ทั้งสามสวมชุดหนังสีน้ำตาล รัดรูปดูคล่องแคล่วตามข้อศอกหัวเข่ามีแผ่นสีเทาอ่อนเป็แผ่นกลมกลึงรองรับ
ดูเหมือนชุดของพวกเขาเป็ชุดนักผจญภัย นักสำรวจมากกว่าเป็ชุดสบายตัวของขุนนางเชื้อพระวงศ์
ลีอาแลปวัยผู้ใหญ่ ผมสีเทา ดวงตาสีเงินแก่ชวนให้ผมนึกถึงหมาป่าเดียวดายในทุ่งหญ้าสะวันนา ส่วนเด็กอีกสองคนมีสีผมที่ดูเลอะๆ พื้นสีเป็สีชา แต่แต้มเปื้อนด้วยสีแดงดินลูกรัง
ผมมองตาค้างด้วยความสนใจ ไม่ใช่เพราะใบหูบนหัวที่กระดิกดุ้กๆดิ้กๆนั่นหรอกนะ แต่เป็การมีอยู่ของเด็กทั้งสองคนต่างหาก!
"ขอประทานอภัยที่เสียมารยาท การที่ข้าพเ้ามิได้มาแสดงความเคารพต่อเ้าชายโนวิส"
ผู้ใหญ่เผ่ามนุษย์สัตว์ลีอาแลปเพศชายคนนั้นโค้งค้อมหัวและแสดงความเคารพอย่างรู้มารยาทในวังเป็อย่างดี
'คนพวกนั้นเตรียมตัวมาดีจริงๆ'
ผมคิดเช่นนั้นขณะที่มองการแสดงท่าทีพินอบพิเทาของชายที่เป็เหมือนพ่อบ้านของคุณหนูหูหมาทั้งสองตรงหน้า
แต่คนที่สะดุดตาผมไม่ใช่พ่อบ้านผู้นอบน้อมคนนี้หรอก หากแต่เป็พี่น้องฝาแฝดหูหมา ผมสีชาคู่นั้นต่างหาก
"เรามากะทันหันโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน ไม่เป็ไร ตามสบายเถอะ"
"ขอบพระคุณองค์ชาย"
คำว่า 'องค์ชาย'ทำให้ผมรู้สึกจั้กจี้หัวใจนิดๆคงเพราะมันทำให้ผมนึกถึงหนังจีนย้อนยุคล่ะมั้ง
ขณะที่พูดคุยสั้นๆตามมารยาทชนชั้นสูง ดวงตาของเด็กทัังสองคนที่มีสีเหลืองข้างหนึ่ง แดงอีกข้างหนึ่ง ก็จ้องจี่มองมาที่ผมโดยไม่วางตา เพียงแต่อยู่ในระยะห่างที่ไม่เท่ากัน
ผมรู้สึกได้ถึงความอยากรู้อยากเห็นที่พลุ่งพล่านขึ้นมาของเด็กหูหมา ตาสองสีที่อยู่ใกล้กว่าอีกคน
'เก็บอาการไม่เก่งเลยนะ อาจจะเป็เพราะยังเป็วัยรุ่นอยู่ก็ได้'
ทำไมผมถึงมองว่า เด็กทั้งสองตรงหน้าเป็วัยรุ่นน่ะเหรอ?
นั่นก็เพราะอายุขัยเฉลี่ยของพวกเผ่ามนุษย์สัตว์น่ะสิ ชีวิตของพวกเขายาวกว่ามนุษย์อย่างเราประมาณ2เท่า อย่างพวกเรามีอายุเฉลี่ย70ปี พวกนั้นมีอายุเฉลี่ย150-170ปี มีเศษเกิน2เท่าด้วยซ้ำ
จึงส่งผลต่อการเติบโตของพวกเขาที่จะช้ากว่าเด็กมนุษย์ ดังนั้นแม้รูปร่าง รูปลักษณ์ รวมถึงท่าทางภายนอกจะเหมือนอายุเท่ากับผม แต่ความจริง ข้างในนั้นน่าจะเกือบ15ปีแล้ว
ดังนั้นผมจึงเตือนตัวเองไว้ว่า
'แม้เห็นเป็มนุษย์สัตว์ที่เยาว์วัย จงอย่าได้ประมาท'
"ทั้งสองท่านนี้ คือ ?"
ผมแกล้งทำเป็คนไม่รู้เื่รู้ราวเพื่อหยอดคำถามให้ข้ารับใช้ของทั้งสองได้แนะนำนายของตน
"ข้าพเ้าขอแนะนำเ้านายของข้าพเ้า ทั้งสองท่านนี้คือ เชื้อพระวงศ์แห่งลีอาแลป สายเืแท้แห่งซีเลนุส(Sirenus' Blood line) โดยท่านผู้ที่อยู่ใกล้กับองค์ชายคือ ท่านซานน่า(Zanna) และอีกท่านที่อยู่ห่างออกไปคือ ท่านซูลู(Zulu) "
น้ำเสียงของเขาแนะนำเ้านายของตนอย่างพออกพอใจสมแล้วที่เป็บ่าวรับใช้ที่ถูกฝึกมาเป็อย่างดี
วีรสตรีแห่งเผ่ามนุษย์สัตว์ เชื้อพระวงศ์ของสายโบลเดีย สายเืแท้แห่งซีเลนุส เนตรสีทองแห่งทะเลเื
นี่แหละที่เป็ต้นเหตุหนึ่งในการล่มสลายของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาติอัส …
แม้จะมีอะไรที่แตกต่างไปในรายละเอียดจนทำให้ผมสะดุดใจจนเผลอคิ้วกระตุก แต่ในเมื่อสิ่งต่างๆทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และอนาคตยังไม่แน่นอน
สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างปัจจุบันไปจนถึงอนาคตก็ยังมีความเป็ไปได้อื่นอีก
"แล้วเ้าล่ะ?"
"ขออภัยที่มิได้แนะนำตัว ข้าพเ้าชื่อ อาวนูล(Ownul) เป็ข้ารับใช้ คอยดูแลเ้าหญิงแฝดแห่งราชสกุลโบลเดีย(Boudia)ลีอาแลป เป็เกียรติยิ่งทีได้แนะนำตัวต่อหน้าองค์ชาย"
การที่ไม่แนะนำตัวต่อผู้มีศักดิ์สูงกว่าถือว่า เป็การไม่ให้เกียรติและเป็มารยาทที่ไม่ดีอย่างมาก
ผมไม่เชื่อเท่าไหร่นักว่า เขาจะรู้ไม่เื่นี้ อาจเพียงแค่้าทดสอบความใส่ใจที่ผมมีให้ต่อตัวเขาที่ดูต้อยต่ำกว่าฐานะจริงมากกว่า
เนื่องจากเป็สิ่งที่แทบเป็ไม่ได้เลยที่ มนุษย์สัตว์เพศชายผู้ใหญ่จะมาเป็พี่เลี้ยงดูแลเ้าหญิงทั้งสอง
ผู้ดูแลตัวจริงคงเป็เหล่ามนุษย์สัตว์หญิงที่ซุ่มซ่อนจับตามองอยู่ในสวนป่ามากกว่า
ผมจึงแกล้งปั้นยิ้มส่งให้ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปแล้วหันไปสนใจสาวน้อยหูหมาผมสีชา ที่กระดิกหูแทน
ยังไงเด็กสาวหูหมาก็น่าสนใจกว่าอยู่แล้ว!
ผมผายมือขวาออกไปโดยหงายมือเพื่อแสดงให้เด็กสาวคนที่ยืนข้างหน้าเห็นว่า ไม่มีอะไรในกำมือ
เด็กสาวหูหมาที่มีแววตาและการขยับเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่งจนเกือบจะเรียกได้ว่า ไฮเปอร์ ดมมือผมและทำท่าทางงุนงงสงสัย
ผมยังััไม่ได้ถึงความรู้สึกที่เป็ภัยคุกคามมาจากซานน่าหรืออาวนูล แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับแผ่พุ่งมาจากด้านข้างเฉียงมาจากด้านหลังของผมแทน
ผมไม่แน่ใจว่า มันเป็กระแสมานาหรือจิตสังหารคุกคามอีกฝ่ายของหัวหน้าสาวใช้
แต่มันเข้มข้นและชัดเจนมากจนผมรู้สึกอึดอัด ผมหันกลับไปมองหน้ามิกเกล
แม้สีหน้าของเธอจะยังนิ่งเฉยแต่บรรยากาศตึงเคร่งแผ่ออกมาโดยไม่ปิดบัง
เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีดังนั้นผมจึงต้องออกปากเอง
"ไม่เป็ไร มิกเกล เด็กคนนี้แค่สงสัยอะไรบางอย่าง"
"??? ???? ? ??? ??"
ซานน่าพูดอะไรบางอย่างกับอาวนูล และอาจพูดให้ซูลูที่แอบมองอยู่ในพงไม้ฟัง
เ้าหญิงมนุษย์สัตว์ผมสีชาผู้มีใจกล้า เดินออกจากระยะการคุ้มครองดูแลของอาวนูล
เข้ามาใกล้ทางฝั่งมนุษย์มากขึ้นเพื่อดอมดมกลิ่น จนผมได้ยินเสียงฟุดฟิดๆ เธอโยกหัวไปมาสลับตำแหน่งจากใบหน้า ลำคอ เหนือกระหม่อม รักแร้ และ่อกของผมสลับไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็อันมาก ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่า
'เหมือนลูกหมาจริงๆ!'
แต่สิ่งที่ทำให้ผมกังวลจริงไม่ใช่เผ่าหูสัตว์หรอก เผ่ามนุษย์ผมสีน้ำตาลที่น่าจะกำลังปั้นหน้าั์อยู่หลังกรอบแว่นต่างหาก
"เฉยไว้ มิกเกล เธอคนนี้แค่อยากรู้จักเรา และเรามาที่นี่ก็เพื่อเป็เพื่อนกับพวกเธอ"
"??? ? ????"
ซานน่าพูดอะไรบางอย่างด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ตื่นเต้นเหมือนค้นพบอะไรใหม่ๆ
หวังว่า เธอคงไม่เลียแผลบที่ข้างแก้มผมแล้วพูดประโยคประมาณว่า [นี่มัน รสชาติของคนโกหก]หรอกนะ
ทั้งสามคนโต้ตอบกันสักพักด้วยภาษามนุษย์สัตว์
การที่ได้แต่ฟังคนพูดภาษาอื่นที่เรายังไม่รู้เื่นี่มันน่าอึดอัดใจจริงๆ แถมการสื่อสารพูดคุยผ่านอาวนูลก็ยังมีโอกาสที่จะสื่อความหมายที่ผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม
คราวหน้าระหว่างที่ยังเรียนภาษามนุษย์สัตว์ยังฟังหรือยังพูดไม่ได้ ผมคงต้องหาล่ามที่เป็มนุษย์มาบ้างแล้วล่ะ แต่ก่อนอื่นผมควรถามคนใกล้ตัวก่อน
"มิกเกล พูดภาษามนุษย์สัตว์ได้ไหม?"
สาวใช้ผมน้ำตาลส่ายหน้าพลางขอโทษ
"ขออภัยด้วยเ้าค่ะ ที่ไม่สามารถตอบสนองความ้าของเ้าชายได้"
"ไม่เป็ไร ไว้กลับไปช่วยหาคนมาสอนและเป็ล่ามแปลภาษามนุษย์สัตว์ให้เราทีนะ เราอยากฟังคำพูดของพวกเขารู้เื่"
"รับทราบเ้าค่ะ เื่นี้ ดิฉันจะจัดการด้วยตัวเองค่ะ"
น้ำเสียงของมิกเกลค่อนข้างจะแปลกและฟังดูเป็ทางการมากกว่าปรกติ เป็ไปได้ว่า ลึกๆเธออาจมีความไม่พอใจบางอย่างกับมนุษย์สัตว์ก็เป็ได้
"ขอบใจมากนะ มิกเกล เธอพึ่งพาได้เสมอเลย"
ผมต้องชมเธอเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียด
ในขณะที่ความมาคุกำลังจะคลี่คลายไปไหลสู่บรรยากาศที่ดีขึ้น จู่ๆผมก็ถูกเ้าหญิงที่หยุดดม กระโจนเข้าใส่ จนผมล้มหงายหลังลงไป หลังของผมัักับความนุ่มของผืนหญ้าสีเขียวอ่อนจึงไม่าเ็เลยแม้แต่น้อย
แต่รู้สึกได้ถึงน้ำหนักของร่างกายของเด็กสาวหูหมาที่กดลงมาตามแขนขา
และััที่สากถูรูดจากล่างขึ้นบนไปทั่วบริเวณใบหน้าอย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกจั๊กจี้จนต้องะเิหัวเราะออกมาทั้งที่ยังหงายอยู่
"ฮะฮะ …พอก่อน เ้าหญิงซาน…น่า ฮะ ผมทนไม่ไหวแล้ว…"
เด็กสาวไม่ฟังเสียงผมยังคงเลียต่อไปสลับตำแหน่งไปยังซอกคอบ้าง ข้างใบหูบ้างราวกับมีน้ำผึ้งหรือเนยติดตามเนื้อตัวผมอย่างไรอย่างนั้น
แต่ก็ได้ไม่นานนักเพราะมิกเกลลากผมด้วยการสอดมือเข้ารักแร้แล้วดึงออก
ส่วนอาวนูลก็คว้าที่ต้นคอแถวๆท้ายทอยของซานน่า ใบหน้าของผมเปื้อนไปด้วยน้ำลายขณะที่มองไปยังมิกเกล
หัวหน้าสาวใช้ควักผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวออกมาแล้วบรรจงเช็ดถูใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน
โดยขณะที่เช็ดก็เหล่ตามองทางฝั่งราชวงศ์ลีอาแลปด้วยสายตาที่'ไม่เป็มิตรอย่างมาก' ทำเอาซูลูที่แอบขยับเคลื่อนเข้ามาตอนไหนไม่รู้
กลับสะดุ้งเดินถอยหลังกลับไปอยู่หลังต้นไม้ต้นเดิมที่แรกสุดที่เธอซ่อนตัวอยู่
อาวนูลพูดคุยบางอย่างกับซานน่า ก่อนจะเดินมาคุยกับผม
"ต้องขอประทานอภัยด้วยกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้"
ใบหูของเขาหุบลู่ลง หลับตาและมองต่ำด้วยท่าทางจำยอม แต่ผมไม่อยากให้มันเป็อย่างนัันจึงพูดแทรกขึ้นว่า
"เป็การต้อนรับเราที่สนิทสนมและอบอุ่นดีนะ ฝากบอกให้ท่านซานน่าฟังด้วยนะว่า เรายินดีเป็เพื่อนกับเธอ อ้อ… กับซูลูด้วย"
ท้ายประโยคผมหันไปทางต้นไม้ที่ซูลูแอบอยู่ ตอนที่เธอได้ยินชื่อตัวเอง
เธอสะดุ้งขนลุกเกรียวและคราง 'เอ๊!' ออกมา… ช่างน่าเอ็นดูจริงเชียว
ผมที่ให้มิกเกลเช็ดหน้าจนเสร็จ ก็ยิ้มหัวเราะขึ้นอย่างสบายอกสบายใจให้พวกเขาเ่าั้เห็น ตาดำของอาวนูลเบิกกว้างด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมแปลความหมายไม่ออก ก่อนที่เขาจะพูดบอกบางอย่างกับซานน่าและซูลู
ซานน่าพยักหน้ายิ้มแย้มจนเห็นเขี้ยวฟันที่อยู่ด่านในปากเกือบหมด
เธอหูตั้ง หางกระดิกส่ายจนตีกับกางเกงสีน้ำตาลดังพั่บๆ ก่อนจะส่งเสียงร้องดังลั่นป่า เสียงก้องกังวาละเืโสตประสาทจนผมเผลออ้าปากออกมาเพื่อทุเลาอาการปวดหู
ในขณะที่หัวหน้าสาวใช้น้ำลายแตะที่ปลายนิ้วแล้วอุดหูเป็ที่เรียบร้อย
เสียงหอนนี้จะดังไปสุดถึงที่ไหนกันนะ?
หลังหอนจบ ซานน่าก็เข้ามาโอบกอดหลวมไปด้วยท่าทางโลดเต้นเป็อันมาก ดูได้จากหางที่ส่ายไปส่ายมาจนปลายหางสะบัดโดนผมด้วย
ผมลูบหัวเธอเบาๆด้วยความเข้าใจว่า เธอน่าจะอนุญาต
เส้นผมของเธอสากหยาบกว่าเส้นผมของมนุษย์ มันแข็งและหยุ่นเหนียวเหมือนขนบนหัวมากกว่าเป็เส้นผม
สีแดงลูกรังที่ดูเหมือนเปื้อนบนพื่นขนสีชาเป็เพียงบางหย่อมขนที่มีสีต่างออกไป ผมแอบแปลกใจว่า เส้นขนบนหัวของซานน่าดูหยาบกระด้างเกินไปหรือเปล่า?หรือเผ่ามนุษย์สัตว์ใน่วัยนี้เป็แบบนี้อยู่แล้ว?
ผมได้ยินเสียง'ครืดคราด' เป็เสียงครางในลำคอด้วยความพอใจ
ผมจึงตั้งใจลูบให้ดี อยู่สักพักใหญ่ๆ พอได้เวลาเหมาะสมแล้วผมก็บอกกับเธอทั้งที่รู้ว่า เธอคงฟังไม่รู้เื่ว่า
"ไว้จะมาอีกนะ เร็วๆนี้แหละ"
อาวนูลแปลภาษาให้เ้านายของตนฟังและแปลตอบกลับทันที
"ท่านซานน่า ยินดีมากครับ เธอรอที่จะได้พบท่านอีก"
ฟังดูเป็มิตรดีนะ ส่วนซูลูผมไม่รีบร้อนเข้าหา จึงได้แต่โบกมืออำลาอยู่ห่างๆ
ก่อนจะจูงมือเดินกลับพร้อมกับมิกเกลด้วยหวังว่า มันจะทำให้จิตใจของเธอสงบลงบ้าง ไม่มากก็น้อย…
…