ณ กระโจมผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังอัฒจันทร์อันอึกทึกของสนามแข่งตีคลี บัดนี้ บรรยากาศภายในกลับเงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอันเป็เอกลักษณ์ กลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรนานาชนิดที่ใช้ในการรักษา ลอยผสมผสานกับกลิ่นยาต้ม และกลิ่นคาวจางๆ ของโลหิต สร้างความรู้สึกทั้งสงบ และน่าหวั่นเกรงในคราวเดียวกัน แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผืนผ้าใบลงมา ทำให้ภายในไม่มืดทึบจนเกินไป แต่ก็ไม่สว่างจ้าจนรบกวนผู้ป่วย บนชั้นไม้ และโต๊ะเล็กๆ รอบกระโจม วางเรียงรายไปด้วย อุปกรณ์ทางการแพทย์ เท่าที่จำเป็ เข็มเงินวาววับ ผ้าพันแผลสะอาด ขวดกระเบื้องใส่ยาลูกกลอน และยาผงต่างๆ
ใจกลางกระโจมนั้น บน แคร่ไม้ เรียบง่ายตัวหนึ่ง จ้าวมู่เฉินกำลังนอนหายใจรวยริน หมดสติอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเื ศีรษะของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาด หลายชั้น ทรวงอกขยับขึ้นลงแ่เบาตามจังหวะลมหายใจที่ตื้น และอ่อนแรง แสดงให้เห็นว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ หากแต่อยู่ในสภาพที่เปราะบางยิ่งนัก
ข้างแคร่ไม้นั้น นายท่านจ้าว บิดาของเขายืนนิ่งงัน มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แววตาเต็มไปด้วยความเ็ปและ ความเป็ห่วงอย่างสุดซึ้ง ขณะทอดมองร่างของบุตรชายคนโต ริ้วรอยบนใบหน้าดูจะลึกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา เขามิได้เอ่ยวาจาใดๆ เพียงแต่ยืนมองบุตรชายอยู่อย่างนั้น ราวกับ้าส่งผ่านกำลังใจ และความห่วงใยไปให้ถึง
หมอหลวงท่านเดิมที่ทำการปฐมพยาบาลในสนาม กำลังเก็บเข็มเงินและอุปกรณ์ต่างๆ ลงในหีบยาอย่างเป็ระเบียบ เขาทำงานอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ส่งเสียงดังรบกวน หลังจากที่ได้คอยดูแลรักษาอาการของจ้าวมู่เฉินอย่างใกล้ชิด นับั้แ่ถูกหามเข้ามาในกระโจม วัดชีพจรเป็ระยะ ตรวจดูาแ และให้ดื่มยาบำรุงอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นนายท่านจ้าวยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หมอหลวงจึงเดินเข้าไปหา ค้อมกายลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูผ่อนคลายที่สุด “เรียนนายท่านจ้าว... บัดนี้ ข้าน้อยแน่ใจแล้วว่าอาการของคุณชายจ้าวมู่เฉินคงที่แล้วขอรับ”
ใต้เท้าจ้าวหันมาทันที แววตาฉายประกายแห่งความหวังขึ้นวูบหนึ่ง “ท่านหมอ... หมายความว่า เฉินเอ๋อร์ ปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย
หมอหลวงส่ายหน้าช้าๆ “ยังมิอาจกล่าวได้เต็มปากว่าปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ การกระทบกระเทือนที่ศีรษะนั้นรุนแรงนัก คงต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกนาน และยังต้องรอดูว่าเมื่อฟื้นคืนสติแล้ว จะมีผลกระทบข้างเคียงใดๆ หรือไม่ แต่ที่นับว่าโชคดีคือ ชีพจรของคุณชายกลับมาเต้นสม่ำเสมอ ไม่แ่เบาจนน่าเป็ห่วงดังเช่นตอนแรกแล้ว ถือว่าพ้นขีดอันตรายที่สุดมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
นายท่านจ้าวพยักหน้ารับช้าๆ ความกังวลยังคงฉายชัด แต่ก็มีความโล่งใจเจือปนอยู่บ้าง “แล้ว... เราควรทำอย่างไรต่อไป?”
“ณ ที่นี้ แม้จะสงบกว่าภายนอก แต่ก็ยังมิใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การพักฟื้นอย่างแท้จริง ทั้งยังมีผู้คนเข้าออก อาจรบกวนการพักผ่อนของคุณชายได้” หมอหลวงกล่าวต่อ “ข้าน้อยเห็นว่า ให้นายท่านจ้าวส่งบ่าวไพร่มารับตัวคุณชายจ้าวมู่เฉินกลับไปพักรักษาตัวที่จวนสกุลจ้าว น่า จะสะดวกและเหมาะสมกว่าขอรับ” “สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและความดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนในครอบครัว ย่อมส่งผลดีต่อการฟื้นตัวมากกว่า”
“ข้าเข้าใจแล้ว” นายท่านจ้าวตอบรับ “ขอบคุณท่านหมอมากที่ช่วยดูแลบุตรชายข้าอย่างเต็มที่”
"เป็หน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว" หมอหลวงค้อมกายอีกครั้ง “อย่างไรก็ตาม หากคุณชายจ้าวได้สติเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็ยามใดก็ตาม ขอได้โปรดส่งคนมาเชิญข้าน้อยได้ทุกเมื่อ ข้าน้อยจะรีบไปตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้งทันที”
“ข้าจะจำไว้ ขอบคุณท่านหมออีกครั้ง” นายท่านจ้าวกล่าว ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวคนสนิทที่ยืนรออยู่ด้านนอกกระโจมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไป! เตรียมรถม้า จัดที่นอนภายในให้หนาและนุ่มที่สุด อย่าให้มีการกระเทือนแม้แต่น้อย เราจะเคลื่อนย้ายคุณชายใหญ่กลับจวนเดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับคำ และรีบวิ่งจากไป นายท่านจ้าวหันกลับมามองร่างของบุตรชายบนแคร่อีกครั้ง เอื้อมมือไปััข้างแก้มที่เย็นชืดของมู่เฉินอย่างแ่เบาที่สุด แววตาเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และคำอธิษฐานเงียบๆ... ขอให้บุตรชายของเขาจงฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้อย่างปลอดภัย.
…..
หลายทิวาผ่านพ้นไปนับั้แ่วันเกิดเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวในสนามตีคลี ณ เรือนไผ่ขาว อันเงียบสงบ และคุ้นเคย บัดนี้ กลายเป็สถานที่พักฟื้นของ จ้าวมู่เฉิน บรรยากาศภายในเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรอ่อนๆ และความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้สลักลายเมฆาอันเป็เตียงประจำของเขา
จ้าวมู่เฉิน ยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ ใบหน้าซีดเผือดปราศจากสีเื แม้าแภายนอกที่ศีรษะจะได้รับการดูแลอย่างดี และมีผ้าพันแผลสะอาดพันไว้ แต่การกระทบกระเทือนภายในนั้นยังคงเป็ปริศนา บิดาและมารดาของเขา, นายท่านจ้าวและฮูหยินจ้าว, ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง ความเหนื่อยล้า และความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของคนทั้งสอง แต่ดวงตาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความหวังที่ไม่เคยดับสิ้น
ในยามบ่ายอันเงียบสงบวันหนึ่ง ขณะที่ฮูหยินจ้าวกำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าให้บุตรชายอย่างแ่เบาที่สุด พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติ! ปลายนิ้วมือเรียวยาวของจ้าวมู่เฉิน... กำลังขยับกระตุกเบาๆ..!
หัวใจของฮูหยินจ้าวพลันกระตุกวูบ นางจ้องมองนิ้วมือนั้นนิ่งงัน ลมหายใจแทบหยุดไปชั่วขณะ หรือจะเป็เพียงตาฝาด? แต่มิใช่... นิ้วมือนั้นขยับอีกครั้ง ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม!
“!!! ท่านพี่! ท่านพี่! ดูเร็วเข้า! นิ้ว... นิ้วของเฉินเอ๋อร์ขยับ..!” ฮูหยินจ้าวร้องเรียกสามีที่นั่งเผลอหลับอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงเต็มไปด้วย ความตื่นเต้นดีใจอย่างสุดระงับ
นายท่านจ้าวสะดุ้งตื่น รีบผุดลุกเข้ามาดูใกล้ๆ เมื่อเห็นปลายนิ้วบุตรชายขยับได้จริง แววตาของเขาก็พลันเปล่งประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที
น้ำตาแห่งความยินดีไหลอาบแก้มของฮูหยินจ้าว นางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงอย่างอ่อนแรง ค่อยๆ ประคองมือที่เริ่มขยับของจ้าวมู่เฉินขึ้นมาแนบแก้มของตน ััความอุ่นจางๆ จากร่างของบุตรชายเป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน นางเริ่มเอ่ยเรียกชื่อบุตรชายซ้ำๆ ด้วยเสียงสะอื้น
“เฉินเอ๋อร์... เฉินเอ๋อร์... ลูกแม่... ได้ยินแม่หรือไม่... ฟื้นสิลูก... ฟื้นขึ้นมา...”
ราวกับคำอ้อนวอนนั้นส่งไปถึง จ้าวมู่เฉินส่งเสียงครางแ่เบาออกมาจากลำคอ เปลือกตาที่ปิดสนิทมานานเริ่มสั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสว่างจากภายนอกทำให้เขาต้องหยีตาลงเล็กน้อย จ้าวมู่เฉิน ตื่นจากการหมดสติแล้ว!
“ฟื้นแล้ว! เฉินเอ๋อร์ฟื้นแล้ว! ท่านพี่!” ฮูหยินจ้าวร้องออกมาอย่างดีใจที่สุด ก่อนจะรีบหันไป สั่งบ่าวชาย ที่ยืนรออยู่หน้าห้องทันที “เร็ว! ไป! รีบไปเชิญท่านหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! บอกว่าคุณชายฟื้นแล้ว! เร็วเข้า..!”
แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว การฟื้นคืนสติกลับไม่ได้นำมาซึ่งความปลอดโปร่ง หากแต่เป็ความทรมาน เขารู้สึกปวดร้าวที่ศีรษะอย่างรุนแรง ราวกับจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ ความรู้สึกคลื่นเหียนตีตื้นขึ้นมา ทำให้เขาต้องนิ่วหน้า ร่างกายกระสับกระส่ายไปมาอย่างอึดอัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก และลำคอ
ท่ามกลางความเ็ป และมึนงงนั้น เขายังคงจำเสียงอันอ่อนโยน และคุ้นเคยของมารดาได้ขึ้นใจ เสียงที่เต็มไปด้วยความรัก และความห่วงใยนั้นเป็ดั่งแสงสว่างเดียวในความมืดมิด เขาพยายามเพ่งมองไปยังต้นเสียงนั้น
ทว่า เมื่อดวงตาปรับคุ้นกับแสง และมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เขากลับต้องตื่นใ…! ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาสับสนมึนงงอย่างหนัก นี่หาใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยของเขา เขาจำเรือนไผ่ขาวไม่ได้ การตกแต่งบางอย่างดู แปลกตา ไป และที่น่าใยิ่งกว่านั้น คือใบหน้าของมารดาที่กำลังมองเขาด้วยน้ำตานองหน้า... แม้จะยังคงเค้าความงาม แต่ริ้วรอยแห่งวัย และความอ่อนล้ากลับดูเด่นชัดขึ้นมาก... มารดาของเขาดูชราภาพขึ้นอย่างผิดหูผิดตา!
ความสับสน ความเ็ป และความกังวลถาโถมเข้าใส่จ้าวมู่เฉินในคราวเดียว เขายกมือข้างที่ไม่ได้ถูกมารดาจับขึ้นอย่างสั่นเทา ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปบนใบหน้าของมารดา อย่างแ่เบาก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
"ท่านแม่... เหตุใดท่านถึงชรามากขึ้นเช่นนี้? แล้วนี่... ข้าอยู่ที่ใดกัน? เหตุใดห้องนี้จึงไม่เหมือนเรือนของเราเลยแม้แต่น้อย?"
คำกล่าวที่ไม่คาดฝันของจ้าวมู่เฉิน ทำให้รอยยิ้มทั้งน้ำตาของฮูหยินจ้าวแข็งค้างไปในทันที! ความยินดีเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียง ความตื่นตระหนกใอย่างสุดขีด นางเบิกตากว้าง มองบุตรชายสลับกับสามีอย่างทำอะไรไม่ถูก
ความกลัวระลอกใหม่ถาโถมเข้าใส่หัวใจของนาง... บุตรชายของนางฟื้นแล้วก็จริง แต่เหตุใดเขาจึงพูดจาแปลกประหลาดและมีท่าทีสับสนราวกับคนความจำเสื่อมเช่นนี้?!
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์