พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 6 บทที่ 153 รถม้าถูกชน โม่เสวี่ยหมิ่นได้เข้าวัง

            “เรียนคุณหนู เป็นรถม้าของฉู่อ๋องเจ้าค่ะ” โม่เยี่ยหูไวเป็นพิเศษ จึงได้ยินเสียงโม่ฮว่าเหวินคุยกับผู้ที่อยู่บนรถไกลๆ นางรีบเข้ามาประคองโม่เสวี่ยถงที่ยังคงตื่นตระหนก แล้วกดเสียงต่ำกระซิบบอก

            ฉู่อ๋อง? ฉู่อ๋องผู้อ่อนโยนสง่างามจะเร่งอาชาให้วิ่งทะยานในเมืองหลวงเยี่ยงนี้ได้อย่างไร โม่เสวี่ยถงจึงย้อนถามโดยไม่ตั้งใจ “ฟังผิดไปหรือเปล่า”

            “คุณหนู บ่าวหูไวเป็นที่หนึ่งนะเจ้าคะ จะฟังผิดได้อย่างไร โม่อวี้ เจ้าอยู่หน้าสุดแอบยกม่านดูซิว่าใช่รถม้าของฉู่อ๋องหรือไม่” เมื่อได้ยินว่าโม่เสวี่ยถงรู้สึกแคลงใจ โม่เยี่ยจึงกล่าวกับโม่อวี้พลางชี้ไปนอกรถ

            โม่อวี้แอบเลิกม่านดูนานแล้ว พอได้ยินโม่เยี่ยเอ่ยถึงก็ผงกศีรษะทันที แล้วกระซิบบอกเสียงเบา “คุณหนู บ่าวไม่ได้ยินว่านายท่านคุยสิ่งใดกับพวกเขา แต่บ่าวเห็นรถม้าคันนั้นมีตราสัญลักษณ์ของจวนฉู่อ๋องเจ้าค่ะ” หลังกล่าวจบ โม่อวี้ก็หันศีรษะกลับไปแล้วเอ่ยถามอย่างนึกฉงน “ได้ยินว่าฉู่อ๋องทรงสุภาพอ่อนโยน ไฉนจึงปล่อยให้ข้ารับใช้บังคับรถอย่างชะล่าใจในเมืองหลวงเยี่ยงนี้เล่า”

            ในบรรดาองค์ชายสามพระองค์ เฟิงเจวี๋ยเสวียนมีชื่อเสียงดีงามที่สุด เคารพยกย่องนักปราชญ์ สุภาพอ่อนโยน แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยได้ยินว่าเขาจะเคยทำสิ่งใดผิดธรรมเนียมอันดีงาม แล้วไฉนวันนี้จึงบึ่งอาชาอย่างโอหัง ทั้งที่ก็ใกล้ถึงวังหลวงแล้วเยี่ยงนี้ ไม่กลัวว่าจะถูกขุนนางฝ่ายตรวจการตรวจสอบพฤติกรรมหรืออย่างไร

            “ถงเอ๋อร์ รถม้าของเราพังเสียหายแล้ว เจ้าพาสาวใช้ลงมาก่อนเถิด เดี๋ยวในจวนจะส่งรถม้าคันอื่นมารับเจ้าเข้าวัง” น้ำเสียงอ่อนโยนของโม่ฮว่าเหวินลอยมาจากหน้าประตู

            แม้น้ำเสียงจะฟังดูสุภาพ แต่โม่เสวี่ยถงก็ฟังรู้ว่าเขารู้สึกไม่พอใจอยู่หลายส่วน ออกจากบ้านมากำลังจะไปงานเลี้ยง กลับต้องเจอเรื่องร้าย เป็นใครก็ย่อมรู้สึกขุ่นเคืองทั้งสิ้น

            “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” โม่เสวี่ยถงลุกขึ้นอย่างไม่ลังเลด้วยการประคับประคองของโม่เยี่ย แล้วรับหมวกเหวยเม่าจากโม่อวี้มาสวม ก่อนจับมือนางไว้อีกด้านหนึ่ง

            เมื่อลงมาจากรถแล้ว พวกนางจึงพบว่าล้อรถถูกกระแทกจนบิดเบี้ยว มีบางส่วนที่เสียหายจนไม่สามารถวิ่งไปต่อได้อีก โม่ฮว่าเหวินยืนอยู่หน้ารถ เมื่อเห็นนางลงมาแล้วก็พาไปยืนอีกด้านหนึ่ง โม่อวี่เฟิงกำลังยืนคุยอยู่กับฉู่อ๋องซึ่งสวมอาภรณ์คอกลมปักดิ้นทองลายเมฆาสีน้ำเงินเข้มอยู่อีกด้านหนึ่ง

            เฟิงเจวี๋ยเสวียนยืนอกผายไหล่ผึ่งใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน ฟังโม่อวี่เฟิงพูดคุยแล้วผงกศีรษะรับเป็นครั้งคราว ทว่าสายตากลับทอดตามโม่ฮว่าเหวินไปยังร่างเล็กของดรุณีน้อยที่อยู่ด้านหลัง นางสวมหมวกเหวยเม่าที่มีตาข่ายคลุมยาวจนมองเห็นหน้าไม่ชัด มีเพียงอาภรณ์ไหมสีเขียวอ่อนที่ลอดออกมาให้เห็นอยู่รางๆ ที่ชายกระโปรงปักลายใบบัวซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยามที่ขยับร่างบางยิ่งดูอรชรอ้อนแอ้น ใบบัวคล้ายกำลังลอยละล่องตามจังหวะการเดินของนาง

            “กราบทูลฉู่อ๋อง นี่คือธิดาน้อยของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเดินมาถึงหน้าเฟิงเจวี๋ยเสวียน โม่ฮวาเหวินก็ขยับไปด้านซ้ายทำให้ขวางอยู่ด้านหน้าของโม่เสวี่ยถงพอดี เขากล่าวแนะนำแล้วหันกลับมาพูดกับบุตรสาว “ถงเอ๋อร์ นี่คือฉู่อ๋อง”

            “ถวายบังคมฉู๋อ๋องเพคะ” โม่เสวี่ยถงยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย

            “คุณหนูสามของจวนโม่หรือ? ได้ยินมานานแล้วว่าคุณหนูสามเป็นสตรีมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด งามสง่ามีมารยาท วันนี้ได้พบสมคำร่ำลือจริงๆ เปิ่นหวางต้องขออภัยแทนบ่าวที่ไม่ควบคุมม้าให้ดี แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าม้าเกิดคุ้มคลั่งแตกตื่นเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ทำให้รถของคุณหนูถูกชนได้รับความเสียหาย เป็นความผิดของเปิ่นหวางแท้ๆ” ใบหน้าของเฟิงเจวี๋ยเสวียนทอยิ้มละมุนละไม อธิบายต่อนางอย่างมีมารยาท

            “หม่อมฉันมิกล้ารับคำขอโทษจากท่านอ๋องหรอกเพคะ นี่เป็นอุบัติเหตุเหนือความคาดหมาย จะโทษว่าเป็นความผิดของพระองค์ได้อย่างไร” โม่เสวี่ยถงรับรู้ได้ถึงสายตาสืบเสาะค้นหาของเฟิงเจวี๋ยเสวียน จึงหยัดกายตรงอาศัยเงาหลังของโม่ฮว่าเหวินบังกาย เอ่ยวาจาที่เปี่ยมไปด้วยความเกรงใจ

            “น้องหญิงสาม จักรพรรดิทรงมีพระบัญชา ท่านพ่อต้องรีบเข้าวัง ฉู่อ๋องทรงออกพระโอษฐ์ขออภัยต่อพวกเราแล้ว และยังทรงอนุญาตให้เจ้าอาศัยรถม้าเข้าวังไปพร้อมกับพระองค์อีกด้วย ยังไม่ขอบพระทัยในพระกรุณาอีกหรือ” โม่อวี่เฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเดินเข้ามาอย่างลำพองใจ กล่าวกับโม่เสวี่ยถงอย่างไม่เกรงใจ

            เขาคิดว่าตนเองเป็นนายของจวนโม่ในอนาคตไปแล้วหรือไร พูดจาไม่รู้จักคิด ชาติที่แล้วโม่อวี่เฟิงยังนับว่าเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง ไม่ทำเรื่องโง่งม หรือว่าเพราะไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกันมาก บัดนี้จึงเพิ่งพบว่าพี่ชายคนโตผู้นี้เป็นพูดจาไม่เข้าเรื่อง ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เขามีเจตนาจะกล่าววาจาเยี่ยงนั้นหรือไม่

            นั่งรถม้าของฉู่อ๋องเข้าวังไปด้วยกัน? เขาช่างกล้าพูด ไม่คิดบ้างหรือว่าชายหญิงจะนั่งรถไปด้วยกันเพียงลำพังได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังให้นางขอบคุณเฟิงเจวี๋ยเสวียนอีกด้วย พูดไม่คิด

            “ขอบพระทัยในพระกรุณาเพคะ แต่รถม้าในจวนอีกประเดี๋ยวก็คงมาถึงแล้ว หม่อมฉันมิกล้าประวิงเวลาของท่านอ๋อง” นางหลุบตาลงซ่อนประกายเย็นเยียบไว้ในส่วนลึก แล้วมุ่นคิ้วหันไปกล่าวกับโม่ฮว่าเหวินด้วยสีหน้าลำบากใจ “ท่านพ่อมิต้องกังวล ถงเอ๋อร์กับพี่ชายใหญ่จะรอรถม้าของจวนเราอยู่ที่นี่ ท่านพ่อล่วงหน้าเข้าวังไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

            แม้ว่าโม่อวี่เฟิงจะน่ารังเกียจแค่ไหน ไม่ว่าอย่างไรยามนี้ก็ต้องให้เขาอยู่ด้วยจะได้ไม่เกิดข่าวลือที่ไม่น่าฟัง

            “รอได้อย่างไร งานเลี้ยงจะเริ่มอยู่แล้ว หากไปสายไม่เพียงแต่เป็นการเสียมารยาท ยังมีโทษลบหลู่เบื้องสูง น้องหญิงสามอย่าปฏิเสธความหวังดีของฉู่อ๋องจะดีกว่า” โม่อวี่เฟิงเห็นโม่เสวี่ยถงไม่คิดจะตามไป ซ้ำร้ายยังรั้งตนเองให้อยู่ด้วย จึงชิงกล่าวตัดหน้าด้วยอารมณ์หงุดหงิด

            แต่คำพูดนี้นับว่ามีเหตุผล งานเลี้ยงที่จัดขึ้นในวังแตกต่างจากงานเลี้ยงทั่วไป มิใช่แค่เอ่ยคำขอโทษก็จบ พูดให้หนักคือเป็นการลบหลู่เกียรติยศของราชวงศ์ หรือพูดให้เบาหน่อยก็คือไม่เห็นความสำคัญของงานเลี้ยงในวังหลวง แล้วใครเล่าจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ สีหน้าของโม่เสวี่ยถงเผยความลำบากใจในพริบตา หันไปมองโม่ฮว่าเหวินอย่างจนหนทาง

            โม่ฮว่าเหวินเริ่มลังเลใจเล็กน้อย

            “คุณหนูสามไม่ต้องลำบากใจ อีกสักครู่เจ้าขึ้นไปนั่งบนรถม้าเถิด เปิ่นหวางจะขี่ม้าไปพร้อมกับคุณชายใหญ่ รถของคุณหนูสามถูกชนจนเสียหาย แล้วจะให้รับความไม่ยุติธรรมอีกได้อย่างไรเล่า” เฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวอย่างสุภาพ ริมฝีปากผลิยิ้มอ่อนโยน ดวงตากระจ่างสดใส มองไม่เห็นว่ามีแผนร้ายแอบแฝงแม้แต่น้อย ทั้งยังแสดงความใจกว้างอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ช่วยไม่ให้โม่เสวี่ยถงต้องวางตัวลำบาก

            ชายหญิงอยู่ด้วยกันเพียงลำพังเป็นการผิดประเพณีไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่การตัดสินใจเลี่ยงไปขี่ม้าของเฟิงเจวี๋ยเสวียนก็ช่วยคลี่คลายปัญหาทั้งหมดได้อย่างแท้จริง มิน่าเล่าชื่อเสียงภายนอกของเขาจึงดีงามนัก ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มผ่อนคลายของบิดายามนี้ก็รู้ได้ กล่าวมาถึงขนาดนี้หากนางยังไม่รับปากก็ดูจะไร้เหตุผลเกินไป

            “ขอบพระทัยท่านอ๋อง” ครานี้โม่เสวี่ยถงยอบกายกล่าวขอบคุณด้วยน้ำใสใจจริง

            นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่นางยังคิดไม่ออกถึงสาเหตุที่รถม้าของฉู่อ๋องเกิดแตกตื่นบนถนนในเมืองหลวง

            เพียงแต่การให้พวกเขายืมรถม้าเป็นวิสัยที่ฉู่อ๋องผู้มีชื่อเสียงดีงามไม่น่าจะทำได้ เรื่องนี้จะต้องมีเบื้องหลังเป็นแน่ หากเข้าวังไปแล้วเกิดเหตุบางประการที่แม้แต่ฉู่อ๋องก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาจัดการได้ตามพระทัย...

            นางเงยหน้าขึ้นฉับพลันท่าทางตะลึงพรึงเพริด จากนั้นก็ยิ้มเย็น ไม่คิดว่าเรื่องบางเรื่องจะเตรียมออกโรงเร็วถึงเพียงนี้

            “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ไฉนจึงมาอยู่ที่นี่เล่า นั่นน้องหญิงสามมิใช่หรือ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” น้ำเสียงอ่อนหวานไม่สูงไม่ต่ำอุทานขึ้นอย่างประหลาดใจ สมกับเป็นคำถามของสตรีที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีเมื่อรู้สึกตกใจ รถม้าคันไม่ใหญ่มากหยุดอยู่ด้านข้าง โม่ซิ่วประคองโม่เสวี่ยหมิ่นค่อยๆ ลงมาจากรถ

            ใบหน้างามลออมีรอยยิ้มฉาบฉาย ปล่อยมือจากโม่ซิ่ว แล้วก้าวเข้ามาคารวะโม่ฮว่าเหวิน

            “หมิ่นเอ๋อร์เจ้ากำลังจะไปไหน” โม่ฮว่าเหวินขมวดคิ้ว วางสีหน้าเคร่งขรึมกับบุตรสาวคนโต ถูกกักบริเวณอยู่ชัดๆ เหตุใดจึงแล่นออกมาข้างนอกได้ แต่ต่อหน้าผู้อื่นบางคำพูดไม่อาจแสดงออกมา

            “ท่านพ่อ หมิ่นเอ๋อร์ได้ยินมาว่าท่านพ่อไออย่างหนักในห้องหนังสือมาสองวันแล้ว กินยาก็ไม่เห็นผล หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าจะเป็นผลร้ายต่อปอด นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นที่บ้านสกุลอวี้มียาเม็ดแก้ไอ ‘ไป่ไฮ่’ ที่ได้ผลชะงัดนัก จึงคิดจะไปขอมาสักหนึ่งเม็ด คืนนี้ค่อยละลายน้ำแล้วนำมาให้ท่านพ่อเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นยิ้มละมุน ทำเหมือนไม่เห็นสีหน้าบึ้งตึงของโม่ฮว่าเหวิน

            บัดนี้ล่วงเข้ายามสนธยา บนท้องถนนเริ่มจุดโคมสว่างไสว สะท้อนให้เห็นเสื้อผ้าสีพื้นสะอาดตาที่นางสวม ปรกติโม่เสวี่ยหมิ่นจะแต่งตัวงดงามหรูหรา ไหนเลยจะดูสมถะเรียบง่ายเช่นนี้ โม่เสวี่ยถงกวาดตามองปราดหนึ่ง เห็นหัวคิ้วของนางมุ่นขมวดเล็กน้อย ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางๆ แม้ใบหน้าจะดูกระจ่างใส แต่ก็ทำให้คนอดรู้สึกสงสารมิได้

            บุตรสาวที่มักปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอย่างสง่างามมาโดยตลอด บัดนี้กลับเหลือเพียงความเรียบง่าย แววตายังมีความทุกข์ระทมอย่างปิดไม่มิด เห็นได้ชัดว่ากำลังลำบากแต่ยังฝืนยิ้ม แล้วจะไม่ให้ผู้เป็นบิดารู้สึกสงสารได้อย่างไร นอกจากนี้คำพูดของนางยังเผยให้เห็นความห่วงใยอยู่หลายส่วน สีหน้าของโม่ฮว่าเหวินจึงค่อยอ่อนลง

            “ท่านพ่อ ถึงอย่างไรรถของหมิ่นเอ๋อร์ก็มาแล้ว ให้หมิ่นเอ๋อร์ไปส่งน้องหญิงสามเถิด จะได้ไม่เป็นการรบกวนฉู่อ๋อง อีกประเดี๋ยวท่านอ๋องยังต้องไปถวายบังคมจักรพรรดิ หากสละรถม้าให้กับน้องหญิงสามเกรงว่าจะไม่เหมาะสม” โม่เสวี่ยหมิ่นหันมาพูดกับโม่ฮว่าเหวิน

            “คารวะฉู่อ๋องก่อน” โม่ฮว่าเหวินยังไม่ตอบรับ แต่กลับบอกนางเสียงเรียบ

            “ถวายบังคมฉู่อ๋อง” โม่เสวี่ยหมิ่นทำทีเหมือนเพิ่งเห็นเฟิงเจวี๋ยเสวียนที่ยืนสง่าอยู่ด้านข้าง จึงยอบกายถวายคำนับอย่างอ่อนน้อม ดวงตางดงามพราวระยับทอดมองไปที่เฟิงเจวี๋ยเสวียนอย่างเจียมตัวแฝงไปด้วยความเก้อเขิน

            โม่เสวี่ยถงอดเลื่อมใสในฝีไม้ลายมือการแสดงละครของพี่สาวผู้นี้ไม่ได้ เกิดเรื่องราวใหญ่โตในวังหลวงถึงเพียงนั้น ทั้งยังเกี่ยวข้องกับฉู่อ๋อง แต่ทำท่าราวกับสตรีในห้องหอที่เพิ่งเคยพบฉู่อ๋องเป็นครั้งแรก ต้องจอมปลอมอย่างถึงที่สุดจริงๆ จึงจะสามารถแสดงบทบาทนี้ออกมาได้

            “ไม่ต้องมากพิธี ท่านนี้คือธิดาคนโตของใต้เท้าโม่กระมัง สมควรแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นสตรีผู้ทรงภูมิผู้งดงามอ่อนโยน ครานี้คงจะเป็นหน้าเป็นตาให้ใต้เท้าโม่ได้เฉิดฉายในงานเลี้ยงวังหลังค่ำคืนนี้ เอาเถิด เปิ่นหวางยังมีธุระสำคัญ วันหน้าค่อยไปแสดงความขอโทษที่จวนโม่ด้วยตนเองอีกครั้ง เชิญคุณหนูทั้งสองไปร่วมงานเลี้ยงด้วยกันตามสบาย แม้ว่ารถม้าจะเล็กไปสักหน่อย แต่คุณหนูทั้งสองไม่ต้องใส่ใจนัก”

            เฟิงเจวี๋ยเสวียนมิได้เอ่ยถึงเรื่องที่โม่เสวี่ยหมิ่นสร้างปัญหาให้เขาเมื่อคราที่แล้วแม้แต่น้อย ทำราวกับพบเจอคุณหนูสกุลโม่ทั้งสองพี่น้องเป็นครั้งแรก ทั้งยังเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงอย่างมีมารยาท ฉู่อ๋องผู้นี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

            คำพูดประโยคหลังเฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวกับโม่ฮว่าเหวิน กล่าวจบก็ไม่รอให้เขาตอบรับแต่อย่างใด ยกมือขึ้นโบก ขันทีที่อยู่ด้านหลังก็รีบเดินเข้ามาอย่างรู้งาน

            “ข้างหน้าไม่ไกลจากที่นี่มีทั้งห้องเสื้อและร้านเครื่องประดับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง คุณหนูใหญ่กับคุณหนูสามแต่งกายเรียบง่ายไปหน่อย เชิญคุณหนูทั้งสองไปที่นั่นเลือกเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับสักสองสามชุดได้ตามสบาย ถือว่าเป็นของขวัญที่เปิ่นหวางมอบให้ เดี๋ยวเจ้าพาคุณหนูทั้งสองไปที่นั่น” เฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ท่านอ๋อง ความจริงพวกเราก็มิได้เสียหายมากมายนัก...” โม่ฮว่าเหวินคิ้วขมวด พยายามปฏิเสธ

            “ใต้เท้าโม่ หากยังปฏิเสธอีกก็แสดงว่าดูหมิ่นน้ำใจของเปิ่นหวาง ครานี้ด้วยมีธุระเร่งร้อนจริงๆ จึงให้คนพาไปแทน อย่างไรก็รับไว้สักสองสามชิ้น เปิ่นหวางจะได้ไม่ถูกเสด็จพ่อตำหนิได้ ควบม้าทะยานในเมืองหลวงเช่นนี้ต้องทรงไม่ละเว้นเปิ่นหวางแน่” เฟิงเจวี๋ยเสวียนขึ้นไปนั่งบนหลังอาชางามสง่าที่ข้ารับใช้จูงมาให้ ประสานมือยิ้มกล่าวกับโม่ฮว่าเหวิน แล้วบังคับม้าพาคนของตนเองจากไป

            ขันทีท่าทางคล่องแคล่วที่ยังรั้งอยู่ เดินเข้ามาหาโม่ฮว่าเหวิน ผายมือกล่าว “ใต้เท้าโม่...”

            ความหมายบ่งบอกว่าหากยังไม่ไปก็จะเป็นการดูหมิ่นพระเกียรติของฉู่อ๋อง มาถึงขั้นนี้แล้วหากโม่ฮว่าเหวินยังดื้อดึงก็ดูจะไร้เหตุผล เขามองบุตรสาวคนโตอย่างจนใจ เห็นนางยังคงยิ้มกว้าง ไม่มีแง่งอน ไม่มีสีหน้าไม่พอใจ ทั้งๆ ที่รู้ว่างานเลี้ยงในคืนนี้ไม่มีที่สำหรับนาง

            “ท่านพ่อ หมิ่นเอ๋อร์นำรถมาให้น้องสามแล้ว ประเดี๋ยวจะเลยไปเอายาที่บ้านสกุลอวี้ คิดว่ารอทางโน้นเรียกรถม้ามาให้แล้วค่อยกลับก็ได้ เพราะอย่างไรก็มิได้รีบร้อน คืนนี้กว่าท่านพ่อจะกลับก็คงดึกมาก ถึงเวลาหมิ่นเอ๋อร์จะนำยาไปละลายน้ำให้ดื่มนะเจ้าคะ”

            โม่เสวี่ยหมิ่นเห็นโม่ฮว่าเหวินมีสีหน้าลำบากใจก็รีบเอ่ยปาก เผยรอยยิ้มกลบเกลื่อนอารมณ์บนใบหน้า ทว่าดวงตากระจ่างใสแฝงแววหม่นหมอง ทั้งดูน่าสงสารและระทมทุกข์

            “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าตามน้องสาวของเจ้าทั้งสองคนไปร้านเสื้อผ้า เลือกอาภรณ์มาหนึ่งชุดให้หมิ่นเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยน ส่วนเครื่องประดับเลือกมาสองชุด แล้วค่อยพาพวกนางเข้าวังไปด้วยกัน พ่อต้องรีบล่วงหน้าไปเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลต่อฝ่าบาทก่อน รถของหมิ่นเอ๋อร์แม้จะเล็กไปหน่อย แต่ก็ยังใช้เดินทางได้อยู่”

            โม่ฮว่าเหวินมองสีหน้าบุตรทั้งสามแล้วก็ทอดถอนใจอยู่ลับๆ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาล้วนเป็นบุตรธิดา ตนเองย่อมปรารถนาให้พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ไม่ว่าฟางอี๋เหนียงจะเลวร้ายเพียงใด แต่บุตรสองคนที่นางคลอดออกมาเขาต้องใส่ใจ

            “ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าหมิ่นเอ๋อร์...” โม่เสวี่ยหมิ่นช้อนตามองด้วยความประหลาดใจ น้ำตาแห่งความยินดีคลอหน่วยเป็นประกายวับวาวภายใต้แสงโคม

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน