“บ้าหน่า!ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”
“เจ้าเด็กนี่เป็นใครกันแน่ความแข็งแกร่งของพวกเขาสามคนที่แสดงออกมาต่อให้เป็นบรรพชนโบราณก็ไม่แน่ว่าจะสู้ไหวเชียวนะแต่เพียงพริบตาเดียวพวกเขากลับ...”
หลิวฉางกับเอี้ยนลี่ไหนเลยจะมีอารมณ์มาสู้กับพวกต้วนหลิงเทียนตอนนี้พวกเขาได้แต่ยืนมองไปยังจุดที่เย่ฉีต่อสู้อย่างโง่งม ยิ่งมองเห็นสภาพของพวกโอหยางเก๋อยิ่งทำได้เพียงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากหากเปลี่ยนเป็นพวกเขาเกรงว่าป่านนี้คงบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
“โอหยางเก๋อเฮยอี้ผาน เจ้านี่เป็นดาวร้ายของข้าชัดๆ ครั้งนี้ข้าขอถอนตัว!”
พอเริ่มได้สติเตียวผิงก็กล่าวออกมาทันทีพร้อมกับรีบถอดแหวนมิติโยนให้เย่ฉีโดยไม่สนใจผู้อื่นเมื่อครู่นี้สัมผัสถึงจิตตานุภาพของเย่ฉีเขาก็ไม่กล้าสู้ต่อแล้วล้อเล่นหรือเปล่า...ตอนนั้นที่ผู้อาวุโสในตระกูลสั่งสอนเขายังไม่มีพลังจิตที่น่ากลัวขนาดนี้เลย!
“ส่งเข็มเงินของเจ้ามาแล้วไสหัวไป”
เสียงราบเรียบของเย่ฉีดังขึ้นอีกครั้งทำให้เตียวผิงชะงักไปครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ได้แต่กัดฟันทนส่งเข็มเงินของเขาออกไปของนอกกายเหล่านี้แม้จะล้ำค่าแต่ในอนาคตยังหามาได้หากเย่ฉีเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาไล่สังหารเขาอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนั้นก็ไม่มีโอกาศครั้งที่สองแล้ว!
“ไป!”
หลังจากเหลือเพียงตัวเปล่าเตียวผิงก็คำรามออกมาอย่างเจ็บปวดรีบนำคนของเขาออกจากบริเวณนี้ทันทีตอนนี้นับว่าโลกปีศาจได้หมดสิทธิ์ในการแย่งชิงครั้งนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ตอนนี้เหลือแค่โอหยางเก๋อกับเฮยอี้ผานที่ยังลังเลอยู่ถึงตอนนี้ทั้งคู่ยอมรับจากใจจริงว่าเย่ฉีแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทว่าในระดับขั้นบรรพบุรุษระฆังทองนั้นต่อให้เย่ฉีจะไร้พ่ายแต่หากเป็นบรรพชนโบราณเล่า?พวกเขายังไม่เชื่อว่าจะเอาชนะเย่ฉีไม่ได้จริงๆอย่างไรก็ตามเฮยอี้ผานมองดูผิวทองแดงที่ปริแตกของตัวเองก็เริ่มรู้สึกว่าได้ไม่คุ้มเสียเขาไม่ได้เด็ดเดี่ยวเหมือนกับไท่เหล่ยที่เสี่ยงเปิดประตูโบราณ
“รับไป!”
เฮยอี้ผานยอมแพ้อสูรจากนรกอย่างเขาแม้อวดดีแต่ก็ย้อมลงได้เช่นกันแน่นอนว่าแค้นนี้ในอนาคตต้องชำระคืนแน่ ถึงอย่างไรภาพลักษณ์ของคนจากนรกก็ไม่ได้สูงส่งเท่าคนจากโลกนักปราชญ์อยู่แล้วปัญหานี้ปล่อยให้โอหยางเก๋อจัดการต่อไปเถอะ
เย่ฉียิ้มเย็นพลางรับแหวนมิติของเฮยอี้ผานมาก่อนจะหันไปมองโอหยางเก๋อสหายผู้นี้ท่วงท่าล้วนดูสง่าสูงส่งความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของเขาทำให้เย่ฉีใครรู้นักว่าจะยอมก้มหัวในวันนี้หรือไม่
“ของติดตัวข้ามอบให้เจ้าได้ทั้งหมดยกเว้นเพียงสิ่งเดียวของชิ้นนี้ไม่ได้มีค่าอะไรกับเจ้า”
สุดท้ายโอหยางเก๋อก็ได้แต่กัดฟันกล่ววออกมาพลางโยนแหวนมิติรวมถึงลูกแก้วเงินที่ล้ำค่าของเขาไปให้เย่ฉีตอนนี้ในมือเขามีกล่องไม้ดำอยู่กล่องหนึ่งนี่ก็ของตกทอดของตระกูลโอหยางที่เขาไม่อาจมอบให้กับเย่ฉีได้
“สหายของเจ้าสองคนจากไปตัวเปล่าเจ้าจะเป็นใครก็ไม่มีข้อยกเว้น”
คำพูดของเย่ฉีทำให้สีหน้าของโอหยางเก๋อดิ่งลงทันทีเขายอมขนาดนี้แล้วแต่สารเลวน้อยตรงหน้ายังไม่คิดจะปล่อยเขาไปอีกเขาไม่เหมือนกับเตียวผิงและเฮยอี้ผานที่เป็นตัวแทนของโลกระดับสูงตระกูลโอหยางจ่ายออกไปมากมายเพื่อเป็นตัวแทนโลกนักปราชญ์ในครั้งนี้เขามาที่นี่ในนามของตระกูลโอหยาง
“นี่คือของสืบทอดตระกูลโอหยางเจ้าเอาไปก็ใช้การไม่ได้”
“หากข้าเดาไม่ผิดของในกล่องคือกุญแจโกลาหลกระมัง?รีบๆส่งมาแล้วไสหัวไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”
เย่ฉียิ้มพลางกล่าวอย่างสบายๆโลกนักปราชญ์มีสภาปราชญ์อยู่และเหล่าผู้คุมอำนาจในสภานั้นก็ล้วนสืบเชื้อสายมาจากสี่มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในเชื้อสายวงศ์ตระกูลเหล่านี้เบื้องหลังยังมีสถานที่ในตำนานที่สี่มหาปราชญ์ทิ้งไว้เพื่อให้ลูกหลานพวกเขาได้รับการสืบทอดการจะเข้าไปต้องมีบัตรผ่านทางอย่างกุญแจโกลาหล แน่นอนว่าเป็นอย่างที่โอหยางเก๋อพูดไว้มีแค่สายเลือดของมหาปราชญ์ทั้งสี่ถึงจะสามารถใช้กุญแจโกลาหลได้
โอหยางเก๋อสีหน้ามืดหม่นในใจเต็มไปด้วยความอัปยศเขาขบกรามแน่นจนฟันแทบแตกขณะวางกล่องไม้ลงบนพื้นเบื้องหน้าด้วยความยากลำบากก่อนจะจากไปเขาจ้องมองเย่ฉีด้วยความเกลียดชังอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้
“เจ้าจะต้องเสียใจที่รับของสิ่งนี้ไป!”
เย่ฉีส่ายหัวเล็กน้อยพลางหัวเราะออกมาสำหรับกุญแจโกลาหลเขาไม่ได้สนใจเลยเย่ฉีแค่ต้องการสั่งสอนเด็กอวดดีอย่างโอหยางเก๋อเท่านั้น ดูจากรูปการณ์ที่ผ่านมาแผนการทั้งหมดเย่ฉีเดาว่าโอหยางเก๋อก็คือตัวตั้งตัวตีที่จะเล่นงานเขาหากไม่ใช่เพราะกาลก่อนเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลโอหยางเขาคงไม่ปล่อยโอหยางเก๋อไปง่ายๆแบบนี้
ตอนนี้คนจากไปหมดแล้วเหลือแค่เขากับต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงหลังเก็บของทุกอย่างแล้วเย่ฉีก็ให้ทั้งสองคนออกไปตามหาคนที่เหลือของนิกายมังกรนพเก้าและไปรวมตัวกับเขาที่ภูเขาลูกที่หนึ่งตอนรุ่งเช้าของวันสุดท้ายเดิมทีเย่ฉียังกังวลอยู่ว่าจะสามารถขึ้นสู่ภูเขาลูกสุดท้ายได้หรือไม่แต่ตอนนี้ปัญหาคลี่คายแล้วมีตราประทับที่ได้มาจากพวกโอหยางเก๋อตอนนี้หากเขาจับตราประทับสีดำได้ก็เพียงพอแล้ว
ย้อนกลับไปตอนที่เย่ฉีเป็นมังกรวัยหนุ่มถึงเขาจะเคยจับตราประทับสีดำได้แต่ก็เป็นเพราะโชคช่วยพูดตามตรงว่าแม้จะมีประสบการณ์มากมายแต่เย่ฉีก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถจับตราประทับสีดำได้ในครั้งนี้โชคดีเพียงอย่างเดียวก็คือการลงมือของพวกโอหยางเก๋อทำให้เขาได้ของมีค่ามาไม่น้อยกล่าวตามตรงว่าทรัพยากรของโลกมนุษย์ในยุคนี้มีน้อยมากจริงๆหากไม่ใช่เพราะการคงอยู่ของพระราชวังชนเผ่าโบราณแล้วโลกมนุษย์ยังเทียบดาวบริวารของโลกระดับกลางไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ขณะเล่นลูกแก้วสีเงินในมือเย่ฉีก็ครุ่นคิดถึงแผนการต่างๆจับตราประทับครั้งนี้ของวิเศษที่ได้จากโอหยางเก๋อชิ้นนี้สำคัญมาก หากสามารถจัดวางค่ายกลได้อย่างดีก็ยังมีโอกาสจะทำสำเร็จย้อนกลับไปตอนนั้นเย่ฉีในร่างมังกรหนุ่มที่ทรงพลังยังแทบจะสู้ตราประทับสีดำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไม่ต้องกล่าวถึงร่างมนุษย์ในตอนนี้ที่อ่อนแอเลย
“เอาเถอะอันดับแรกก็ต้องหาปีกดำให้เจอก่อนที่เหลือจะจัดการได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของข้าแล้ว”
เย่ฉีกล่าวพลางถอนหายใจออกมาคิดไปคิดมาด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในมือตอนนี้ก็มีโอกาศเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำสำเร็จแถมยังต้องพึ่งพาโชคไม่น้อยด้วยในดินแดนแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยตราประทับมากมายแน่นอนว่าหามีโอกาศเย่ฉีย่อมไม่พลาดที่จะจับตราประทับสีอื่นๆ ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีคนของนิกายให้ดูแล
เพราะการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนต้องถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ในการล่าตราประทับนอกจากเย่ฉีแล้วก็มีเหลือแค่คนจากสวรรค์และโลกอสูรเท่านั้นเรียกได้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้หากไม่มีเป้าหมายเหมือนกับเย่ฉีไม่ว่าจะเป็นคนจากโลกอสูรหรือสวรรค์ก็ล้วนกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว
เวลาเริ่มไหลผ่านไปเย่ฉีเดินทางกวาดล้างตราประทับทั่วทั้งสี่ทิศแม้จะประหลาดใจอยู่บ้างที่ไม่เจอคนจากสวรรค์กับโลกอสูรแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาตราประทับที่เขาเก็บรวมรวมได้ตอนนี้หลังหักส่วนของเขาแล้วยังเพียงพอให้ต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงขึ้นสู่เขาลูกที่สามอีกทั้งยังมีเหลือให้ศิษย์ของนิกายอีกสองคนขึ้นสู่เขาลูกที่หนึ่งด้วย
พอเข้าสู่คืนสุดท้ายก่อนฟ้าสางในที่สุดเย่ฉีก็หาตราประทับปีกดำเจอมันหลบซ่อนอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่ว่างเปล่า บริเวณนี้อาจเป็นเพราะไม่มีร่องรอยของตราประทับดวงอื่นเลยจึงทำให้ไม่มีใครสนใจที่นี่เย่ฉีแอบอยู่บนยอดเขาด้านนอกกวาดสายตามองรอบด้านอยู่นานก่อนจะตัดสินใจลงมือ
วิชาค่ายกลลับที่เรียนรู้มารวมกับลูกแก้วเงินของโอหยางเก๋อถูกนำออกมาใช้จนหมดสิ้นนอกจากนี้รอบๆใจกลางหุบเขาสิบลี้เย่ฉียังจัดวางค่ายกลกักขังเพื่อป้องกันไม่ให้ปีกดำหลบหนีอีกด้วยกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เกือบจะรุ่งสางแล้วตอนนี้เขาเหลือเวลาอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกแค่หกชั่วยามเท่านั้น
“เอาล่ะทีนี้ก็มาดูกันว่าจะจัดการเจ้าได้หรือไม่!”
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเย่ฉีก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางหุบเขาอย่างช้าๆ แผนการทั้งหมดนี้การโจมตีแรกนั้นสำคัญมากหากวัดกันตามตรงแล้วความแข็งแกร่งของเขายังห่างชั้นกับปีกดำอยู่มากโขดังนั้นหากไม่ลดช่องว่างนี้ลงก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จับตราประทับปีกดำได้
ตลอดทางเย่ฉีก้าวเท้าทีละก้าวอย่างระมัดระวังดวงตาของเขาจับจ้องไปยังตราประทับปีกดำที่นอนหลับใหลอยู่บนโขดหินตาไม่กระพริบจนกระทั่งเข้าสู่ระสิบจั้งเย่ฉีก็นำลูกแก้วค่ายกลออกมาพร้อมกับขยับนิ้วไปมาบังคับลูกแก้วจัดวางค่ายกลลับชนิดหนึ่งเมื่อลูกแก้วค่ายกลประจำจุดอย่างสมบูรณ์แล้วแววตาที่ราบเรียบของเย่ฉีก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมาทันที
พริบตานั้นดาราสีทองทั้งสี่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังของเย่ฉีก่อนที่ไอปราณของเขาจะปะทุขึ้นถ่ายพลังไปยังลูกแก้วค่ายกลทั้งหมดเมื่อข่ายอาคมสมบูรณ์ส่งผลให้ฟ้าดินบริเวณนี้หม่นสีลงราวกับถูกตัดแยกจากมิติหลักมาถึงตอนนี้ดาราที่หลอมเอามรดกของนิกายมังกรนพเก้าเข้าไปได้ผสานเข้าสู่กลางหลังของเย่ฉีแล้ว
กลิ่นอายที่ดุร้ายปะทุขึ้นพร้อมกับผิวกายของเขาที่บางส่วนแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดมังกรตั้งแต่ต้นจนจบกินเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นตอนนี้เจ้าปีกดำรู้ตัวว่าถูกซุ่มโจมตีก็พลันเดือดดาลขึ้นมาปราณสีดำพวยพุ่งออกจากปีกทั้งสองข้างของมันอย่างมหาศาล จากความสงบในตอนแรกที่หลับใหลพริบตาเดียวก็เกิดเป็นกลิ่นอายสะกดข่มที่อยู่ในระดับเดียวกับบรรพชนโบราณเก้าประตู
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นคุณสมบัติในการเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์คือบรรพบุรุษระฆังทองต่อให้สามารถบรรลุขั้นสู่บรรพชนได้ในแดนศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดก็แค่หนึ่งประตูโบราณดังนั้นแล้วตั้งแต่แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมีเพียงสามคนในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่สามารถกำราบตราประทับปีกดำได้!