“ผิงผิงเ้าบินอยู่ในป่าทุกวัน ไม่เจอผลไม้ที่พวกเขาเอาไปขายรึ หรือว่ามันถูกเก็บไปหมดแล้ว”
“ข้าไม่เห็นและไม่เจอเลย ถ้าไม่ถูกเก็บไปจนหมดต้น ก็อยู่ในที่มองเห็นได้ยาก ป่าเขาแถวนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก”
“หรือว่ามันมีป่า อยู่ในป่าอีกชั้นหนึ่ง เหมือนป่าสีเขียวที่อยู่ในป่าอสูรยังไงล่ะ หาดูกันเถอะ”
เซียวเหยาและนกน้อย เดินเข้าไปตามซอกเขาลึก ่ไหนพักก็เอาตำรามาเปิดดูเป็ระยะ แบบเทียบกับของจริง
“มีสมุนไพรหลายอย่างชอบอากาศเย็นชื้น ตามหุบเขาแบบนี้ แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นกันนะ”
“ตรงข้างต้นไม้ มีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เต็ม ข้างในนั้นต้องมีสมุนไพรอยู่เป็แน่ รีบมาดู!” เสียงผิงผิงขึ้นด้วยความตื่นเต้น ทำให้เซียวรีบวิ่งเข้าไปดู
“เถาวัลย์ตรงนี้เหมือนเป็ประตูลับ ข้างในนี้มีพลังเข้มข้นกว่าด้านนอกหลายเท่านัก ข้าต้องมานั่งโคจรพลังอยู่แถวนี้บ้างแล้ว!”
“สมุนไพรอยู่แถวนี้หลายต้นเลย พวกมันมีแสงในที่มืดด้วย” เสียงผิงผิงดังมาแต่ไกล
“โอ้มันต้องเป็สมุนไพร ที่มีระดับสูงเป็แน่ มีแสงออกมาแบบนั้น ดูเหมือนอายุมันน่าจะเยอะแล้วด้วย เก็บไปอย่างละต้นก็พอ ช่วยกันมองและจำทางเข้าออกด้วยนะ วันหลังจะได้มาที่นี่เลย ไม่ต้องเสียเวลาหาที่อื่น”
เซียวเก็บสมุนไพรแค่สามต้น สามอย่างใส่ถุงขนมที่เตรียมมาใส่สมุนไพรโดยเฉพาะ พร้อมกับเดินหาที่นั่งพัก
“ยังมีเวลา ผิงผิงข้าขอนั่ง โคจรพลังสักพัก มืดแล้วค่อยเอาจากที่นี่ยังไงก็ทัน ตลาดกลางคืนเปิด”
นั่งโคจรพลังได้สักพักหนึ่ง ตันเถียนของนางก็ดูดพลังปราณเข้มข้น เข้ามาอย่างมหาศาลไม่รู้จักจบสิ้น จนเวลาผ่านไป เกือบหนึ่งชั่วยาม
นกน้อยผิงผิง รู้สึกได้ถึงพลังปราณที่ลดลงอย่างมากและรวดเร็ว ด้วยความใมันรีบบินมาหา เซียวเหยาที่นั่งโคจรพลังอยู่ ดวงตานกน้อยเบิกกว้าง เมื่อเห็นเกล็ดสีทองตรงคอเซียวเหยา ปรากฏมันขึ้นมาครู่หนึ่ง แล้วหายไป
มันรีบบินเข้าไปใกล้ และบินวนไปรอบๆ ตัวเซียวเหยา
‘อสูรงูน้อย… เ้าจะแอบแฝงอยู่ในมิติจิต ของนางอีกนานไหม ออกมาข้างนอกบ้าง นายของเ้ายังไม่รู้ว่า มีเ้าอยู่ในมิติจิตเลย’ ผิงผิงสื่อสารผ่านทางจิต เข้าไปทักทาย
เซียวเหยาลืมยาขึ้นมาพอดี “มีอะไรอย่างนั้นหรือผิงผิง ถึงบินวนตัวข้าแบบนี้ มีสิ่งใดผิดปกติรึ”
“มีอสูรงูน้อยสีทอง มันอาศัยอยู่ในมิติจิตของเ้า ข้าเห็นมันปรากฏตัวขึ้นมา ตอนที่เ้านั่งโคจรพลังอยู่”
“อสูรงูน้อยอย่างนั้นรึ! ทำไมข้าถึงไม่รู้ และััไม่ได้ล่ะ”
“มันน่าจะซ่อนตัวอยู่ในมิติของเ้า เพียงแต่ระดับขั้นของเ้า ยังใช้มิติจิตไม่ได้ จึงััไม่ได้ว่ามีมันอยู่”
“หรือว่ามันจะเป็เ้าของไข่ตัวจริง ที่ไข่ของข้าเข้าไปอาศัยอยู่ข้างในนั้น พอมันมีพลังิญญาขึ้นมา ก็เลยไปอาศัยอยู่ในนิติจิต แบบเ้าที่คิด”
“ช่างมันเถอะ! ถ้าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ข้า ปล่อยให้มันอยู่ในนั้น ถึงเวลาแล้วคงจะออกมาเอง” นางพูดพร้อมกับเตรียมตัวกลับ
เซียวเหยามาปรากฏตัว หน้าตลาดกลางคืน ที่เปิดมาได้สักพักหนึ่งแล้ว
“ลุงเป่าข้ามาแล้ว ข้ามีสมุนไพรมาให้ท่านดูด้วย ไม่รู้ว่าราคามันจะกว่าสมุนไพรทั่วไปไหม”
“เ้ามาแล้ว! ไหนล่ะสมุนไพรที่เ้าว่า เอาออกมาให้ข้าผู้นี้ดูหน่อย” เซียวเหยายื่นถุงขนมไปตรงหน้า
“อยู่ในถุงขนมนี้ ได้มาแค่สามต้นเอง”
เหอเป่ามีอาการตกตะลึงเล็กน้อย หลังจากที่เห็นสมุนไพรในถุงขนม แล้วรีบปิดถุงไว้ดังเดิม “เ้ายืนรอก่อน ข้าขอดูให้แน่ใจก่อน ดูตรงนี้ไม่ได้อันตราย” เขาพูดได้เท่านั้น ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้เซียวเหยายืนเฝ้าอยู่หน้าร้าน อยู่ครู่หนึ่ง
“เ้าไปได้สมุนไพรสามตัวนี้มาจากที่ไหน มันเป็สมุนไพรระดับสูงรู้ไหม ราคามันก็สูงไปด้วย วางขายในตลาดแบบนี้ไม่ได้อันตราย ข้าต้องเอาไปขายให้กับสำนักใหญ่ เื่นี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
“หากเ้า้าใช้ศิลาิญญา เอาจากข้าไปก่อน มีประมาณสามร้อยศิลาิญญา เดี๋ยววันนี้ถ้าขายสมุนไพร ที่อยู่หน้าร้านได้ คงจะได้เพิ่มอีก เ้า้าใช้เยอะไหม”
“ลุงเป่าเอาให้ข้ามาสามร้อยก่อนก็ได้เ้าค่ะ ที่เหลือก็เอาไว้เป็วันหลัง ข้าต้องเอาไปซื้อของกินเก็บไว้ อีกห้าวันค่อยเจอกัน!”
“เ้าอยู่เป็ครอบครัวใหญ่เลยรึ ถึงได้เตรียมซื้อของกินไว้เยอะขนาดนั้น แล้วเ้ามีอะไรใส่ไหม ข้าเห็นแต่เ้าถือถุงขนมมาใบเดียว”
“ข้าไม่มีอะไรใส่หรอก ต้องให้ร้านที่ขายของหาถุงมาใส่ให้”
“ถ้าเ้าซื้อเยอะก็เอาถุงย่ามข้าไปก่อน ไว้ค่อยเอามาคืนวันหลัง มันใส่ของได้เยอะ ประมาณสิบเท่าของถุงใบนี้”
“จริงหรือเ้าคะ! ได้แบบนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องหิ้วพะรุงพะรัง แต่ว่าถุงย่ามแบบนี้ มีขายในตลาดนี้ไหม ข้าจะได้ซื้อมาใช้บ้างราคาแพงหรือไม่”
“ในตลาดนี้ไม่มีหรอก ข้าขอซื้อมาจากตำหนักใหญ่ ไว้ไปขายสมุนไพรข้าจะถามดูให้ เผื่อมีซื้อมาฝากเ้าสักใบหนึ่ง ก็แล้วกัน ราคาค่อยคุยกันทีหลัง”
ได้ศิลาิญญาและถุงย่ามจากลุงเป่า นางรีบเดินออกไปซื้อกินทันที มีอยู่ร้านหนึ่งมีที่ให้นั่งกินด้วย แต่ราคาค่อนข้างแพง เวลานี้นางหิว ไม่ได้สนใจเื่ราคาเข้าไปนั่งกิน ั้แ่อาหารคาวยันอาหารหวาน
ของที่สั่งอาหารมากิน เป็มังสวิรัติมีแต่ผักเท่านั้น ่นี้นางไม่อยากกินเนื้อสัตว์ มีขนมอีกหลายรายการ นางนั่งกินพร้อมกับนกน้อย โต๊ะที่นางนั่งอยู่ข้างในสุด ไม่ต้องกลัวใครจะมาเห็น นอกจากเสี่ยวเอ้อร์ที่ยกอาหารให้
พวกเขาถึงกับแปลกใจ เพราะอาหารกองเต็มโต๊ะ แต่มีแม่นางน้อยผู้หนึ่งนั่งกินคนเดียว เหมือนกินสักห้าคนได้ หรือญาติของนางจะตามมาทีหลัง
พวกเขาต้องแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง ที่อาหารถูกกินจนหมดโต๊ะเหลือแต่จาน หลังจากที่เข้ามาเก็บ ต่างคิดว่านางอาจจะห่อกลับบ้านเอง โดยไม่เรียกพวกเขา
“กลับกันเถอะผิงผิง ข้าอิ่มแล้ว” เซียวเหยา เดินลูบพุงเดินออกจากร้าน หลังจ่ายไปถึงห้าศิลาิญญา ถ้าเป็ชาวบ้านปกติกินได้เป็เดือน
“เอ๊ะ! ที่ตีนเขามีอะไรเกิดขึ้นหรือ” เซียวเหยากำลังจะขี่ไม้เท้ากายสิทธิ์ผ่าน พอดีสายตามองเห็นคนกลุ่มหนึ่ง ยืนอยู่เลยหลบหลังต้นไม้ แอบฟังพวกเขาคุยกัน
“ถ้าไม่มีศิลาิญญา ชดใช้ค่าเสียหายที่อาหารถูกขโมยไป ครบกำหนดห้าวันแล้ว แสดงว่าเ้าขโมยไปให้ ญาติพี่น้องกินเอง มีเ้าคนเดียวที่เข้ามาใหม่”
“ข้าไม่ได้ทำ ่หลายวันที่ผ่านมา ข้าไม่ได้ออกจากสำนักไปไหนเลย แล้วข้าจะขโมยขนมไปทำไมกัน ข้าไม่ได้ทำ!”
ชายร่างท้วมวัยสามสิบปี ถูกโยนไว้ข้างทาง พร้อมกับห่อผ้า ไม่สนใจว่าเขาจะเดินต่อไปอย่างไร รอบตัวมืดไปหมด ระยะก็ไม่ใกล้เลย กว่าจะมีบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ตีนเขาของสำนัก
“กลางคืนแบบนี้แล้วข้าจะเดินไปทางไหน พูดบอกก็ไม่ฟัง ว่าข้าไม่ได้เป็คนทำ ก็ไม่ฟังกันบ้างเลย”
เขาลุกขึ้นยืนเก็บห่อผ้า เดินท่ามกลางความมืดสลัว ที่พอมองเห็นเลือนราง เขาไปตามถนนอย่างหมดหวัง
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ ถึงได้ถูกคนพวกนั้น เอามาปล่อยทิ้งไว้ที่นี่แบบนี้?” เซียวเหยาเดินเข้าไปถาม ท่ามกลางความมืดสลัว
“แม่นางน้อย ข้ากำลังหาทางเดินไปหาที่พัก พวกเขาใจร้ายหาว่าข้าขโมยขนม ในห้องครัวออกมา ให้ข้าหาศิลาิญญาสิบก้อนไปใช้คืน พวกเขาให้เวลาห้าวัน แต่ข้าไม่มีให้ เลยถูกจับโยนออกจากสำนัก”
“แล้วเ้าล่ะ แต่งตัวไม่ได้เป็ลูกศิษย์ ของสำนักเหยี่ยวฟ้านี่ ทำไมถึงมาเดินอยู่แถวนี้?” ถึงจะมืดแต่ชุดที่นางใส่ ยามนี้เหมือนมีแสงสีนวลส่งประกายออกมา
“ข้าพักอยู่ด้านหลังของสำนักนี่แหละ แล้วตอนนี้จะท่านไปไหนต่อ หนทางก็มืดไฟส่องทางก็ไม่มี”
“ทำอย่างไรได้ ต้องเดินผ่านความมืดไป คงไม่ไกลมาก ข้าต้องไปแล้ว เ้าล่ะกลับขึ้นเขายังไงมืดแบบนี้”
“ข้าเป็ลูกศิษย์ของสำนักเหยี่ยวฟ้า ย่อมมีความสามารถอยู่แล้ว ข้าไปส่งท่านก่อนก็ได้ แล้วข้าค่อยกลับขึ้นเขาไป”
เซียวเหยายังไม่รู้ความสามารถ ของลูกศิษย์สำนักเหยี่ยวฟ้า ว่าอยู่ระดับไหน ทันทีที่นางดีดนิ้วแล้วมีไฟติดขึ้นมา เห็นระยะไกล ทำให้อดีตพ่อครัว ถึงกับใอ้าปากค้าง
“นี่เ้า…เป็ลูกศิษย์จริงหรือ เ้าไม่ได้เป็อาจารย์ แล้วปลอมเป็ลูกศิษย์ใช่ไหม ถึงกับใช้พลังธาตุไฟ ได้เยอะขนาดนี้ มันส่องทางได้ไกลเลย”
“อ้าว! ที่นี่แดนเซียน ไม่ได้มีความสามารถ สร้างลูกไฟได้หรอกหรือ”
“สร้างได้! เท่านิ้วมือของเ้าของ ก็ถือว่าใหญ่สุดแล้ว เ้าเป็ลูกศิษย์ของที่นี่ทำไมถึงไม่รู้”
“ข้าเป็ลูกศิษย์ที่อยู่หลังเขา ไม่รู้ว่าลูกศิษย์ทุกคนเป็ยังไงหลอก หลังจากลงไปถึงด้านล่างแล้ว จะไปที่ไหนต่อหรือ จะเช่าโรงเตี๊ยมนอน หรือว่าเดินทางไปที่ไหน?”
“คงต้องไปเช่าโรงเตี๊ยมนอนก่อน แล้วหางานสมัครเป็พ่อครัว ตามร้านอาหาร หรือว่าโรงเตี๊ยม อาชีพอื่นข้าก็ทำไม่เป็” ทั้งสองเดินเงียบ จนใกล้ถึงหน้าโรงเตี๊ยม เซียวเหยาดับไฟลง
“ถ้ามีศิลาิญญา จะไปเปิดร้านขายเองไหม?”
“นั่นคือความฝันสูงสุดของข้าเลย การมีร้านขายขนม แต่มันก็แค่ความฝันเท่านั้น เพราะตอนนี้ข้ามีศิลาิญญาอยู่ แค่สองก้อนเอง จ่ายค่าโรงเตี๊ยมค่ากิน ได้ไม่กี่วันก็หมดแล้ว”
“ถ้าเปิดร้านจะใช้ศิลาิญญาประมาณเท่าไหร่ ไม่ต้องเอาใหญ่มากก็ได้ แค่ขนาดปานกลาง”
“ถ้าเป็พื้นที่ในเมือง ใช้จำนวนเยอะเพราะต้องหาซื้อร้านค้า หรือถ้าซื้อที่ดินแล้วปลูกเอง แบบไหนก็ใช้เยอะเหมือนกัน ขั้นต่ำก็ประมาณ ห้าร้อยศิลาิญญา”
“ข้าให้เอาไปลงทุนเปิดร้าน สามร้อยศิลาิญญา ให้หาพื้นที่ก่อน จะซื้อหรือว่าสร้างใหม่ก็แล้วแต่ท่าน อีกห้าวัน่กลางคืน ข้าจะมาเจอท่านหน้าโรงเตี๊ยมที่นี่”
“เ้า…เ้า! นี่มันคือศิลาิญญาถึงสามร้อยก้อน เ้าเชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ ถึงให้มาเยอะขนาดนี้” เขายื่นมือไปรับ ถุงที่หนักเลยตรวจนับดู เขายื่นส่งคืนด้วยมือที่สั่นเทา
“รับไว้เถอะ หรือว่าท่านเป็คนที่ไว้ใจไม่ได้กัน? ก่อนที่สำนักจะรับเข้ามา ต้องมีการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว อาจจะมีผิดพลาด เื่ที่ถูกกล่าวหา ข้าไว้ใจท่าน รับไปเถอะและตั้งใจทำขนม ออกมาขายก็พอ”
“เ้าเรียกข้าว่าหย่งเล่อ ข้าจะตั้งใจหาร้าน และเปิดขายขนมที่ข้าถนัดที่สุด แล้วเ้าล่ะ ให้ข้าเรียกว่านายท่านหรือว่าให้เรียกกระไร”
“เรียกข้าว่าเซียวเหยา ข้าต้องไปแล้วอีกห้าวันเจอกัน รีบเข้าไปในโรงเตี๊ยมเถอะ”
กว่าจะกลับมาถึงกระท่อมที่พักก็ดึกมากแล้ว วันนี้นางนั่งโคจรพลังมาแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือง่วง แต่รู้สึกอึดอัดตัว
“ผิงผิง ข้ารู้สึกเหมือนตัวเอง พลังจะเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ต้องนั่งโคจรพลัง ฝากเ้าดูแลรอบกระท่อมด้วย มีอะไรก็มาเรียกข้าก่อน เข้าใจหรือไม่”
เซียวเหยานั่งโคจรพลัง จนใกล้รุ่งเช้า พลังระดับขั้นก็เลื่อนขึ้น แต่นางยังไม่รู้ว่า ตัวเองอยู่ระดับไหนแล้ว ‘พรุ่งนี้ต้องถามอาจารย์ดู ว่าเราอยู่ระดับไหนแล้ว มีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง’
เหวินฟู่เห็นหน้าลูกศิษย์ตอนเช้าถึงกับใ นางเป็อัจฉริยะทางด้านพลังปราณ หรือตัวอันตรายกันแน่!