ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 9

    บทที่ 9


    “....ใช้หินเวทมนตร์ฆ่าจากภายใน?”“อ๊ะ… แต่เราควรทำตามแผนเดิมที่วางกันไว้สินะครับ แผนผมนี่เก็บไว้—”“รีบบอกตอนนี้เลย เอสก้า!”กุนเทอร์เร่งเร้าให้ผมพูดต่อ ...ก่อนที่ผมจะพูดถึงแผนของตัวเอง ผมขอเล่าย้อนถึงแผนหลักของพวกเราก่อน เดิมทีที่พวกเราต้องการจะทำคือ ล่อให้ปีศาจทุกๆตัวมาอยู่ในจุดเดียวกัน แล้วค่อยใช้ระเบิดที่พวกเราวางแผนว่าจะไปติดตั้งเอาไว้ ระเบิดพวกมันในทีเดียว.. แต่นั่นเป็นแผนที่เอาไว้ใช้กับปีศาจโครงกระดูก… ซึ่งตอนนี้ดันมีปีศาจพันตาเพิ่มเข้ามาด้วย“...พวกมันดูดซับพลังจากหินเวทมนตร์ไปใช้เพิ่มจำนวนของตัวพวกมันเองใช่ไหมครับ? ผมเลยคิดว่าถ้าเราสามารถล่อให้มันดูดซับพลังที่พวกมันแพ้ทางได้…”“..ก็จะเป็นการฆ่าพวกมันและหยุดการเพิ่มจำนวนของพวกมันไปในตัวสินะ”คามิลช่วยพูดเสริม ดูเหมือนเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ผมจะทำได้อย่างรวดเร็ว “แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าพวกมันแพ้อะไร”ผู้การเรซหันมาทางผมแล้วพูด ...ถูกของเขา เราไม่รู้ ...แต่“ผมจะลองใช้พลังเวทของผมคืนสภาพให้หินเวทมนตร์พวกนั้นดูครับ และถ้ามันไม่ได้ผล เราก็เปลี่ยนมาใช้ธาตุไฟแทนครับ”เพราะผู้การเรซบอกว่าพวกมันช้าลงเมื่อโดนไฟ แสดงว่าถ้าพวกมันดูดซับพลังธาตุไฟเข้าไปการแบ่งตัวของพวกมันก็จะช้าลงด้วย“...พลังเวทของเอสก้าเหรอ แต่ว่ามันเป็นเวทรักษา..”โครมขมวดคิ้ว “อย่าลืมสิ… ที่ผ่านมาเราสู้กับปีศาจชนะได้สบายๆเพราะอะไร..”มอร์แกนพูดแทรกโครมแล้วมองมาที่ผม“ฉันเห็นด้วยกับแผนของเอสก้า” ผมเห็นผู้การเรซมีสีหน้าที่ค่อนข้างกังวลหลังจากฟังแผนของผม ผมเข้าใจว่าแผนผมค่อนข้างเสี่ยง ถ้าพลังของผมไม่ได้ผล นั่นก็เท่ากับว่าผมไปเพิ่มจำนวนให้พวกมัน… แต่เขายังไม่รู้ว่าผมทำอะไรอย่างอื่นได้อีกนอกจากเสกโล่กับรักษา ถ้าผมให้ Buff เพิ่มพลังกับทหารทุกคน พวกเขาก็จะสามารถสู้กับพวกมันได้อย่างสบายๆ ต่อให้ปีศาจพวกนั้นไม่แพ้ธาตุอะไรเลยก็ตาม ตราบใดที่พวกปีศาจไม่ได้เป็นอมตะ นั่นก็แปลว่าพวกมันสามารถตายได้ถ้าโดนโจมตีแรงๆ “ฉันเห็นด้วย.. ถึงผลลับจะไม่ได้ออกมาตามที่ต้องการ แต่เราก็ยังมีเวทเสริมพลังของเอสก้าอยู่”คามิลแสดงความเห็นออกมา พอผู้การได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วหันมาทางผม“เวทเสริมพลังงั้นเหรอ? เราขอทราบได้ไหม ว่ามันทำงานยังไง ท่านนักเวทเอสก้า”...ถ้าอธิบายไปจะดูน่าสงสัยไหมนะ ...แต่ถ้าไม่อธิบาย เขาก็คงไม่วางใจให้แผนผมแน่ๆ“........มันเป็นเวทมนตร์ที่จะเพิ่มพลังและทักษะให้กับคนที่ได้รับราวๆ 4 เท่า จากทักษะพื้นฐานของคนๆนั้นครับ”“สะ... 4 เท่า!”ทุกคนเบิกตากว้างมองมาทางผม… โดยเฉพาะคนที่เคยได้รับBuff จากผม… อยู่ในอาการช็อกไปชั่วขณะ คงไม่รู้ตัวเลยสิ... พวกเขาแค่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แต่ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน“แต่ว่าเวทเสริมพลังของผมจะมีระยะเวลาของมันอยู่ครับ ประมาณ 4-5 นาที เห็นจะได้…”ผมยังไม่รู้ระยะเวลาที่แน่นอนของมัน ถ้าในเกมที่เคยเล่น ทุกๆสกิลในเกมจะนับเป็นเทิร์น อย่างสกิล Holy Power ของ Divine จะอยู่ได้ประมาณ 3 เทิร์น... แต่ว่านี่คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เท่าที่ผมลองนับเวลาดูคร่าวๆก็ประมาณ4-5นาที ตามอย่างที่ผมบอกผู้การเรซไปเมื่อกี้ผู้การเรซพยายามเก็บสีหน้าที่ตกตื่นกับคำตอบแล้วพยักหน้าเบาๆ จากท่าทางของเขา ดูจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ เขาหันไปหากุนเทอร์และเริ่มขอคำปรึกษา พอพวกเขากันได้ครู่หนึ่งก็เหมือนจะได้ข้อสรุป“...ผมขอเสนอให้จัดกองทหารที่พอมีฝีมือสัก 20-30 นาย เป็นแผนสำรองในกรณีที่แผนของเอสก้าไม่สำเร็จ เราจะใช้เวทเสริมพลังของเอสก้าในการจัดการพวกมันแทน”กุนเทอร์พูดถึงแผนเดิมว่ายังดำเนินการต่อ โดยแยกพวกเราที่เหลืออยู่ออกเป็น 2 ทีม โดยทีมแรกที่ดำเนินตามแผนหลักคือ บารัส มอร์แกน โครม ส่วนทีมสองจะเป็น กุนเทอร์ คามิล แล้วก็ผม ไม่นานกุนเทอร์ก็โน้มน้าวผู้การเรซตกลงให้พวกเราทำตามแผนสำเร็จ ระหว่างที่พวกเรากำลังเตรียมตัว ผมที่ไม่มีอุปกรณ์เสริมอะไรกับเขา ก็ใช้เวลาในการรอพวกเขาด้วยการรักษาทหารที่นอนบาดเจ็บในป้อมปราการ ถึงโครมกับคามิลจะช่วยรักษาไปบ้างแล้ว แต่ด้วยจำนวนคนเจ็บที่เยอะขนาดนี้ พวกเขาไม่ทางรักษาได้หมดหรอก ตอนแรกที่ผมขอให้พวกหมอกับทหารช่วยพาคนเจ็บมานอนรวมๆใกล้ๆกัน ก็มีแต่สายตาเคลือบแคลงใจมองมา แต่พอหลังจากผมร่ายเวท Blessing รักษาอาการบาดเจ็บของทหารทุกคนเสร็จ สายตาคนรอบข้างก็เปลี่ยนไปในทันที… ช่วยหยุดมองด้วยสายตาเลื่อมใสแบบนั้นเถอะ…“เอสก้า… นายทำได้ยังไง ไอ้เวทเสริมพลัง4เท่านั้นน่ะ นั่นไม่น่าใช่เวทที่จะใช้ได้ง่ายๆเลยนะ… ยิ่งเพิ่มเป็น 4 เท่าด้วยนี่มัน…”โครมที่เตรียมตัวเสร็จแล้วแอบเดินมากระซิบข้างหูผม ...ผมคงตอบคำถามของเขาไม่ได้เช่นเคย สุดท้ายผมเลยส่ายหน้าให้เขา และบอกเขาไปเหมือนเดิมว่าเป็นความลับ“เลิกเซ้าซี้เอสก้าได้แล้ว โครม”คามิลเดินมาแล้วไล่พี่ชายตัวเองให้ไปอยู่กับกลุ่มของมอร์แกน“ขะ เข้าใจแล้ว ว่าแต่นายเถอะ ระวังตัวด้วยนะ เข้าใจไหม!”โครมพูดทิ้งท้ายประโยคด้วยความเป็นห่วง ส่วนคามิลก็พยักหน้าตอบกลับเบาๆ ก่อนจะหันมาบอกให้ผมไปรวมตัวกับกุนเทอร์ได้แล้ว โชคดีเหมือนกันที่เขามาตามผม ผู้คนรอบๆตัวผมตอนนี้ ถ้ามีธูปเทียนอยู่ในมือ คงจะจุดธูปกราบไหว้ผมไปแล้ว…และแล้วกลุ่มของพวกเราก็แยกตัวออกเป็นสองทีม ขณะนี้ ผม กุนเทอร์ และคามิลกำลังขี่ม้าไปยังจุดที่ปีศาจพันตาอาละวาดอยู่ ก่อนเราจะออกไปกัน ผู้การเรซก็มาย้ำกับพวกเราอีกทีว่า เขาจะรีบส่งกำลังพลไปเพิ่มอีกตามที่กุนเทอร์ขอไว้ และขอให้พวกเราถอยทันทีหรอกแผนการไม่สำเร็จ… เขายังบอกเพิ่มเติมว่าระหว่างนี้มีพวกนักเวทจากสถาบันนักเวทมาช่วยใช้เวทไฟชะลอการเคลื่อนไหวของพวกมันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นเปลวไฟเมื่อไหร่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นพื้นที่บริเวณนั้น “...เป็นอะไรหรือเปล่า เอสก้า?”กุนเทอร์ที่ควบม้าอยู่ถามขึ้น ตอนนี้ผมกำลังซ้อนท้ายเขาอยู่ ดูเหมือนว่าช่วงที่ผมกำลังใช้ความคิดจะเผลอกำชายเสื้อตรงเอวเขาไว้แน่นไป“ขะ ขอโทษครับ ผมไม่เป็นไร…”ผมเงยหน้าขึ้นแล้วพูด ก่อนเหลือบมองม้าที่วิ่งขนาบข้างอยู่… คามิลที่น่าจะอายุพอๆกับผมสามารถขี่ม้าได้คล่องแคล่วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย…“..กังวลเรื่องที่แยกกลุ่มกันใช่ไหม?”...กุนเทอร์รู้ด้วย ...ใช่ ผมกังวล อันที่จริง ผมกังวลตั้งแต่ตอนที่เรย์ทริสกับแมทเทียแยกตัวออกไปกันแล้ว“...ครับ”“แต่นายร่ายเวทเสริมพลังให้กับทุกคนก่อนแยกตัวกันหมดแล้วนะ”“...แต่อย่างที่ผมบอก เวทมนตร์ของผมมีระยะเวลา…”“ไม่ต้องห่วง พวกเขาจะไม่เป็นอะไร นายลืมไปหรือเปล่า? เอสก้า พวกเขาเป็นนักผจญภัยที่มีฝีมือพอสมควร พวกเขาผ่านภารกิจมาหลายรูปแบบ มีประสบการณ์อยู่พอตัว เอาตัวรอดได้แน่นอน”กุนเทอร์พยายามพูดให้ผมสบายใจ ก่อนจะหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ“นายเพิ่งจำได้เหรอ.. เรื่องระยะเวลาของเวทนายน่ะ ก่อนหน้านี้ นายไม่เคยพูดถึงเลย”กะ ก็จริง… ผมไม่รู้ว่าเขามีสีหน้ายังไงอยู่ แต่ฟังจากเสียงพูดแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าเขาถามออกมาด้วยความกังวล“...ขอโทษครับ ผมยังไม่แน่ใจ.. ก็เลยไม่เคยบอก”ความจริงผมควรบอกเรื่องความสามารถของสกิลให้เขารู้ไว้หน่อยเพราะภารกิจที่ทำอยู่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย ยิ่งกั๊กข้อมูลไว้แบบนี้แน่นอนว่ามันไม่ดีต่อการวางแผน… แต่ผมเองก็ยังหาข้ออ้างดีๆไม่ได้ เลยไม่มีโอกาสบอกกุนเทอร์สักที... ตอนนี้ผมหวังแค่ว่าเขาจะไม่สงสัยอะไรผมมากเกินไป ผมจึงบอกข้ออ้างที่พอจะคิดออกตอนนี้ไปว่า ความสามารถของสกิลที่เล่าไปประชุมกัน มาจากการที่ผมสังเกตพลังเวททุกๆครั้งที่ใช้ ซึ่งอาจไม่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็น“เอสก้า เรื่องแบบนี้น่ะ ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปอยู่แล้ว อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปล่ะ”เขาปลอบผมกลับ บางทีเขาอาจเข้าใจว่าผมพยายามรีบฟื้นความทรงจำของตัวเองอยู่อะไรแบบนั้น… ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้ฝืนตัวเอง.... แค่ต้องคิดหนักเรื่องจะแก้ตัวยังไงมากกว่า ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแล้วผ่อนแรงจับชายเสื้อของเขาลง ระหว่างทางที่เราควบม้ากันผมก็เห็นพวกทหารที่ยังต่อสู้กับผีโครงกระดูกอยู่เป็นระยะๆ ผมจึงช่วยเท่าที่จะทำได้คือ การเสกโล่และ Buff ให้พวกทหาร ถ้านี่เป็นเกม บอกได้เลยว่า ผมใช้มานาเปลื้องมากๆ ผมสังเกตว่าตัวเองเริ่มมีอาการเหนื่อยนิดหน่อย เวลาที่ใช้เวทมนตร์ต่อเนื่องหรือใช้กับคนจำนวนเยอะๆ คงต้องใช้ระมัดระวังมากกว่านี้แล้วสิ… ผมเก็บอาการเหนื่อยของตัวเองเอาไว้แล้วมองตรงไปข้างหน้า ท่าทางเราจะมาถึงจุดหมายกันแล้ว ผมเห็นเปลวไฟลุกโชนและมีเงาของตัวอะไรบางอย่างตะคุ่มๆอยู่ข้างในจำนวนมาก ถัดมาจากบริเวณนั้นไม่ไกลก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ทุกคนใส่เสื้อโค้ทยาวสีขาวที่ดูแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเป็นนักเวท กำลังพลัดกันร่ายไฟอย่างต่อเนื่อง พวกเราลงจากม้าแล้วรีบเดินตรงไปหาพวกเขา“ผู้การเรซส่งพวกเรามาให้จัดการต่อจากพวกคุณ”กุนเทอร์ไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปอธิบาย ทันทีพวกนักเวทเห็นพวกเรา มีนักเวทร่างสูงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็แทรกตัวเดินออกมา ดูจากปฏิกิริยาของนักเวทคนอื่นๆที่หลีกทางให้เขาแล้ว ผมว่าเขาต้องเป็นหัวหน้าของกลุ่มนักเวทแน่ๆ“ในที่สุด… ดูเหมือนว่าจะหาคนที่จัดการเรื่องนี้ได้สักทีสินะ”นักเวทคนนั้นพูดขึ้นแล้วเปิดฮู้ดที่คุมศีรษะอยู่ออก เผยให้เห็นเส้นผมสีฟ้าและเขาบนศีรษะคล้ายเขาของแพะ ชายตรงหน้าขยับแว่นตากลมๆของเขาให้เข้าที่พร้อมกับมองตรงมาที่ผม ก่อนจะหันไปทางคามิลที่ยืนอยู่ข้างๆผม“ไม่ทราบว่ามาทำอะไรที่นี่ คุณเกลเซอร์”ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองคามิล…. คุณเกลเซอร์เหรอ? “สวัสดีครับ ศาสตราจารย์ลาฮันเบล”“...พวกคุณรู้จักกันมาก่อนสินะครับ”กุนเทอร์ถามลาฮันเบล เขาพยักหน้าให้แล้วพูดต่อ“พี่น้องเกลเซอร์เป็นลูกศิษย์ของผม และผมไม่คิดว่าจะมีลูกศิษย์มาเสี่ยงอันตรายกับภารกิจแบบนี้… แล้วพี่ชายเธอล่ะ? ”ลาฮันเบลพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นแล้วหันกลับไปมองคามิลด้วยสายตาดุๆ.. ‘เกลเซอร์’ คงเป็นนามสกุลของโครมกับคามิลสินะ ผมเหลือบมองคามิลที่กำลังตอบกลับไป“เราแยกกันไปทำตามแผนที่วางไว้ครับ.. เรื่องโครมกับผมเอาไว้ก่อน ผมขอให้ศาสตราจารย์ฟังแผนที่เราจะดำเนินกันต่อจากนี้”คามิลตัดบทส่งให้กุนเทอร์เป็นคนอธิบายแผนทั้งหมด ลาฮันเบลคุยแผนกับกุนเทอร์อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่กุนเทอร์จะกวักมือเรียกผมมาคุยด้วย“...เด็กคนนี้สินะ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณเอสก้า ผม ลาฮันเบล”“ยะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ผมทำท่าโค้งทักทายตามมารยาท “แผนของคุณค่อนข้างเสี่ยง แต่จากพลังเวทที่พอจะสัมผัสได้ของคุณ ดูจะค่อนข้างแข็งแกร่งเลยทีเดียว”ลาฮันเบลกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตร… ไม่ใช่ว่าเขาดูคิดร้ายอะไรนะ... แต่ผมเดาว่าเขาคงไม่ใช่พวกยิ้มเก่ง เวลายิ้มเลยดูฝืนๆกลายเป็นรอยยิ้มแบบตัวโกงไปแทน จะว่าไปคามิลก็เคยยิ้มน่ากลัวๆแบบนี้ใส่ผมตอนเห็นพลังเวทของผมครั้งแรกเหมือนกัน… อาจารย์เป็นยังไงลูกศิษย์เป็นยังงั้นสินะ…. ลาฮันเบลชี้ไปทางกองไฟที่กำลังลุกโชนตรงหน้าแล้วพูดขึ้น“คุณเอสก้าคงเห็นแล้วใช่ไหม ว่าพวกมันจำนวนเยอะขนาดไหน ทางเราโหมไฟไปขนาดนี้ พวกมันยังไม่ตายสักตัว… คุณเข้าใจดีใช่ไหมว่าถ้าแผนของคุณพลาดมันจะเกิดอะไรขึ้น”ผมซึ่งหันไปมองตามทิศที่เขาชี้ ก็เห็นกลุ่มของปีศาจที่มีลักษณะเป็นเมือก มีหมวดยาวๆคล้ายกับปลาหมึกแต่มีหนามงอกอยู่เต็มตัวพวกมันไปหมด ตามตัวของพวกมันมีดวงตาเต็มไปหมด แค่มองก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว ที่ปากของพวกมันมีฟันใหญ่ยาวแหลมคม… น่ากลัว… ปีศาจตัวนี้สยองกว่าปีศาจเห็บยักษ์ที่เคยปราบไปเมื่อครั้งที่แล้วอีก“ผมเข้าใจครับ… ถ้ายังไงผมขออนุญาตใช้เวทมนตร์เสริมพลังกับสร้างโล่ป้องกันไว้เป็นแนวหน้าให้ก่อนแล้วกันนะครับ”ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ลาฮันเบลขมวดคิ้วเชิงไม่พอใจใส่ผม ก่อนพยักหน้าปล่อยให้ผมทำตามที่ขอ… ไม่แปลกใจหรอกที่เขาจะไม่พอใจ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมเดินออกห่างจากกุนเทอร์และลาฮันเบลเล็กน้อย แล้วอยู่ในท่าเตรียมร่ายเวท“Holy Barriers!!”แสงสว่างวาบเกิดขึ้นอีกครั้ง รอบนี้ผมหลับตาลง ลองจินตนการไปด้วยว่าให้โล่กลายเป็นโดมใหญ่ๆครอบลงรอบบริเวณที่พวกเรายืนกันอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าทำสำเร็จไหม… พอผมรู้สึกว่าแสงสว่างรอบๆตัวหมดไปแล้ว จึงค่อยๆลืมตาขึ้น และนั่นทำให้ผมยิ้มออกสะ สำเร็จ! เป็นโดมใหญ่ๆจริงๆด้วย! ผมหันรอบๆด้วยความตื่นเต้น การได้รู้ว่าเวทมนต์ที่ผมใช้ สามารถใช้ได้อย่างอิสระตามใจขนาดนี้ทำให้ผมใจเต้นแรงไปหมด ครั้งลองเป็นอะไรดีนะ อย่าง ปราสาท หรือ รถถัง ดี?ในตอนนั้นผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมา ผมเลยรีบเก็บอาการตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้“...นายทำอะไรน่ะ เอสก้า..”กุนเทอร์พูดพร้อมสีหน้าที่ดูเหมือนกับเห็นผี… อันที่จริงต้องบอกว่า ทุกคนในบริเวณมีสีหน้าเหมือนกับเห็นผี...“...ผมคิดว่ามันน่าจะปลอดภัยถ้าทำเป็นโดมใหญ่ๆแทนโล่ เลยจินตนการ..”“จะ จินตนาการ!?”รอบนี้ลาฮันเบลกับคามิลขึ้นเสียงสูงใส่ผมพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย..จะ ใจเย็นๆนะ ระหว่างนั้นก็มีนักเวทที่ร่ายเวทไฟอยู่ หยุดร่ายต่อเพราะอยู่ในอาการตกตื่น คงจะเสียสมาธิกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ลาฮันเบลที่ได้สติก่อนใครเพื่อน จึงหันไปด่ากลุ่มนักเวทให้มีสมาธิมากกว่านี้“...ไม่อยากจะเชื่อ”ลาฮันเบลหันกลับมาบ่นงึมงำ มองมาที่ผมตาแข็ง“..ละ แล้วหินเวทมนตร์อยู่ทางไหนหรือครับ ผมจะได้ทำตามแผนที่วางไว้..”ผมรีบถามเขา ขอร้อง.. อย่าถามอะไรมากเลย ...รีบๆพาผมไปถ่ายพลังเวทให้หินเวทมนตร์ทีเถอะ ลาฮันเบลเก็บอาการตกตื่นของเขาเอาไว้ แล้วพยักหน้าให้ผมเบาๆ “ตามมา”ผมกับคามิลเดินตามหลังลาฮันเบลไป โดยกุนเทอร์เลือกที่จะคอยเฝ้าระวังอยู่กับกลุ่มนักเวท เขาส่งสายตาที่ค่อนข้างเป็นห่วงมาทางผม ผมจึงหันไปทำปากขมุบขมิบบอกเขาไปว่า ไม่ต้องห่วง พวกเราเดินออกห่างจากจุดเดิมไม่ไกลนักก็เจอซากของหินคริสตัลจำนวนมาก “ระวังด้วย ด้วยจำนวนที่เยอะขนาดนี้ ถ้าถ่ายพลังใส่จนหมดทุกอัน พวกเธออาจจะสลบกันได้ โดยเฉพาะเธอ คุณเกลเซอร์”ลาฮันเบลมีสีหน้าและน้ำเสียงที่ตึงเครียด“ไม่ต้องห่วงครับ ผมถ่ายพลังเวทที่พวกมันชอบเอาไว้ล่อแค่อันหน้าอันเดียว ส่วนที่เหลือ..”คามิลหันมาทางผม เขามีสีหน้าที่ดูเป็นห่วงแวบหนึ่ง“นายจะทำไหวใช่ไหม?”เขาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเบาๆ ผมพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ แต่ก่อนอื่นคุณคามิลต้องสอนผมก่อนว่าจะถ่ายพลังเวทไปที่หินเวทมนตร์ยังไง” ลาฮันเบลที่ยืนดูอยู่ได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นทันที “เธอไม่เคยถ่ายพลังเวทมาก่อนงั้นเหรอ คุณเอสก้า”“..มะ ไม่เคยครับ”ผมหันไปตอบเขา ลาฮันเบลไม่ได้มีสีหน้าดูถูกอะไรผม... บางทีคงเพราะว่า เขาเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์อยู่แล้ว“ถ้าเช่นนั้น ผมซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนศาสตร์ด้านนี้อยู่แล้วจะเป็นคนสอนคุณเอง”เขาพูดพลางขยับแว่นตาเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ๆผม“ยื่นมือทั้งสองข้างของคุณออกมาครับ คุณเอสก้า”ผมทำตามที่เขาบอก ลาฮันเบลหยิบเศษคริสตัลเล็กๆออกมาจากเสื้อโค้ทแล้ววางลงบนมือของผม“รู้สึกถึงพลังเวทในตัวของคุณไว้ และเพ่งสมาธิไปที่คริสตัล กะขนาดของพลังเวทให้พอดีกับรูปทรง”ผมก้มหน้าลงมองคริสตัลในมือแล้วเริ่มเพ่งสมาธิ ผมผ่อนลมหายใจออกช้าๆและปล่อยให้พลังเวทไหลเข้าไป เศษคริสตัลในมือผมสว่างจ้าขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะวูบดับลง ตอนนี้คริสตัลที่อยู่ในนมือกลายเป็นเศษหินสีขาวที่มีแสงประกายนวลๆแผ่ออกมา ...นี่คือสภาพของหินเวทมนตร์หลังจากที่ผมคืนพลังเวทให้สินะ “....ว้าว”คามิลซึ่งยืนดูอยู่หลุดปากอุทานออกมาเบาๆ“..สวยงามมาก สมแล้วที่เป็นเวทมนตร์แห่งชีวิต”...เวทมนตร์แห่งชีวิต? ผมเงยหน้าขึ้นมองชายผู้มีเขาแพะตรงหน้าด้วยความสงสัย“...อย่าบอกนะว่า เธอไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวทมนตร์แบบไหนอยู่น่ะ…”ลาฮันเบลเอ่ยพร้อมสีหน้าตื่นๆ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ“เธอคงคิดว่าตัวเองใช้เวทมนตร์ธาตุแสงสายรักษาอยู่ใช่ไหม.. แต่ฉันบอกได้เลยจาก เศษหินเวทมนตร์ที่เธอเพิ่งคืนสภาพให้เมื่อกี้...” เขาหยุดพูดไปแล้วล้วงอะไรบางอย่างในกระเป๋าที่อกเสื้อออกมา มันเป็นหินเวทมนตร์อันเล็กๆอีกอัน สีของมันเป็นสีเหลืองนวลสว่างสดใส “นี่คือหินเวทมนตร์ธาตุแสง… เธอคงเห็นความต่างแล้วใช่ไหม”ลาฮันเบลมองตรงมาที่ผม “...”ผมนิ่งเงียบ และทบทวนความคิดในหัว.. แสดงว่าเวทมนตร์ของ Divine ไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุแสงงั้นสินะ งั้นเวทมนตร์แห่งชีวิตคืออะไร? ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน.. มันต่างกับเวทมนตร์ธาตุแสงยังไง? มีคำถามเต็มหัวผมไปหมดเลยตอนนี้ คำถามเดิมในหัวยังหาคำตอบไม่ได้เลยแท้ๆ“ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผู้ถูกเลือกคนใหม่”ชายเขาแพะตรงหน้าพูดเสร็จ จู่ๆก้มหน้าและคุกเข่าทำท่าทางทำความเคารพให้ผมทันที... ….หา?ผมช็อคไปครู่หนึ่ง แล้วรีบบอกให้ลาฮันเบลลุกขึ้น ค่อยยังชั่วที่เขายอมลุกขึ้นตามที่ผมบอก “ขออภัยที่เสียมารยาทไปเมื่อสักครู่ ท่านเอสก้า”ลาฮันเบลกล่าวพร้อมขยับแว่นตาให้เข้าที่อีกครั้ง สะ.. สรรพนามเปลี่ยนโคตรไว… ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆให้เขา… นี่มันเกิดอะไรฟะ…? ผู้ถูกเลือกนี่หมายถึง นักบุญ อะไรนั่นที่คนชอบเข้าใจผิดว่าผมเป็นกันสินะ… ไม่เอาอะ.. ไม่อยากเป็นเลยสักนิด.. ผมแค่มาช่วยเฉยๆ“ผะ.. ผมว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ.. ผมเป็นแค่นักเวทคนหนึ่ง! เนอะ คุณคามิล?”ผมเหลือบมองคามิลที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ พอเขาเห็นว่าผมมองไปเขา เขาก็เปิดปากพูดขึ้นมา“เรื่องที่นายเป็นหรือไม่ได้เป็นนักบุญ ฉันไม่สนหรอก ตอนนี้นายก็เข้าใจวิธีการถ่ายพลังเวทแล้ว เรามาเริ่มงานกันเถอะ”“คุณเกลเซอร์..”ลาฮันเบลมองคามิลด้วยสายตาดุๆ ...ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อยที่เห็นว่าคามิลไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิม… แต่ว่า..นายไม่คิดจะช่วยผมเถียงหน่อยเหรอไง!? คามิล! ผมไม่อยากให้อาจารย์นายเข้าใจผิดๆแล้วไปปล่อยข่าวลือแปลกๆนะ.. เฮ้อ...ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วหันกลับไปทางซากคริสตัลทั้งหลายและเริ่มลงมือถ่ายพลังงาน… ไอ้เรื่องผู้ถูกเลือก.. นักบุญ.. กับ เวทมนตร์แห่งชีวิต อะไรนั่นเอาไว้ทีหลัง... ผมตัดเรื่องในหัวทิ้งทั้งหมดแล้วเพ่งสมาธิอีกครั้งคามิลเดินนำผมขึ้นไป เขาถ่ายพลังเวทธาตุไม้ลงไปที่ซากคริสตัลด้านหน้าสุดจนเสร็จแล้วหันมาทางผม“ค่อยๆทำ.. ไม่ต้องรีบ หินจะระเบิดได้ถ้านายรีบจนเผลอบีบอัดพลังเวทมากเกินไป”คามิลเห็นว่าผมพยายามถ่ายพลังเวทซากคริสตัลพร้อมๆกัน เลยเตือนให้ผมใจเย็นลง ผมพยักหน้าให้เขาอย่างเข้าใจและค่อยๆเพ่งสมาธิถ่ายเทพลังต่อ ซากคริสตัลรอบๆตัวของผมเริ่มส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ผมมารู้สึกตัวอีกทีซากคริสตัลทั้งหมดก็กลายเป็นสีขาวซึ่งมีแสงประกายเต็มไปหมด… สะ แสบตา เหมือนมีคนโรยกากเพรชเยอะๆแล้วสาดแสงส่องวิ้งวับๆผมหลี่ตามองดูผลงาน ก่อนจะหันกลับไปหาลาฮันเบลที่ยืนตบมือยู่ข้างหลังผม.. เดี๋ยว.. แล้วเขาจะตบมือทำไมเนี่ย?“งดงาม.. น่าเสียดายที่ต้องปล่อยให้พวกปีศาจน่ารังเกียจพวกนั้นมาสัมผัส..”ลาฮันเบลพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง ดูเหมือนเขาอยากจะขุดหินเวทมนตร์พวกนี้เก็บกลับบ้านมาก“..ก่อนหน้านี้คุณลาฮันเบลบอกว่า เวทมนตร์ของผมเป็น เวทมนตร์แห่งชีวิต ใช่ไหมครับ?... ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเวทมนตร์ของผมจะมีผลเป็นลบกับพวกมันหรือเปล่า...”ผมพูดกับเขาเสียงเบาด้วยความไม่มั่นใจ.. ชายเขาแพะส่งเสียงในลำคอเบาๆ แล้วขยับแว่นกลมของเขาอีกครั้ง… มันคงเป็นคาร์แลคเตอร์ของเขา..หรือไม่ก็ขยับแว่นด้วยความเคยชินละนะ“ไม่ต้องกังวลไป ท่านเอสก้า เวทมนตร์แห่งชีวิตสามารถหักล้างกับทุกพลังบนเอโซเดียร์ได้ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงเหมือนกับเวท Holy Barriers ที่ท่านใช้ไป ไม่มีอะไรสามารถทะลุผ่านได้”...หักล้างกับทุกพลังบนโลกนี้ ...จริงดิ ...พลังของ Divine จะ OP ไปไหม.. เฮ้อ...เริ่มรู้สึกรับตัวเองไม่ได้อีกจนได้ ผมรู้ว่าตัวเองเผลอทำหน้าเอือมระอาชีวิตออกมา เลยก้มหน้าลงนวดหว่างคิ้วแล้วค่อยเงยหน้าขึ้นถามเขาเพิ่มเติม“ดูคุณลาฮันเบลจะรู้เรื่องนี้ดีจังเลยนะครับ..”“ผมอาจจะมีความรู้ไม่เท่าท่านแกรนลิทเชอร์.. แต่ตัวผมก็เคยเป็นอาจารย์ให้กับท่านนักบุญคนก่อน”ผมเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเขาพูดถึงนักบุญคนก่อน “คุณลาฮันเบล..หมายถึงเจ้าหญิงดิไวท์เหรอครับ?”เขายิ้มออกมาเล็กน้อยและพยักหน้า“ผมช่วยฝึกฝนและศึกษาพลังของเวทมนตร์แห่งชีวิตจากท่านดิไวท์อยู่พักใหญ่ ความจริงเรื่องเวทมนตร์แห่งชีวิตค่อนข้างเป็นความลับ… ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันไปว่าเวทของนักบุญเป็นเวทมนตร์ธาตุแสง”...อย่างงี้นี้เอง ลาฮันเบลกระแอมในลำคอเบาๆแล้วพูดต่อ“ถ้าท่านเอสก้าอยากรู้เรื่องเวทมนตร์แห่งชีวิตมากกว่านี้ ผมเองก็ยินดีที่จะอธิบายให้มากกว่านี้ แต่ก่อนอื่น พวกเราคงต้องรีบไปจัดการพวกปีศาจกันให้เรียบร้อยก่อน แล้วหลังจากนี้เราค่อยมานั่งคุยกันนะครับ”ใช่ ตอนนี้ควรโฟกัสเรื่องปีศาจกันก่อน ผมเก็บคำถามไว้แล้วหันไปทางคามิลที่ยืนอยู่เงียบๆ “รีบไปกันเถอะ”ตอนที่พวกเราเดินกลับไปถึงที่หมาย กลุ่มทหารราวๆ 20 กว่านายที่ผู้การเรซส่งมาให้เป็นกำลังเสริม กำลังเตรียมตั้งแถวและพูดคุยอยู่กับกุนเทอร์ ดูเหมือนว่าจะมีทหารบางคนในกลุ่มจะรู้จักกับกุนเทอร์ พวกเขาคุยกันอย่างสนิทสนม ก็แน่ล่ะ... กุนเทอร์เคยทำงานในกองทัพของอาณาจักร เขาก็น่าจะมีคนรู้จักเป็นทหารอยู่ที่เมืองท่าเรือบ้าง พอเขาเห็นว่าผมกับคามิลกลับมากันแล้ว ก็รีบเดินมาหาผมทันที “เรียบร้อยดีใช่ไหม?”“ครับ หลังจากผมใช้เวทเสริมพลังให้ทหารแล้ว เรามาเริ่มแผนกันได้เลยครับ”ผมตอบกลับ กุนเทอร์ที่ดูจะยังมีสีหน้ากังวลอยู่นิดหน่อย ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ“ถ้าเกิดอะไรขึ้น นายต้องหนีไปให้เร็วที่สุดเข้าใจไหม?”กุนเทอร์กระซิบเสียงเบา ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปได้แต่พยักหน้ากลับไปเผื่อให้เขาสบายใจ.. หนีเหรอ นั่นสินะ...กับขาที่เดินยังไม่ถนัดแบบนี้จะหนีทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่า ผมคงไม่หนีอะไร เพราะอีกไม่นานปีศาจพันตาพวกนี้ก็จะหายไปแล้ว.. ถ้าเป็นไปตามที่ลาฮันเบลบอกไว้ พลังเวทแห่งชีวิตจะต้องมีผลกับพวกมันกองทหารตรงหน้าผม ตอนนี้ตั้งแถวเรียงหน้ากระดานและตั้งโล่เอาไว้ แน่นอนว่า ขณะนี้พวกเขาปลอดภัยอยู่ในโดม Holy Barriers ที่ผมเอาสร้างไว้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มแผน โดยการสั่งให้กลุ่มนักเวทหยุดยิงเวทไฟใส่พวกมันเมื่อไหร่ ความโกลาหลจะเกิดขึ้นทันที.. แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่เราจะสามารถล่อให้ดูดซับพลังจากหินเวทมนตร์ได้... ผมก้าวเท้าไปยืนอยู่ใกล้ๆกับกลุ่มทหารและเริ่มร่ายเวทอีกครั้ง ผมร่ายทั้งเวท Holy Power และ Shield ให้พวกเขาอย่างรวดเร็ว เป็นอีกครั้งที่เวทมนตร์ของผมสร้างเสียงฮือฮาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเวทที่ดูจะตกตื่นกับการใช้เวทมนตร์ของผมเป็นพิเศษ“เอาล่ะ ทุกคนจำเอาไว้ อยู่ในตำแหน่งของตัวเอง อย่าแตกตื่นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงอยู่ในเขตแดนที่ท่านเอสก้าสร้างเอาไว้!”เสียงลาฮันเบลดังขึ้นมาจากข้างหลัง กลุ่มนักเวทดูจะทำตามคำสั่งของเขาเป็นอย่างดี ทุกคนมีสมาธิมากขึ้น เมื่อพูดจบชายเขาแพะก็หันหน้ามาพยักหน้าให้กุนเทอร์เชิงว่าให้เริ่มแผนการได้“ทหาร! เตรียมอาวุธ!”เสียงของกุนเทอร์กู่ร้องดังขึ้น ทั้งเขาและเหล่าทหารตรงหน้าผมทุกนายชักดาบออกมาตั้งท่าเตรียมกันอย่างพร้อมเพียง ผมบอกเลยว่าฉากนี้ทำให้ผมใจเต้นแรงสุดๆ อย่างกับเวลาดูหนังที่เกี่ยวกับพวกอัศวินอะไรแบบนั้น ผมมองไปที่กุนเทอร์ซึ่งยืนนำทัพอยู่แถวหน้า เขาเหมือนพวกแม่ทัพในหนังมากๆ ขาดแค่แต่ชุดเกราะของเขาที่ดูธรรมดาไปหน่อย จะว่าไปแล้ว ผมก็อยากเห็นเขาใส่ชุดเกราะเท่ๆดูสักครั้งเหมือนกัน“หลังจากศาสตราจารย์ลาฮันเบลให้สัญญาณ! ทุกคนเตรียมตัวให้ดี! ศาสตราจารย์ลาฮันเบล!!”กุนเทอร์ส่งไม้ต่อให้ลาฮันเบล ชายเขาแพะดันแว่นขึ้นแล้วกล่าวต่อ“ทุกคน! ผมจะนับถอยหลัง! พอผมนับถึง 1 ขอให้หยุดร่ายเวทไฟทั้งหมด!” “รับทราบ!!”“ 3! ”“ 2! ”“ 1! ”นักเวทที่ร่ายเวทไฟเอาไว้หยุดร่ายอย่างพร้อมเพียงกัน กองไฟที่ลุกท่วมเมื่อกี้หายไปในพริบตาทันที ตามมาด้วยเสียงดาบกระทบกับโล่เพื่อเป็นการเรียกขวัญ ตอนนี้เหล่าทหารวิ่งออกจากโดมเขตแดนที่ผมสร้างไว้มุ่งตรงไปยังเป้าหมาย เมื่อไม่มีเปลวเพลิงบดบังรูปร่างและหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของพวกมันแล้ว พวกปีศาจพันตาก็พุ่งตัวเข้าหากลุ่มทหารอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ ...แต่นี่ล่ะคือจุดเริ่มต้นความผิดพลาดของพวกมัน“แทงลูกตา ตัดหนวดและลำตัวของมัน!!”ถึงแม้จะอยู่ในโดมแต่ผมก็สามารถเห็นการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน กุนเทอร์ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีศักยภาพที่สุดในกลุ่มของทหาร ทั้งฟันและแทงปีศาจพันตาได้อย่างง่ายได้ หนวดที่เต็มไปด้วยหนามที่แหลมคมถูกตัดขาดกระเด็นในเพียงไม่กี่วิ ทหารหลายคนมีแสดงประหลาดใจออกมาเมื่อพวกเขาสามารถโจมตีพวกมันและจัดการได้อย่างง่ายดาย พวกเขาดูฮึกเหิมมากขึ้นและเริ่มโจมตีปีศาจพันตาตามที่กุนเทอร์บอกให้ทำ เหล่าปีศาจพันตาเริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ พวกมันคงเริ่มรู้ตัวแล้วว่าต่อสู้ต่อไปทั้งอย่างนี้ไม่ไหวแน่ๆ ใช่ พวกมันต้องเพิ่มจำนวนให้มากกว่านี้ และแล้วเหล่าปีศาจพันตาที่ยังเหลือรอดอยู่ก็เริ่มเชื่อมต่อหนวดเข้าหากัน และขยายหนวดจนยาวและเจาะลงพื้นดินอย่างรวดเร็ว พวกมันไม่ทันได้เอะใจว่าทำไมมนุษย์ถึงได้หยุดจู่โจมต่อเมื่อเห็นว่ามันกำลังจะดูดซับพลังจากหินเวทมนตร์…แต่กว่าจะรู้ตัวก็พลาดไปซะแล้วลำตัวของเหล่าปีศาจพันตาเริ่มพองโตขึ้นและระเบิดออกราวกับลูกโป่งน้ำที่โดนเข็มเจาะไปทีละตัวๆ เมือกสีดำและหนามแหลมแตกกระจายไปทั่ว จริงอยู่ว่าผมร่ายเวทกันสถานะให้ทหารทุกคนหมดแล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกเจ็บได้ถ้าทุกหนามแหลมๆพวกนั้นแทงเอา ผมจึงรีบร่ายHoly Barriers ให้พวกเขาก่อนที่ร่างของพวกมันจะระเบิดออกมา หลังจากการระเบิดที่เหนอะหนะจบลง เสียงกู่ร้องแห่งชัยชนะของทั้งกลุ่มทหารและกลุ่มนักเวทก็ดังขึ้น นักเวทบางคนซุดตัวนั่งลงไปกับพื้นและส่งเสียงออกมาอย่างโล่งอก พวกเขาคงเหนื่อยกันมามาก ถึงจะพลัดกันร่ายเวทแต่การร่ายเวทไฟอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ไฟมอดดับไปคงเป็นอะไรที่ใช้พลังเวทเยอะน่าดู ผมมองใบหน้าของคนรอบๆตัวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้วจริงๆที่เลือกมาช่วยเหลือพวกเขา เพราะพวกเขาทุกคนต่างก็มีบ้านที่ต้องกลับ และครอบครัวที่เขาต้องปกป้อง… พอเผลอมาคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกเหงาขึ้นมาเลยแฮะ ..คงเพราะผมไม่เหลือครอบครัวแล้วนี่นะ“เอสก้า”ผมหันไปตามเสียงเรียก พอหันไปก็เจอหน้าของคามิลซึ่งมองตรงมาที่ผม“นายเป็นอะไรไหม?”...หือ? ผมคงเผลอแสดงสีหน้าอะไรออกมาสินะ ผมพยายามดันรอยยิ้มที่ปากขึ้น แล้วตอบกลับไป“ผมสบายดีครับ! โชคดีจังที่แผนสำเร็จ ถ้าแผนไม่สำเร็จผมต้องแย่แน่ๆ”ผมหัวเราะแห้งๆ ซึ่งคามิลยังมองผมเงียบๆและไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ผมแอบรู้สึกว่าเขาถอนหายใจเบาๆหลังจากได้ยินคำตอบผม.. ผมคงไม่ได้ไปทำอะไรให้เขารู้สึกลำบากใจเข้าใช่ไหม?พอเห็นว่าสถานการณ์สงบเรียบร้อยดีแล้ว ผมจึงเตรียมจะยกเลิกโดม Holy Barriers ที่สร้างไว้ แต่แล้วจู่ๆเรื่องที่คาดคิดก็เกิดขึ้นมาอีก“ตูมมมมมมมมมมมมม!!”เสียงระเบิดดังสนั่น ที่พื้นดินเริ่มเกิดรอยแยกขึ้นมา…. เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย!?“ทุกคน!! รีบกลับเข้าไปในเขตแดน!!”เสียงตะโกนของกุนเทอร์ดังขึ้นมาอีกครั้ง กลุ่มทหารพากันวิ่งเข้ามาหลบในโดม.. โชคดีนะที่ผมยังไม่ทันได้ยกเลิกไปซะก่อน ระหว่างนั้นก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกระลอก รอบนี้กุนเทอร์ที่วิ่งกลับเข้ามาอยู่ในโดมแล้ว บอกว่าเป็นเสียงระเบิดของพวกโครม มอร์แกนและบารัส พวกนั้นคงเริ่มลงมือจัดการปีศาจโครงกระดูกกันแล้วพร้อมชี้ไปทางที่มีควันลอยสูงขึ้น ...แต่เรื่องเสียงระเบิดดังสนั่นรอบแรกนั่น เขาไม่สามารถบอกว่าเกิดอะไรขึ้น.. ในใจผมนึกไปถึงเรย์ทริสขึ้นมา เจ้าเอลฟ์นั่นทำอะไรบ้าระห่ำหรือเปล่านะ... แบบยิงธนูติดลูกระเบิดอะไรแบบนั้นหรือเปล่านะ? สักพักแรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินก็เกิดขึ้นอีกครั้ง รอบนี้ผมคิดว่า ผมฟันธงได้แล้วว่ามันคือตัวอะไร… ใช่ ..ปีศาจหนอนยักษ์นั่นแน่ๆ ผมก้มมองพื้นดินแล้วเกิดความกังวลขึ้นมาทันที… ก็ไอ้ปีศาจตัวนี้มันมุดดินได้.. ถ้าเกิดมันมุดดินขึ้นมาในโดมล่ะ.. หายนะแน่ๆ ผมคุกเข่าลงแล้ววางมือลงบนพื้นดิน.. ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถร่าย Holy Barriers ใส่เป็นพื้นได้ด้วยไหม? แต่ผมระแวงมากเลยตอนนี้ ขอลองหน่อยแล้วกันกุนเทอร์ที่เห็นผมซุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นก็มีท่าทางตกอกตกใจเกินเหตุขึ้นมาทันที ผมเลยต้องรีบบอกไปว่า ผมจะลองใช้เวทมนตร์อะไรนิดหน่อย ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง “ Holy Barriers!! ” ผมร่ายเวทอีกครั้ง เกิดแสงสว่างขาวนวลขึ้นบนพื้นรอบบริเวณที่ผมคุกเข่าและค่อยๆขยายออกไปจนสุดขอบเขตของโดม เมื่อแสงสีขาวดับวูบไปก็เผยให้เห็นลวดลายของวงแหวนเวทขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ของทุกคนที่ยืนในโดมสำเร็จ! ป้องกันรอบทิศสักที!ผมรู้ได้ทันทีว่าผู้คนรอบๆอยู่ในอาการงงงวยว่าผมทำบ้าอะไร… ยกเว้นกุนเทอร์กับคามิลที่เข้าใจสาเหตุได้ทันทีหลังจากผมร่ายเวทเสร็จไม่ทันไรแผ่นดินก็ไหวอีกครั้ง พื้นดินที่มีรอยแยกเริ่มปริแตกออก บางอย่างใต้พื้นดินทะลุขึ้นมา ทำให้แผ่นดินและเศษหินแตกกระจาย… เป็นมันจริงๆด้วย เรย์ทริสจำกัดปีศาจหนอนยักษ์ตัวนี้ไม่สำเร็จเหรอ? ไม่สิ ดูจากสภาพมันแล้วมันกำลังบาดเจ็บหนัก เศษชิ้นเนื้อของมันกำลังหลุดลอกออกมา… ผมไม่อยากมองเพื่อบรรยายให้พวกคุณฟังต่อ...เพราะมันจะทำให้คุณกินข้าวไม่ลงเอาได้… ว่าแต่มันโผล่มาทำอะไรที่นี้ละ? หรือว่าแค่หนีมาแล้วมาจ๊ะเอ๋กับพวกเรา?กลุ่มนักเวทและกลุ่มทหารเริ่มแตกตื่นกัน ผมไม่แปลกใจเลย… พวกเขาเพิ่งเคยเจอมันครั้งแรก ตัวใหญ่เท่ายักษ์ สูงเป็นเมตรแถมอยู่ในสภาพเนื้อหลุดสยดสยอง “อย่าแตกตื่นตั้งสติไว้ให้ดี !!”กุนเทอร์ตะโกนเรียกสติทุกคนเป็นคนแรก ตามด้วยลาฮันเบลที่เริ่มพูดเรียกสติเหล่านักเวทสำหรับผมสภาพของมันดูใกล้จะตายอยู่แล้ว ถ้าให้กุนเทอร์ไปตบอีกสัก 2-3 ทีก็น่าจะดับสนิทแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบ้างเกิดขึ้น... เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คาดการเอาไว้เลยสักนิด….“มะ มันกำลังทำอะไรน่ะ..”ทหารนายหนึ่งทักขึ้นมาทันทีที่ปีศาจหนอนยักษ์กำลังขยับตัวทำอะไรบางอย่าง… ดูท่าทางมันจะกำลัง… กินเมือกสีดำ… ไม่สิ.. ผมหมายถึง.. มันกำลังกินซากศพของปีศาจพันตาอยู่…ผมช็อคในสิ่งที่มันทำอยู่ครู่หนึ่ง... ก่อนจะรีบหันไปบอกให้กุนเทอร์รีบไปฆ่ามัน ...แต่ก็สายไปซะแล้ว ร่างกายของปีศาจหนอนยักษ์ฟื้นคืนกลับไปสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว แขนและขาของมันงอกเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ผมรีบร่ายเวท Holy Power เพิ่มให้กุนเทอร์และเหล่าทหารทันที เพื่อกันปัญหา Buff หมด“คุณกุนเทอร์! อย่าไปปล่อยให้มันคืนสภาพจนสมบรูณ์ รีบจัดการมันกันเถอะครับ!”ผมเตือนกุนเทอร์เรื่องร่างสมบรูณ์ของมัน การที่มันยังกินศพของปีศาจอยู่เรื่อยๆแบบนี้แปลว่ามันยังขยายร่างได้อีก กุนเทอร์หันมามองผมด้วยสายตาเป็นห่วงอีกครั้งก่อนพูดขึ้น“จับกลุ่มกับพวกนักเวทไว้นะ เอสก้า จริงอยู่ว่านายสร้างโล่เพิ่มไว้ที่พื้นดินแล้ว แต่ถ้าเกิดมันมุดดินจนพื้นดินบริเวณนี้ถล่ม..”“ไม่ต้องห่วง คุณเอลเบอร์ ผมจะดูแลท่านเอสก้าให้ปลอดภัยเอง”ลาฮันเบลที่เดินมายืนอยู่ข้างๆผมพูดขึ้น กุนเทอร์ที่เพิ่งสังเกตได้ว่าสรรพนามที่ลาฮันเบลใช้กับผมเปลี่ยนไปจากตอนแรกก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วเสียงแข็งออกมา“ผมคิดว่าคุณน่าจะเข้าใจอะไรผิดไปนะ ศาสตราจารย์ ไว้หลังจบเรื่องนี้แล้ว ผมว่าเราคงต้องคุยกัน”“หึๆ เป็นอย่างที่ผมได้ยินมาจริงๆด้วย คุณเป็นพวกชอบเก็บความลับด้วยการข่มขู่คนอื่นสินะ”“...ศาสตราจารย์!”...จู่บทสนทนาของสองคนนี้ก็อึมครึมขึ้นมา โดยเฉพาะน้ำเสียงของกุนเทอร์… น่ากลัวแฮะ…“จริงอยู่ที่ผมไม่เคยเจอคุณ.. คุณเอลเบอร์ แต่ผมได้ยินเรื่องของคุณจากเจ้าหญิงพอสมควร”“...กรุณาคิดให้ดีก่อนจะพูดอะไรออกมาด้วยครับ ศาสตราจารย์ลาฮันเบล”กุนเทอร์มีสีหน้าที่ค่อนข้าง… น่ากลัวตามน้ำเสียงของเขาแล้ว ผมอยากแทรกบทสนทนาให้พวกเขากลับมาโฟกัสสถานการณ์ตรงหน้าอยู่หรอกนะ แต่ก็…“......ไว้เรื่องนี้เราคุยกันทีหลัง ขอตัวก่อน”กุนเทอร์กล่าวตัดบทแล้วหันมาทางผม ...อืม สีหน้าเขาเปลี่ยนไวชะมัด.. กลับมาเป็นปกติ“ฉันจะรีบกลับมา ระวังตัวด้วย”“คะ ครับ”เขายิ้มให้ผมแล้วหันหลังออกวิ่งไปนอกโดม พร้อมส่งสัญญาณให้กองทหารตามเขามาเมื่อกี้ลาฮันเบลบอกว่า เคยได้ยินเรื่องของกุนเทอร์มาจากเจ้าหญิงสินะ… งั้นแสดงว่ากุนเทอร์รู้จักกับเจ้าหญิงเป็นการส่วนตัวเหรอ? อืม… แล้วเจ้าหญิงคนไหนละ? ดิไวท์หรือชาลอต? หรือว่าทั้งคู่? แย่ล่ะ.. ต่อมความอยากรู้อยากเห็นของผมถูกกระตุ้นเข้าให้ซะแล้ว… ผมเหลือบมองลาฮันเบลที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เขาหันมาส่งยิ้มให้แล้วหันกลับมองสถานการณ์ข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร… ดูเหมือนจะเป็นความลับสินะ ต่อให้ผมถามเขาคงไม่พูดออกมาแน่ๆแต่เรื่องนั่นเอาไว้ตามทีหลัง เรากลับมาสนใจปีศาจหนอนยักษ์กันก่อนกุนเทอร์และทหารแบ่งกลุ่มและพยายามโจมตีมันจากทุกทิศเพื่อเบียงเบนความสนใจในการฟื้นคืนสภาพของมัน รวมไปถึงพยายามล่อให้มันออกห่างจากเขตแดนอีกด้วย ผมพยายามช่วยเท่าที่จะทำได้ พอเห็นทหารคนไหนพลาดท่า ก็จะเสกโล่ป้องกันให้พวกเขาตลอด ท่าทางมันจะค่อนข้างฉลาด เมื่อมันเห็นว่าทุกครั้งที่มันโจมตีจะมีโล่ขึ้นมาบังไว้ ทำให้มันเริ่มใช้หนวดที่มีลักษณะคล้ายกับหนอนไชทะลุพื้นดินและพยายามโจมตีจากด้านล่างแทน… ไม่ได้การล่ะ... “คุณลาฮันเบล! คุณใช้เวทน้ำแข็งได้ไหมครับ? หรือเวทอะไรก็ได้ที่หยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว!”ผมถามชายเขาแพะ ที่มีสีหน้าคร่ำเครียดอยู่หันมาตอบผม “ต้องขอโทษด้วย... ผมถนัดการเวทไฟมากกว่าน้ำ เกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมน้ำให้เยือกแข็งได้ในทันทีที่ใช้..”“...”“ฉันทำได้”ตอนที่ผมพยายามใช้ความคิดอยู่ เสียงของคามิลก็ดังขึ้น ผมหันไปตามเสียงก็พบว่าเขากำลังถือหินเวทมนตร์สีฟ้าขนาดเท่าผลส้มอยู่“คุณเกลเซอร์… คุณตั้งใจจะทำอะไร? คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าควบคุมไม่ได้ขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น”ลาฮันเบลขมวดคิ้วใส่คามิล จากน้ำเสียงของเขาแล้วดูจะเป็นห่วงมากกว่ากำลังดุ“ทราบดีครับ ศาสตราจารย์.. แต่ครั้งนี้เรามีเอสก้า”คามิลพูดแล้วหันมามองผม… หือ? เขาจะให้ผมทำอะไร?ในตอนนั้นเองหินเวทมนตร์สีฟ้าก็ค่อยๆลอยขึ้นจากมือของคามิล หินเวทมนตร์ส่องแสงสว่างสีฟ้าออกมาแล้วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆก่อนจะเริ่มหมุนรอบตัวเขาอย่างช้าๆ… คะ โคตรแฟนตาซี… พอเผลอคิดแบบนี้ไปแล้ว ผมรู้สึกตลกตัวเองแปลกๆ… เพราะเอาเข้าจริงพลังผมแฟนตาซีหนักกว่าเขาอีก…“ถ้าเกิดว่าฉันพลาดจนระเบิด นายช่วยสร้างเขตแดนป้องกันคนรอบๆด้วย”“...ระเบิด?”“ใช่.. มาเถอะ ถ้าอยู่ตรงนี้ฉันใช้เวทมนตร์ไม่ถนัด”คามิลไม่พูดพร่ำทำเพลงก็พาผมวิ่งออกไปนอกโดม จนถึงจุดที่มองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น ความจริงก็ดีสำหรับผมเหมือนกัน ผมร่ายเวทป้องกันให้พวกเขาได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเพ่งมองแบบเมื่อกี้ “แผนล่ะ?”“...กะจังหวะที่มันเริ่มใช้หนวดของมันมุดดินครับ จากนั้นใช้เวทน้ำแข็งแช่เอาไว้ครับ”“ได้”สิ้นคำตอบรับ เศษหินสีฟ้าที่ลอยอยู่รอบตัวเขาก็หมุนเร็วขึ้น เขายื่นมือออกไปข้างหนึ่งแล้วเริ่มร่ายเวท“ Freeze!! ” แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเกิดเป็นวงแหวนเวทก่อนที่เศษหินสีฟ้าจะถูกยิงออกไป เมื่อเศษหินปักเข้าตามหนวดของปีศาจหนอนยักษ์ คามิลก็ทำท่ากำมือ เศษหินที่ปักอยู่ทั้งหมดนั่นก็แตกออกและมีน้ำพุ่งกระจายออกมาแล้วเริ่มแข็งตัว หนวดของมันจึงถูกยึดติดอยู่กับพื้น กุนเทอร์ซึ่งเห็นว่าหนวดของปีศาจถูกแช่แข็งจึงใช้โอกาสนี้ไล่ฟันแขนและขาที่งอกออกมาจำนวนมากตามตัวของมัน




    ขณะที่ผมจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า คามิลที่ยืนอยู่ข้างๆผม มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะเวทแช่แข็งที่เขาใช้อาจจะกินพลังเวทของเขาเยอะ หรือไม่ก็ใช้ยากเกินไปสำหรับเขา เพราะขนาดศาสตราจารย์อย่างลาฮันเบลยังไม่ชำนาญเลย ผมเหลือบมองจุดที่ต่างๆที่ถูกแช่แข็งอยู่เกิดรอยร้าวและกำลังจะปริแตก ตอนแรกผมสงสัยเรื่องระเบิดที่เขาพูดถึง... แต่ตอนนี้ผมพอเข้าใจแล้ว เขาคงจะกลัวสเก็ดของน้ำแข็งระเบิดไปโดนพวกทหารเลยจำเป็นต้องมีผมมาด้วย“คุณคามิล..” “เฮ้อ… พอได้แล้ว คุณเกลเซอร์ ผมจัดการต่อเอง”“..! ศาสตราจารย์!”เสียงของลาฮันเบลดังขึ้นจากข้างหลัง พอผมหันไป ทางต้นเสียง ชายเขาแพะเดินมาประชิดตัวคามิล แล้วจับมือข้างที่คามิลกำมือเอาไว้“ Freeze!”ลาฮันเบลร่ายเวทซ้ำ น้ำแข็งที่เริ่มปริแตกเมื่อครู่กลับมาเยือกแข็งอีกครั้ง “ให้ตายสิ เป็นเวทมนตร์ที่เปลืองพลังเวทแล้วยังจะควบคุมยากอีก...”เขาขมวดคิ้วบ่นอุบอิบออกมาเบาๆ “ศาสตราจารย์ คุณไม่ถนัดธาตุสายน้ำไม่ใช่เหรอไงครับ”“อ่า โคตรไม่ชอบใช้เลยล่ะ แต่ผมเป็นทั้งหัวหน้ากลุ่มนักเวทและอาจารย์ของคุณ อย่าลืมสิ”หลังจากได้ยินคำตอบ คามิลก็ถอนหายใจเบาๆแล้วหันกำลังไปตั้งสมาธิต่อสรุปที่เขาบอกว่าไม่ถนัดเนี่ย… จริงๆแล้วเป็นเพราะเขาไม่ชอบใช้เวทธาตุน้ำสินะ…ผมหันไปดูสถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง ตอนนี้ทั้งขาของเจ้าปีศาจหนอนยักษ์ถูกแช่แข็งจนขยับเขยื้อนไม่ได้แล้ว คงผลจากการที่ลาฮันเบลช่วยควบคุมจุดเยือกแข็งอีกทีกุนเทอร์และเหล่าทหารที่จัดการตัดแขนขาไปเยอะแล้ว พอเห็นว่ามันเริ่มเคลื่อนที่หนีไม่ได้ จึงตีวงล้อมปีศาจเอาไว้และเริ่มกระหน่ำแทงไปตามลำตัวของมัน แน่นอนว่าปีศาจหนอนยักษ์พยายามดิ้นรน หาทางโจมตีกลับ แต่ก็ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว มันทั้งถูกหยุดการเคลื่อนไหว ทั้งโดนโล่ที่ผมเสกบล็อคการโจมตี ไม่มีทางหนีให้มันแล้วผมมองดูกุนเทอร์ไล่แทงตามลำตัวและกระโดดขึ้นไปบนหลังของปีศาจอย่างรวดเร็ว เขาง้างดาบขึ้นแทงเข้าที่สันหลังของมันซ้ำๆ ของเหลวสีดำเริ่มทะลักออกมาชวนให้สยดสยองอีกครั้ง ผมอยากปิดตาตัวเองจัง... กลัวเก็บเอาไปฝันร้ายชะมัด ไม่นานการต่อสู้ก็จบลง ปีศาจหนอนยักษ์ตอนนี้กลายเป็นกองเนื้อชิ้นโตที่ถูกราดด้วยของเหลวสีดำเมือกๆ… ส่วนเรื่องกลิ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง... ระหว่างที่ทุกคนกำลังโห่ร้องดีใจ ลาฮันเบลก็ขอเข้ามาจัดการกับศพปีศาจด้วยการเผาทำลายทิ้ง เพื่อกันไม่ให้พวกมันมากินศพกันเองอีก....“เฮ้อ…”ผมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าออกมา หลังจากยกเลิก Holy Barriers ที่เสกเอาไว้ในบริเวณนี้ออกหมดแล้ว เสกหลายๆอันและต่อเนื่องแบบนี้ มันก็ต้องกินพลังเวทเยอะอยู่แล้ว... ถ้าพลังเป็นตามแบบในเกมละก็ Holy Barriers จะหมดไป ต่อเมื่อผู้ใช้มานาหมดหรือ ผู้ใช้ยกเลิกการใช้งาน นั่นหมายว่าสกิลนี้กินพลังเวทเรื่อยๆนั่นเอง… แต่นี่เป็นโลกจริงๆไม่ใช่เกม ผมไม่สามารถฟันธงได้ว่าเงื่อนไขการใช้จะเหมือนกัน “เฮ้.. น้ำหน่อยไหม”“ขะ ขอบคุณครับ”คามิลที่พกกระติกน้ำใบเล็กๆมาด้วย เขาแบ่งน้ำให้ผมดื่ม ในตอนนี้ผมกับคามิลกำลังนั่งพักรอกุนเทอร์คุยแผนกระจายกำลังกับกลุ่มทหารและกลุ่มนักเวทอยู่ หลังจากนี้พวกเราต้องรีบไปสมทบกับกลุ่มมอร์แกน โครมและบารัส ที่กำลังจัดการกับพวกปีศาจโครงกระดูกกันอยู่ก่อนแยกกลุ่มกับพวกนักเวท ลาฮันเบลก็มาเตือนเรื่องที่ผมใช้พลังเวทไปเยอะมากเมื่อสักครู่ เขาบอกว่าอย่าลืมดื่มยาเพิ่มพลังเวทมนตร์ด้วย.. เขาหมายถึงยาเพิ่ม MP อะไรแบบนั้นใช่ไหม? แต่ผมไม่มีสักขวดเลยนี่สิ.. ไม่สิ.. จริงๆแล้วก็น่าจะมีอยู่ในสัมภาระที่พ่อบ้านฟรานเตรียมไว้ให้ แต่มันอยู่ในรถม้านี่สิ… คงไม่เป็นหรอกมั้ง?แล้วพวกเราก็ขี่ม้ากลับไปร่วมตัวกับอีกกลุ่มเพื่อช่วยต่อสู้กับพวกปีศาจโครงกระดูกต่อ..แต่เมื่อพวกเรากลับไปถึง ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้…บรรยายกาศที่เงียบสงัด… ปีศาจโครงกระดูกถูกจัดการจนเหลือเพียงเศษซาก และ..ร่างไร้วิญญาณของคนหลายคน“....พี่”เสียงที่สั่นคลอนดังขึ้น นั่นเป็นเสียงของคามิล เขารีบกระโดดลงจากม้าแล้ววิ่งตรงไปยังร่างของชายที่มีผมสีเดียวกันกับเขา... ที่ข้างๆร่างนั่นมีคนสองคนกำลังนั่งหอบอยู่กับพื้น มอร์แกนและบารัสอยู่ในสภาพที่แย่พอสมควร พวกเขามีบาดแผลเต็มตัวไปหมด สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่ได้มาจากบาดแผล แต่มาจากจิตใจ“..โครม”คามิลซึ่งเดินไปถึงร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ทรุดตัวลงกับพื้น เขาพยายามเรียกชื่อและเขย่าร่างไร้วิญญาณของพี่ชายตนอยู่หลายครั้ง จนมอร์แกนและบารัสต้องเข้าไปห้ามไว้
    “..พวกนายมาช้าไป”
    ร่างของชายคนหนึ่งกระโดดลงมาจากซากของปีศาจหนอนยักษ์พูดขึ้น ถึงเขาจะมีสภาพสะบักสะบอมแต่ยังมีท่าทางกระฉับกระเฉงอยู่เหมือนเดิม ...ยกเว้นแววตาของเขาที่ฉายแววเศร้าหมองออกมา“...เรย์ทริส”“.......แมทเทียอยู่ทางนี้ นายมาช่วยฉันขนเขาออกมาหน่อยได้ไหม... กุนเทอร์”

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    สวัสดีค่ะ หายไปนานมากเนื่องจากอยู่ช่วงทำโปรเจคเกมอยู่ค่ะ ตารางงานแน่นมาก (ร้องไห้)หากมีข้อผิดพลาดใดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ ด้วยค่ะโปรดติดตามตอนถัดไปนะคะ!ขอบคุณมากค่ะ ^^