คิ้วขาวโพลนขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
"สูตรยาเหลวไหลอันใดกัน หญ้าเงินครามกับดอกไร้ก้านเนี่ยนะ ของไร้ค่าราคาถูกเช่นนั้นจะนำมาปรุงยาสมานแผลได้อย่างไร คนเขียนกระดาษแผ่นนี้คงสติฟั่นเฟือนไปแล้วเป็แน่!"
เขากำลังจะขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิด ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นขวดยาที่เปิดจุกทิ้งไว้ ผงยาสีขาวดุจหยกส่งประกายแวววาวล้อแสงอรุณ
"นี่มัน..."
มือของผู้าุโหลิวสั่นระริกด้วยความตระหนก เขาเอื้อมมือไปแตะผงยาขึ้นมาดม จากนั้นจึงลองแตะที่ปลายลิ้นชิมดูเล็กน้อย
เปรี้ยง! ราวกับมีอสนีบาตฟาดลงกลางสมองของชายชรา
"บริสุทธิ์... ช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก! ฤทธิ์ยาเข้มข้นรุนแรงกว่าผงสมานแผลเดิมของตระกูลเรานับสิบเท่า! ซ้ำยัง... ซึมซับเข้าสู่ร่างกายได้ในทันที!"
"์! นี่มันคือโอสถระดับเซียนชัดๆ! ใครกัน ปรมาจารย์ผู้เร้นกายท่านใดมาเยือนตระกูลซูของเรา?!"
ผู้าุโหลิวลืมสิ้นซึ่งความชราภาพของตน วิ่งะโโหวกเหวกออกไปนอกหอโอสถราวกับคนเสียสติ
"ท่านประมุข! คุณหนูใหญ่! เร็วเข้าเถิด พวกเรามีทางรอดแล้ว! ์ยังเมตตาตระกูลซูอยู่!"
ในขณะที่หอโอสถกำลังเกิดความโกลาหลด้วยความปีติยินดี มู่ฝานกลับกำลังนั่งจิบน้ำชาหยาบๆ อย่างสบายอารมณ์อยู่ภายในเรือนพักคนใช้
เสี่ยวชุ่ยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ในมือประคองถาดอาหารชุดใหญ่ที่มีทั้งไก่อบส่งกลิ่นหอมและข้าวสวยร้อนๆ
"คุณชาย! คุณชาย อัศจรรย์ยิ่งนัก อยู่ๆ นายท่านก็มีคำสั่งให้แจกจ่ายเสบียงอาหารเลี้ยงบ่าวไพร่ทุกคนอย่างเต็มที่ แถมยังบอกว่ามีเื่มงคลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในตระกูลด้วย"
มู่ฝานหยิบน่องไก่อบขึ้นมากัดคำโต เคี้ยวอย่างสบายอารมณ์
"อืม... เื่มงคลย่อมเป็เื่ดี ข้าบอกเ้าแล้วอย่างไรเล่าว่าในไม่ช้าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี"
"คุณชายล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือ" เสี่ยวชุ่ยเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็ประกายใสซื่อ
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกัน ข้าก็แค่... เชื่อในโชคชะตาเท่านั้นเอง" มู่ฝานยกยิ้มพึงใจ
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มพลันััได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบสายหนึ่ง พุ่งวาบตรงมาจากทิศทางของขื่อหลังคาเรือน มันเป็จิตสังหารที่เบาบาง ซ่อนเร้นรวดเร็ว ทว่าเฉียบคมยิ่ง
มู่ฝานหยุดชะงักการเคี้ยวเนื้อไก่ ดวงตาหรี่เล็กลงจนเป็เส้นตรง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับสาวใช้ตัวน้อย
"เสี่ยวชุ่ย เ้าออกไปก่อนเถิด ข้าดวงตาพร่ามัวอยากจะงีบหลับสักหน่อย"
"ทราบแล้ว" เสี่ยวชุ่ยรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเก็บถาดอาหารแล้วถอยออกไปจากห้อง
เมื่อบานประตูปิดลงอย่างสนิท มู่ฝานก็วางน่องไก่ในมือลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา สายตาเหลือบขึ้นมองเบื้องบนพลางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"ออกมาเถิด... เร้นกายอยู่บนขื่อคาตั้งนานสองนาน มิเมื่อยล้าบ้างหรืออย่างไร"
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งห้องอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เงาดำสายหนึ่งจะค่อยๆ ทะยานลงมาจากมุมมืดบนเพดานอย่างแ่เบาไร้สำเนียง ร่างนั้นอยู่ในชุดรัดรูปสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดมิดชิดด้วยหน้ากากรูปอสูรที่ดูน่าสะพรึงกลัว
"ประสาทััฉับไวยิ่งนัก... นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า 'ขยะ' ที่ผู้คนต่างลือกันทั่วเมือง จะสามารถจับััการเร้นกายของข้า 'เงาอัสนี' ได้"
ยอดนักฆ่าที่หวังเลี่ยทุ่มเงินว่าจ้างมา... บัดนี้ได้มาประจันหน้าอยู่ตรงข้ามเขาแล้ว!