สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 221 ช่วยไม่ได้แล้ว

        ณ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์

 

       ชวีหลิวซียิ้มให้แขกที่อยู่ตรงหน้าและยกมือขึ้นคารวะ“นึกไม่ถึงเลยว่าผู้อาวุโสจางจะมาเยี่ยมสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของพวกข้าด้วยตัวเองผู้อาวุโสจางน่าจะแจ้งล่วงหน้าก่อน พวกข้าจะได้เตรียมตัวออกไปต้อนรับ ตอนนี้ในสำนักวุ่นวายมากถือว่าเสียมารยาทแล้ว”

 

        คนที่มาเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ดูแล้วเป็นชายชราที่หน้าตาเป็นมิตรและมีเมตตาจะว่าไปเจียงหูก็ไม่เคยพูดถึงเขามานานมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าลืมการคงอยู่ของเขาเขาชื่อจางไคจี๋เป็นผู้ดูแลสำนักอันดับสองของเมืองฟางกู้เป็นเจ้าของโรงซีอวีทางตะวันตกของเมืองหลวง ในเมืองหลวงนี้สำนักที่ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็คือสำนักต้าติง ส่วนสำนักที่มีชื่อเสียงด้านนักพรตก็คือสำนักไท่ซ่างเต้า

 

        หากจะเรียงลำดับกันจริง ๆผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเจียงหูก็คือหมิงจิ้งเกาถางของตระกูลเกา ส่วนที่อยู่อันดับสองก็คือโรงซีอวีนั่นเอง

 

       ตอนนั้นเย่ซีอวียอดฝีมืออันดับหนึ่งในแคว้นเยี่ยนสร้างสำนักนี้ขึ้นและครอบครองตำแหน่งอันดับหนึ่งเป็นเวลานานกว่าสิบปี ไม่มีใครสามารถแย่งตำแหน่งนี้ไปจากเขาได้หลายสิบปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่อำนาจตระกูลเกาดิ่งลง หลังจากเย่ซีอวีตายตระกูลเกาก็เริ่มต่อต้านและชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งในเจียงหูไปแต่ทว่าตระกูลเกาก็เสียหายจากการปะทะครั้งนั้นมากเหมือนกันหากไม่ใช่เพราะเย่ซีอวีท้าประลองคนของตระกูลเกามานานหลายปีพละกำลังของตระกูลเกาก็คงไม่ด้อยลงเช่นนี้

 

        หากเทียบตามรุ่นอายุ จางไคจี๋อยู่รุ่นที่อาวุโสกว่าเกาหยวนหูสองรุ่นและเป็นรุ่นเดียวกันกับฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่เผยหน้าในตระกูลเกานั่นเอง

 

        ครั้งนี้จางไคจี๋มาสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ด้วยตัวเองแสดงให้เห็นว่าโรงซีอวีเห็นความสำคัญของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มาก

 

        “ที่ไหนกัน ๆ ถึงแม้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของพวกเจ้าจะตั้งขึ้นได้ไม่นานจำนวนคนก็มีไม่มาก แต่เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ข้าต้องมองพวกเจ้าใหม่ เมื่อมาถึงที่นี่ข้าก็ยิ่งรู้สึกนับถือมีแต่คนอายุน้อย แต่กลับจัดการสำนักได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถึงเพิ่งผ่านการปะทะมา แต่ด้านในกลับดูเป็นระเบียบยิ่งนัก”

 

        หลังจากจางไคจี๋นั่งลงก็ถามขึ้น“เจ้าสำนักอันยังไม่กลับมารึ?”

 

        ชวีหลิวซีตอบกลับ “เจ้าสำนักไปที่ตำหนักวิหารสวรรค์แล้วยังไม่กลับมาแต่ข้าให้คนไปเรียกเขากลับมาแล้ว หากท่านมีเรื่องเร่งด่วนอะไร ช่วยรออีกประเดี๋ยวเขาก็คงกลับมาถึง”

 

        จางไคจี๋โบกมือ“ก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร เรื่องทางตำหนักวิหารสวรรค์เร่งด่วนกว่าเจ้าสำนักอันอายุน้อยแต่มากความสามารถ อีกทั้งยังได้ความเชื่อมั่นจากราชาอนาคตต้องไปไกลไม่มีที่สิ้นสุดแน่ ข้าแก่แล้วจริง ๆเจียงหูเป็นเจียงหูของคนอายุน้อยอย่างพวกเจ้าแล้วถึงแม้ข้าไม่อยากยอมรับว่าตัวเองแก่แต่เมื่อเห็นเด็กอายุสิบกว่าปีอย่างพวกเจ้าสร้างพื้นที่ของตัวเองในเจียงหู ข้าก็อดยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองแก่แล้วจริงๆ ความสามารถและความก้าวหน้าของพวกเจ้า ข้าคงสู้ไม่ได้แล้ว”

 

        ชวีหลิวซีส่ายหน้า “ผู้อาวุโสอย่าพูดอย่างนี้ตอนที่ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเจียงหู พวกข้ายังไม่เกิดเลย”

 

        จางไคจี๋ยิ้มแล้วพูด“ในเจียงหูไม่ได้แบ่งแยกอายุ แต่ทว่าแบ่งแยกที่ความสามารถต่างหากหากพวกเจ้าไม่มีความสามารถจริง ๆ ข้าจะมาที่นี่ด้วยตัวเองรึ?”

 

        ชวีหลิวซียิ้มแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ

 

        “ที่ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าสำนักอันของขวัญที่เขามอบให้โรงซีอวีข้ารับไว้แล้ว ข้าขอพูดเพื่อเป็นการขอบคุณ...นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโรงซีอวีและสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันหากทางทิศตะวันออกมีคนทำให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ลำบากใจโรงซีอวีไม่มีทางนิ่งดูดาย”

 

        เขาลุกขึ้นกล่าวลา “ช่วยบอกเจ้าสำนักอันด้วยอีกหน่อยก็ไปมาหาสู่กัน ไปเที่ยวที่โรงซีอวีของข้าบ่อย ๆ ล่ะ”

 

        ชวีหลิวซียกมือขึ้นคารวะ “ขอบคุณผู้อาวุโส”

 

        จางไคจี๋ขอตัวกลับ ตอนนี้คนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์กำลังเก็บกวาดพื้นที่ที่ชิงมาได้

 

        หลังจากเขากลับไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงอันเจิงก็กลับมาจากตำหนักวิหารสวรรค์ ชวีหลิวซีเล่าสิ่งที่จางไคจี๋พูดทั้งหมดให้อันเจิงฟังเมื่อฟังแล้วอันเจิงจึงยิ้ม ในใจคิดว่าสิ่งที่อาจารย์กู้พูดนั้นถูกต้องแล้ว

 

        หากพูดตามความเป็นจริง ที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้ผลประโยชน์มากในครั้งนี้ก็เพราะแผนการที่กู้เฉาโถงคิดขึ้น หากไม่มีเขาละก็ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อาจไม่ได้รับผลประโยชน์มากขนาดนี้อันเจิงเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนกู้เฉาโถงเป็นคนที่คิดรอบคอบก่อนตัดสินใจทำเมื่อเขาทั้งสองร่วมมือร่วมใจกันจึงสามารถจัดการปัญหาได้อย่างราบรื่น

 

        ตู้โซ่วโซ่วตามหลังอันเจิงมาด้วยความตื่นเต้น“ตอนนี้ดินแดนทางตะวันออก อย่างน้อยพื้นที่กว่าครึ่งเป็นของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วต่อไปถนนของกินนี้ก็จะน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เพราะรอบด้านอยู่ในการควบคุมของเราทั้งหมด”

 

        อันเจิงชะงักไป “ถนนของกินบ้าบออะไรกัน?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชี้ไปด้านนอก “หลังจากเรามาถึงเมืองฟางกู้เมื่อเจ้าเห็นพวกชอบรังแกคนอื่นและไม่ได้ทำเรื่องต่ำช้ามากเกินไปเจ้ามักจะเก็บกลับมาอยู่ในถนนเส้นนี้ จากนั้นก็สั่งให้จับตาดูไม่ให้พวกเขารังแกคนอื่นอีกเพราะจำนวนคนมากเกินไป เมื่อมาอยู่ก็เปิดร้านขายของกินฉะนั้นตอนนี้คนอื่นต่างเรียกถนนเส้นนี้ว่าถนนของกินแล้ว...มีของกินครบทุกอย่างเลย”

 

        อันเจิงอดหัวเราะไม่ได้ “ฟังดูแล้วความดีของข้าก็มากเหมือนกันนะเนี่ย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเบิกบานใจนัก“ตอนกลางคืนเจ้าไม่ค่อยออกไปข้างนอก รู้หรือไม่...ตกดึกจะมีเถ้าแก่ร้านและชายหนุ่มออกมายืนเรียกแขกที่หน้าประตูทั้งยังใช้น้ำเสียงออดอ้อนอีก น่าดูจะตายไป”

 

        อันเจิงเดินไปพลางพูดขึ้น “อีกประเดี๋ยวพอเรื่องเงียบลงเจ้าหาคนในนั้นที่พอจะตักเตือนได้มาเป็นคนของเรากลุ่มหนึ่งที่เหลือก็ให้พวกเขาขายของกินต่อไป หากมีเวลาก็จัดงานแข่งทำอาหาร...สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเรามีรางวัลห้าพันตำลึงหากใครทำอาหารได้อร่อยที่สุด รางวัลก็เป็นของคนคนนั้นให้พวกเขาคิดค้นวิธีทำอาหารให้อร่อยหน่อย ข้าคิดว่าแบบนี้ได้บุญกว่าปลดปล่อยสัตว์เยอะเลย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้ารัว “ข้าเห็นด้วยแล้วข้าจะเป็นกรรมการตัดสินเอง!”

 

        อันเจิงโบกมือ “เจ้าไปจัดการเถอะแล้วเชิญนางรำกับนักดนตรีมาด้วย จัดให้งานใหญ่หน่อย”

 

        “เอาแบบนี้ดีหรือไม่เราจัดเป็นเทศกาลอะไรบางอย่าง ทุกปีในวันที่นี้ต้องมีการจัดงานดึงดูดคนในงานมีเหล้าและน้ำดื่มแจก แล้วยังมีรางวัลให้ด้วย” ตู้โซ่วโซ่วออกความคิดเห็น

 

        อันเจิงหัวเราะ “ข้าคิดว่าหากคนอย่างเจ้าไม่ไปทำการค้าจะเป็นอะไรที่น่าเสียดายนัก”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกลอกตา“เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้ดูแลสำนักเปล่า ๆ มาหลายปีงั้นรึ?”

 

        อันเจิงยิ้ม จากนั้นก็เดินไปพลางพูดขึ้น“ยังมีอีกเรื่อง...โรงพนันที่เอามาได้ ปิดตายซะ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “งั้นจะเปิดอะไร?”

 

        อันเจิงยักไหล่ “เจ้าเป็นผู้ดูแล ข้ามอบให้เจ้าเป็นคนจัดการหากมีเวลา เจ้าและชวีเฟิงจื่อก็ขึ้นไปเล่าเรื่องต่าง ๆ ด้านในก็ได้แต่มีเรื่องหนึ่ง...”

 

        อันเจิงหยุดนิ่ง จากนั้นก็หันไปมองทุกคน“ข้าไม่เคยคิดว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นสถานที่โด่งดังด้านคุณธรรมเพราะเราจะกำจัดคนชั่วและเรื่องชั่วทั้งหมด แต่วิธีในการกำจัดคนชั่วนั้นชั่วร้ายกว่าสิ่งที่คนชั่วทำเสียอีกฉะนั้นข้าไม่เคยต่อต้านเรื่องแย่งชิงที่ดิน และไม่เคยต่อต้านเรื่องนิสัยของแต่ละคนแต่ว่า...อีกหน่อยในเขตพื้นที่ของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ห้ามมีหอนางโลมหรือโรงพนันเด็ดขาดอีกทั้งข้ายังจะใช้โอกาสนี้ประกาศว่า หากจะเล่นการพนันกันเองข้าไม่ต่อต้านแต่หากมีใครกล้าใช้ชื่อเสียงของสำนักหรือชีวิตไปเดิมพัน ข้าจะทำลายเขาซะสถานที่ที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นคนควบคุม หากมีใครทำผิดกฎหรือต่อต้านมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น หนึ่งก็คือไสหัวไปเอง สองก็คือข้าจะถีบหัวส่ง”

 

        กู้เฉาโถงที่ยืนอยู่ด้านข้างกดเสียงต่ำแล้วพูด“แต่ชาวเยี่ยนชอบการพนัน หากทำเช่นนี้จะนำมาซึ่งการต่อต้านของสำนักที่มีอำนาจในแถบเดียวกับเราหรือไม่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “หากพวกเขาเล่นในบ้านตัวเองข้าไม่ว่าแต่หากใครจัดสถานที่วางเดิมพันขึ้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ตั้งแต่แรกข้าก็ไม่ใช่คนดีที่มีเมตตาอยู่แล้วอัดคนที่ไม่ฟังก็คือวิธีจัดการของข้า หากหวังจะให้ข้าไปเตือนแล้วรอให้เขากลับตัวเป็นคนดีแบบนั้นมันยุ่งยากเกินไป ข้าขี้เกียจไปเตือนแล้ว แต่หากพวกเจ้ายินยอมไปเตือน อย่างไรการเตือนก็ดีกว่าทำร้ายร่างกาย”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งกู้เฉาโถงก็พูดขึ้น “ใช้โอกาสนี้มาจัดระเบียบตอนเริ่มต้นก็ดีเหมือนกันหากอีกหน่อยอยากจัดระเบียบใหม่คงไม่ง่ายแล้ว ตอนนี้เลือดบนถนนยังไม่แห้ง บนตัวและบนมีดของคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ยังมีกลิ่นอายสังหารอยู่คนพวกนั้นคงไม่มีใครกล้าขัดขืน”

 

        อันเจิงชี้ไปยังด้านนอก“ถนนที่เต็มไปด้วยของกินทั้งสายไม่ดีหรือ?”

 

        กู้เฉาโถงยิ้มขึ้นมาทันที “ดี”

 

        อันเจิงก้าวยาว ๆ เข้าไปด้านในจากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูดกับชวีหลิวซี “เจ้าช่วยข้าดูแผลหน่อยช่วงนี้เคลื่อนไหวมากเกินไป”

 

        สีหน้าของชวีหลิวซีกังวลขึ้นมาทันที นางเร่งฝีเท้าตามอันเจิงเข้าไปด้านใน

 

        หลังจากเดินเข้าไปในห้อง อันเจิงก็ปิดประตูไว้อย่างดีแล้วพูดขึ้น“ไม่มีอะไร เพียงแค่มีเรื่องอยากคุยกับเจ้า แต่ก็ไม่อยากให้ใครได้ยิน จึงต้องทำเป็นบอกให้เจ้ามาดูแผลอย่างนี้คนอื่นจะได้ไม่เข้ามารบกวน”

 

        หน้าชวีหลิวซีแดงขึ้นทันที“เจ้ามีเรื่องอะไรอยากพูด...”

 

       เจ้าโง่อย่างอันเจิงดูไม่ออกว่าสิ่งที่ชวีหลิวซีรอฟังคืออะไรหลังจากนั่งลงแล้วเขาก็พูดขึ้น “วันนี้ข้าเจอเนี่ยชิง แต่มักจะรู้สึกว่าเขามีอะไรผิดปกติถึงแม้เดิมทีเขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาอยู่แล้ว เวลาเดินก็มักจะยืดอกเดินก้าวยาวๆ แต่เนี่ยชิงที่ข้าเจอวันนี้ดูแข็งกระด้างเกินไป เขาหายตัวไปนานกลับมาบนร่างก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย และไม่เห็นเฟิงเสี่ยวหยางกลับมาด้วย...ในด้านการแพทย์มีวิธีอะไรที่สามารถใช้ควบคุมคนได้หรือไม่?”

 

        ชวีหลิวซีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่นางก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “มีสิ และไม่ใช่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น”

 

        อันเจิงรู้ว่าต้องมีวิธีแน่นอนตอนที่เขาดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นจักรวรรดิต้าซีมีคนบ้าคลั่งที่ฆ่าคนไปทั่วด้วยวิธีการที่โหดร้ายทารุณไม่มีความนึกคิดและไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น ต่อมาคนในกรมตุลาการจับตัวได้ และฆ่าตายณ ที่นั้นเลย แต่ทว่าผ่านไปไม่นานก็มีคนทำคดีนี้ต่อเดิมทีเรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องถึงมืออันเจิงแต่เพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เขาจึงเข้าไปสอบถามเรื่องนี้ด้วยตัวเองผ่านไปไม่นาน คนของกรมตุลาการก็สืบเจอเรื่องหนึ่ง

 

        ตอนนั้นบุตรชายของท่านอ๋องคนหนึ่งคิดเพ้อฝันอยากสร้างกองทัพเป็นของตัวเองแล้วล้มองค์จักรพรรดิเขาร่วมมือกับผู้มีความรู้ด้านการแพทย์คนหนึ่งแล้วเริ่มคิดค้นวิธีควบคุมคนแต่วิธีนั้นรวดเร็วและดุร้ายเกินไป ฉะนั้นจึงทำให้คนที่ถูกควบคุมบ้าคลั่งหลังจากคดีนี้ถูกสืบออกมา มีคนเตือนอันเจิงให้ถอยหนึ่งก้าวในเมื่อเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงผู้สูงศักดิ์อย่างท่านอ๋องแต่เพราะอันเจิงไม่เคยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือช่วยเหลือคนสนิทของตัวเองฉะนั้นเขาจึงรายงานเรื่องนี้กับองค์จักรพรรดิเฉินอู๋นัว

 

        จักรพรรดิเฉินอู๋นัวรับสั่งให้ประหารครอบครัวของท่านอ๋องทั้งหมดรวมถึงเด็กที่เพ้อฝันคนนั้นด้วยแต่อย่างไรเสียพวกเขาก็คือเครือญาติของจักรพรรดิ และเป็นถึงอ๋องของจักรวรรดิต้าซี จักรพรรดิเฉินอู๋นัวทรงสั่งประหารทุกคนอย่างไม่ปรานีหากมองอีกแง่หนึ่ง บุตรชายของท่านอ๋องคนนั้นสามารถแข็งแกร่งได้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ในสายพระเนตรของจักรพรรดิเฉินอู๋นัว เขาเป็นเพียงเด็กที่เพ้อฝันคนหนึ่งเท่านั้นเองแต่ในเวลาที่ควรตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม จักรพรรดิเฉินอู๋นัวไม่มีทางทรงเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆ เด็ดขาด

 

        เกียรติขององค์จักรพรรดิ บางครั้งก็ไม่อาจปล่อยให้ใครมาล้ำเส้นได้

 

        อันเจิงไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขามักจะรู้สึกว่าเนี่ยชิงผิดปกติ

 

        ต่อมาอันเจิงคิดดูแล้วอาจเป็นเพราะแววตาคู่นั้น ก่อนหน้านี้แม้เนี่ยชิงและเขาไม่ได้สนิทสนมกันแต่ในตอนที่เขาทั้งสองเป็นตัวแทนของสำนักวรยุทธ์ชางความสัมพันธ์อย่างนั้นมันยากที่จะเปรียบได้ เพราะมันคือเพื่อนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่

 

       แต่ทว่าแววตาที่เนี่ยชิงมองอันเจิงในวันนี้ มันประกายความเป็นศัตรูออกมา

 

        อันเจิงนึกย้อนกลับไปเขารู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นไม่ใช่ดวงตาของเนี่ยชิง

 

        ฉะนั้นอันเจิงจึงถามชวีหลิวซี เพราะเขาเกรงว่าหากเนี่ยชิงถูกควบคุมจริงๆ อาจมีเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ตามมา

 

        ชวีหลิวซีอุ้มตำราการแพทย์เข้ามา“ในตำราการแพทย์นี้มีบันทึกอยู่ วิธีการควบคุมคนมีอย่างน้อยสี่วิธีหนึ่งในวิธีที่เก่าแก่และลึกลับมากที่สุดก็คือวิธีฝังเข็มและใช้กู่อีกทั้งวิธีนี้ก็คิดค้นจากชาวเยี่ยน”

 

        นางมองไปยังอันเจิง “หากถูกคนอื่นควบคุมจริงเราก็ไม่อาจช่วยเขาได้แล้ว ในบันทึกบอกว่ามีเพียงผู้ที่จิตใจเข้มแข็งเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมแต่ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน