ณ ผาสำนึกตน
บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนเมฆ และ หมอก์ที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว สายลมเย็นพัดผ่านเทือกเขาบ้างเป็ครั้งคราว เมื่อสายลมกวาดผ่านมาแต่ละครั้ง ทำให้ต้นสนพลิ้วไหวจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แสงตะวันโปร่งแสงสาดส่องทะลุผ่านก้อนเมฆ พร่างพรมลงบนเทือกเขาอันไร้จุดสิ้นสุด ใบไม้สีทองร่วงปกคลุมอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน เมื่อต้องกระทบกับแสงแดดก็เกิดเป็แสงเจิดจ้าประกายสีทองดั่งอำพันขึ้น
ไม่ห่างออกไป มีต้นจินสงเติบโตขึ้นลำพังบนหน้าผาท้าทายแดดลม ลำต้นของมันดูแข็งแกร่ง และ แผ่กลิ่นอายอันทรงพลังออกมา ใบของมันสีเขียวชอุ่มดูสมบูรณ์ ภายใต้ต้นจินสง มีบุรุษหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีขาว ที่กำลังโบกสะบัดพลิ้วไหวไปตามกระแสลม ชายผู้นี้มีเส้นผมสีดำขลับประกายแวววาว เส้นผมของเขายาวสยายเหยียดตรงราวกับสายน้ำตก ดวงตาทั้งคู่ส่องสะท้อนประกายสดใส บุรุษผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาก็คือ อู่ อวี้
ในเวลานี้เขากำลังมองไปยังสตรีนางหนึ่ง แม่นางผู้นี้มีผิวพรรณละเอียดอ่อนหมดจดไร้ซึ่งการแต่งแต้ม ริมฝีปากของนางอวบอิ่มแดงระเรื่อราวกับลูกเชอร์รี่ ดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ราวกับหยาดน้ำ ร่างอรชรของนางที่ยืนเหยียดตรงอยู่บนเนินหน้าผานั้น เป็ดั่งภาพวาดอันงดงามตระการตา ราวกับเทพธิดาก็ปาน มิใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป
" ศิษย์พี่ซู " อู่ อวี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้พบเจอนาง เมื่อแรกที่เขาออกจากห้องขัง นางยืนตระหง่านอยู่ตรงบริเวณทางออก ในหัวใจของเขารู้สึกประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย
" ยินดีด้วยสำหรับการได้เห็นท้องฟ้าอีกครั้ง " ซูหยานหลี่ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ซึ่งนับว่าหาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มนี้เปรียบเสมือนแสงสว่าง ซึ่งปลดปล่อยตัวเขาจากความมืด หลังจากต้องอยู่ร่วมกับมันนานแรมปี มันทำให้อู่ อวี้รู้สึกถึงกลิ่นอายความอบอุ่นของมนุษย์ ซึ่งได้ช่วยทดแทน่เวลาที่ขาดหายไปของเขา
" ไยมองเช่นนั้น... " ซูหยานหลี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่กลับไม่เอียงอายแม้แต่น้อย ช่างดูสง่างามเหลือล้ำซะเหลือเกิน และด้วยต่อหน้าสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้อู่ อวี้รู้สึกละอายใจเล็กน้อย เพราะนางเป็ศิษย์พี่ของเขา เขาจึงไม่ควรคิดล่วงเกินกับนาง
" ผาสำนึกตนอยู่ไม่ห่างจากสวน์ของข้ามากนัก แล้วมันยังอยู่ใกล้กับเทือกเขาหวังเทียนของเ้าด้วย เรียกได้ว่าใกล้กันเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ข้ารู้ว่าวันนี้เ้าจะพ้นโทษ ข้าจึงนำนกกระเรียน์มาให้เ้า เ้าจะได้เดินทางกลับอย่างสะดวก เช่นนั้นแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ "
นกกระเรียน์ของซูหยานหลี่ และของอู่ อวี้ กำลังยืนเคียงข้างกันและกัน พวกมันทั้งสองตัวมีความสูงไล่เลี่ยกันมากทีเดียว
" ตกลง "
หลังจากคนทั้งสองขึ้นไปบนหลังนกกระเรียน์ พวกมันทั้งสองก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า บินลัดเลาะเข้าสู่หมู่ก้อนเมฆ อู่ อวี้ใคร่รู้เป็อย่างยิ่งว่า 1 ปีที่ผ่านมา โลกภายนอกมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ถามสิ่งใดออกมา ซูหยานหลี่ ก็กล่าวขึ้นมาก่อนว่า " เมื่อครึ่งปีก่อนซือตู๋ ิหลาง ทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นตอนรวมลมปราณได้เป็ผลสำเร็จ หลังจากนั้นเขาก็ได้ขึ้นมาเป็ศิษย์หลักของผู้พิทักษ์สูงสุด เขาคงรอให้ถึงวันนี้มานานแสนนานแล้วล่ะ "
ดูเหมือนว่าการที่ในวันนี้นางมาส่งเขาถึงที่ คงไม่ใช่กังวลแค่เื่ระยะเวลาในการเดินทางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นางคงกังวลเื่ความปลอดภัยของเขาด้วย
" อู่ อวี้ ข้าไม่อาจอยู่ปกป้องเ้าได้ตลอดไป " ซูหยานหลี่หันหน้ามามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาสาดประกาย ขณะนั่งอยู่บนหลังนกกระเรียน์ของนาง
" ข้าเข้าใจ ไม่ต้องกังวลใจไปศิษย์พี่ ข้าสามารถดูแลตนเองได้ " อู่ อวี้ ยิ้มจาง ๆ ออกมาหลังจากได้ยินข่าวนี้ แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็เื่สมเหตุสมผลยิ่งแล้ว ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้น ด้วยระดับพลังที่มีอยู่ในตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมาก ทั้งพลังจากการััจิต และ ความเปลี่ยนแปลงทางกายเนื้อของเขา ทำให้ซูหยานหลี่คลายกังวลลงบ้างเล็กน้อย
" ความกังวลของข้า มันทำให้สายตาของข้าละเลยความจริงไป ทำให้ข้าลืมเสียสนิทว่า 1 ปีที่ผ่านมา เ้านั้นต้องบากบั่นพยายามมากเพียงใด พลังที่เ้ามีตอนนี้เพียงพอแล้วที่จะปกป้องตนเองได้ " ซูหยานหลี่พยักหน้า
อย่างไรก็ตามความปรารถนาอันแท้จริงของอู่ อวี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปกป้องตนเองเท่านั้น
......
ในที่สุดคนทั้งสอง ก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของยอดเขาหวังเทียน ซึ่งเป็ส่วนคล้ายกับหลังคาของยอดเขาิเทียน ในเวลานี้เหล่าศิษย์บนยอดเขากำลังอยู่ใน่พักผ่อน ศิษย์มากมายจึงต่างมารวมตัวกันบนยอดเขาแห่งนี้ บ้างก็ร่ำสุรา บ้างก็รำกระบี่ บ้างก็กำลังค้นคว้าวิถีเซียน
ศิษย์นอกยังเป็เพียงแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากของใช้ขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็อาภรณ์ อาหาร หรือ ที่พัก ฉะนั้นหอพิรุณสดับ[1](#_ftn1)จึงเป็สถานที่ ซึ่งเต็มไปด้วยความครึกครื้นมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
หอพิรุณสดับถูกห้อมล้อมไปด้วยทะเลสาบสีคราม เป็สถานที่งดงามมีอาหารรสเลิศ สุรารสดีซึ่งมาจากทั่วทุกสารทิศ สำหรับผู้ฝึกตนธรรมดาจะเคารพสถานที่แห่งนี้เป็อย่างมาก แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วของหอพิรุณสดับ มันมีไว้ให้เหล่าเทพเซียนมาหาความสำราญ หลังจากต้องฝึกตนอย่างเคร่งเครียด โดยไร้ซึ่งค่าใช้จ่ายใด ๆ
ริมหน้าต่างของชั้นสาม ณ หอพิรุณสดับ มีสาวน้อยผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง นางสวมใส่ชุดสีดำ ซึ่งหากมองจากภายนอกแล้วสาวน้อยผู้นี้ยังอยู่ในวัยเยาว์ยิ่งนัก หากเพ่งมองอย่างพินิจจะรู้ว่า สาวน้อยผู้นี้ก็คือ ชิงเิ
เกือบในทุก ๆ วัน จุดสูงสุดของยอดเขาหวังเทียนแห่งนี้จะคับคั่งไปด้วยเหล่าสาวกมากมาย ซึ่งมานั่งเกาะกลุ่มกันที่นี่เสมอ เจตนาของพวกเขาส่วนใหญ่ก็จะคล้าย ๆ กัน พวกเขาต่างเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกปรือ จึงมาหาสถานที่นั่งผ่อนคลายกัน แม้แต่เ้าตานหลงเองก็ยังมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ได้นั่งด้วยกันแต่อย่างใด ซึ่งพวกเขาทั้งสองสบตากันบ้างเป็ครั้งคราว เพื่อแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน
ชิงเิมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยความรำคาญใจอย่างยิ่ง ริมฝีปากเล็ก ๆ ของนางกำลังขบกันแน่น พร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมา สาเหตุที่ทำให้นางต้องมีอาการเช่นนี้ก็เพราะว่า ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนาง เขาผู้นี้เป็ชายวัยกลางคน มีเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้า และ หนวดเครารุงรังยุ่งเหยิง สวมใส่ชุดคลุมสกปรก ดวงตาหยีเล็กเก่าแก่ขุ่นมัว บางครั้งสายตาของมันยังแผ่ประกายความคิดอันชั่วร้ายออกมา เมื่อมองลงมายังเรือนร่างของชิงเิ ขนาดที่มือหนึ่งถือถ้วยสุรา ปากของมันก็พยายามพูดแทะโลมชิงเิ ด้วยคำป้อยอเสแสร้งต่าง ๆ นานา
" อา∼ แม่นางชิงเิ ไม่ใช่เื่ง่ายเลยนะ ด้วยเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่ท่านกลับสามารถสละร่างเข้าสู่ขั้นที่ 8 ได้ ทั้ง ๆ ที่ท่านมีวัยเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น แม้แต่เ้าตานหลงก็ยังมิอาจทำเช่นนี้ได้ ดูสิ...ท่านทิ้งห่างจากเขาจนไม่เห็นฝุ่น ป่านนี้เ้าตานหลง คงได้กินฝุ่นที่ท่านทิ้งไว้ให้เสียจนอิ่มแปล้ไปแล้ว ฮ่ะ ๆ ๆ " ชายวัยกลางคนยิ้ม ด้วยท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยใส่ชิงเิ จนทุกคนสามารถเห็นเจตนาอันชั่วร้ายของมันได้อย่างชัดเจน
" ต่ำช้ายิ่งนัก! " เ้าตานหลงพร้อมกับศิษย์คนอื่น ๆ ต่างมีโทสะอย่างสุดขีด ด้วยสุดจะกลั้นกับกริยา และ คำพูดอันต่ำช้าของมัน ถึงหลายคนสุดจะทานทนกับความต่ำช้าของมัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดหาญกล้าก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ นั่นเป็เพราะมันเป็ศิษย์เก่าแก่ของยอดเขาหวังเทียน แม้ในปีนี้มันถือได้ว่าเป็ผู้มีวรยุทธสูงส่งแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเสียมันก็ถือได้ว่าเป็ศิษย์ใหม่อยู่ดี จึงไม่ได้ช่วยให้มันถูกกลั่นแกล้งน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ชายวัยกลางคนผู้นี้อยู่บนยอดเขาหวังเทียน มานานหลายสิบปีแล้ว ครั้นระดับพลังของมันยังอยู่ในขั้นสละร่างขั้นที่ 9 ซึ่งอยู่ในขั้นของเปลี่ยนเป็เซียนอีกด้วย
ศิษย์บนยอดเขาหวังเทียน ต่างรู้จักชายวัยกลางคนผู้นี้เป็อย่างดี ข่าวลือหนาหูว่ากันว่า มันพูดนี้โปรดปรานสาวน้อยเป็ที่สุด ในปีนี้มันจึงคอยตอแยชิงเิอย่างไม่ลดละ แต่มันก็ยังไม่มีความกล้ามากพอ ที่จะใช้ถ้อยคำรุนแรงสร้างความไม่พอใจให้กับชิงเิ เพราะนางนั้นมีภูมิหลังที่น่ากลัวอยู่เช่นกัน แต่แท้จริงถึงแม้ชิงเิจะเยาว์วัยและมีภูมิหลังที่น่ากลัวอยู่ก็จริง แต่นางก็ไม่้าที่จะมีปัญหากับผู้าุโกว่า และหากว่าไม่ใช่เพราะภูมิหลังที่แข็งแกร่งของนางแล้วละก็ เกรงว่านางคงจะต้องประสบพบเจอกับภัยอันตรายที่มาจากราคะของชายชราผู้นี้เสียแล้ว
" อี้ หวายซาน ข้าไม่ปรารถนาพูดคุยกับเ้า " ชิงเิ อยากจะผ่อนคลายรับอากาศบริสุทธิ์บนหอพิรุณสดับนี้เพียงลำพัง การที่นางได้มาพบเจอกับชายวัยกลางคนผู้นี้ ถือว่าเป็ความโชคร้ายของนางอย่างยิ่ง
" ไม่เอาน่า ไฉนเ้าถึงไม่อยากพูดคุย กับพี่ชายผู้นี้ " อี้ หวายซานแสดงความชั่วร้ายของมันออกมาอีกครั้ง ชายผู้นี้มีพลังฝึกตนอยู่ในระดับขั้นเปลี่ยนเป็เซียน และ ด้วยความจริงในข้อนี้ทำให้ชิงเิหวาดกลัวต่อระดับพลังของมา นางจึงพยายามข่มโทสะของตนเองเอาไว้ตลอดเรื่อยมา
สายตาของมันจ้องมองมายังชิงเิ ในเวลานี้นางกำลังโดนล้อมด้วยลูกสมุนของมัน นางลุกขึ้นยืนด้วยโทสะอย่างสุดจะกลั้น แต่ทว่าคนชั่วที่กำลังรายล้อมนางอยู่นั้น ได้บีบบังคับให้นางต้องนั่งลงอีกครั้ง ดวงตาคู่เรียวเล็กของนางสาดประกายแสงแห่งความโกรธเกรี้ยวออกมา
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องสาวชิงเิ เ้าทำถูกแล้ว ถ้าจะให้ดีกว่านี้ข้าว่าน้องสาว ควรมานั่งจิบชาร้อน ๆ สักจอกกับพี่ชายผู้นี้จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เ้าไม่ต้องรีบร้อนออกไปถึงเพียงนั้น มา มา ... มาดื่มกับข้า " อี้ หวายซานยิ้มออกมาอย่างน่ารังเกียจ หลายคนไม่อาจทนดูใบหน้าอันชั่วร้ายของมันได้
ในเวลานี้บรรยากาศของหอพิรุณสดับ จะไม่น่าพิสมัยอีกต่อไป อี้ หวายซานฉีกยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ มันมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า? " เ้ามาทำอะไรตรงหน้าต่างแห่งนี้ อาาา∼∼ ข้าขอเดานะ… ในวันนี้เมื่อปีที่แล้วได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญขึ้นบนยอดเขาิเทียน ผู้ก่อเื่ในวันนั้นคือชายหนุ่มผู้มีนามว่า ' อู่ อวี้ ' และวันนี้แล้วสินะที่คนผู้นั้นจะพ้นโทษ ถูกปล่อยตัวออกจากผาสำนึกตน นี่คือสาเหตุที่ทำให้เ้ามองไปขึ้นไปยังยอดเขานั้นใช่หรือไม่? "
" น้องชิงเิ เ้ากำลังรอเขาอยู่? คนผู้นั้นสามารถลบชื่อของเ้าออกได้ " อี้ หวายซานจ้องมองไปยังใบหน้าของสาวน้อยน้อย
ชิงเิรู้สึกรำคาญใจอย่างยิ่ง จนนางไม่อยากจะแยแสในคำพูดเหน็บแนมของมัน เมื่อมันเห็นท่าทีของนางแล้ว มันก็หัวเราะออกมาด้วยความสะใจ จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า " คงต้องยอมรับล่ะนะว่าเ้า อู่ อวี้ นั้นโชคดีไม่เบา แต่ก็น่าเสียดายจริงๆ เพราะด้วยพร์ที่เปรียบดั่งปีศาจของซือตู๋ ิหลาง ทำให้ในเวลานี้เขาได้กลายเป็ศิษย์หลัก ของผู้พิทักษ์สูงสุดไปเสียแล้ว หากเทียบกันแล้วช่างต่างกันดั่ง์ และ ปฐี ไม่ว่าจะในด้านของพร์ ศักดิ์ฐานะ หรือ แม้แต่ในด้านพลังที่อยู่กันคนละระดับขั้นเช่นนี้ ข้าว่างานนี้อู่ อวี้ของเ้าคงได้ซี้แหง๋แก๋แน่ แต่ก็นั่นล่ะนะ...ยังพอเหลือหนทางให้มันอยู่บ้าง หากเ้าอู่ อวี้ยังมีความฉลาดอยู่บ้างเล็กน้อย มันก็ควรจะซุกหัวอยู่ในห้องขังบนผาสำนึกตนต่อไป แต่ถ้ามันหาญกล้าออกมาด้านนอกแล้วล่ะก็ ข้าเกรงว่ามันจะอยู่ได้ไม่พ้น 3 ราตรี ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ "
" ศิษย์พี่ข้าว่าท่านประเมินมันสูงเกินไป เท่าที่ข้าคาดเดา 1 วันสำหรับมันยังคงนานเกินไปเลยด้วยซ้ำ ซือตู๋ ิหลางรอให้วันนี้มาถึงนานนับปีแล้ว "
ฮ่า ๆ ๆ ๆ!!!
พวกมันกำลังหัวร่อกันอย่างสนุกสนาน เสมือนกับว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับอู่ อวี้ทั้งหมด นั้นเป็เพียงแค่เื่ตลกในวงสนทนา เวลาล่วงเลยผ่านไปนานแรมปี ซือตู๋ ิหลางในยามนี้เปรียบเสมือนดั่งดวงจันทร์ ทุกคนกำลังเฝ้ารอคอยว่าหลังจากอู่ อวี้ พ้นโทษออกมาจากผาสำนึกตน เขานั้นจะสามารถมีชีวิตรอดอยู่นานสักเท่าใด?
ร่างของชิงเิสั่นเทาด้วยความโกรธ มันเป็ความรู้สึกที่ออกมาจากส่วนลึกของภายในจิตใจ นางรู้ดีว่าอู่ อวี้นั้นเป็คนเช่นไร
" ซือตู๋ ิหลางไม่มีทางสังหารเขาได้เด็ดขาด! เวลาเพียงหนึ่งปี อู่ อวี้ในตอนนี้ต้องแข็งแกร่งกว่าข้าแน่! " ชิงเิลุกขึ้นยืน และ แผดเสียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
" เมื่อปีที่แล้วข้าพ่ายแพ้ให้แก่เขา ข้าจึงเฝ้ารอคอยเขามาตลอด 1 ปี ในวันนี้จะเป็วันล้างตาของข้ากับอู่ อวี้ ข้าจะต่อสู้กับเขาอีกครั้ง ข้าเชื่อว่าตลอด 1 ปีในห้องคุมขัง อู่ อวี้ต้องไม่นิ่งนอนใจ วรยุทธของเขาต้องก้าวรุดหน้าขึ้นเป็อย่างมาก พวกเ้าไปให้พ้นหูพ้นตาของข้าเสียที อย่ามารบกวนข้า"
หลังจากนั้นชิงเิก็ชักกระบี่ยาวออกมา แล้วะโลงจากหน้าต่างชั้นสามของหอพิรุณสดับ
" ฮ่า ๆ ๆ แม่สาวน้อย ขนาดมีโทสะยังน่ารักน่าชังอะไรถึงเพียงนี้ " อี้ หวายซาน และ เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ รีบพุ่งตัวออกมา นอกหน้าต่างเฝ้ามองตามร่างของนางไป พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะออกมากันอย่างสนุกสนาน
แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก!
ในเวลานั้นเอง บนท้องฟ้าก็มีเสียงร้องของนกกระเรียน์ดังขึ้น เป็สัญญาณว่าบัดนี้อู่ อวี้ และ ซูหยานหลี่ได้เดินทางมาถึงยอดเขาหวังเทียนแล้ว แต่ซูหยานหลี่ไม่ได้สั่งให้นกกระเรียน์ของนางร่อนตามลงมาด้วย นั่นเป็เพราะนางได้มอบคัมภีร์เล่มหนึ่งเอาไว้ให้แก่อู่ อวี้แล้ว คัมภีร์เล่มนี้มีตัวอักษรสีทองปักไว้้า อักษรนั้นเขียนคำว่า ‘วิชาลับ’ นางยื่นมันให้กับอู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวว่า " ท่านอาจารย์สั่งให้ข้านำเคล็ดวิชาชั้นยอดนี่ให้กับเ้า ท่านบอกว่ามันเป็วิชาที่ดีที่สุด เ้าสามารถศึกษามันได้อย่างอิสระ มันคล้ายคลึงกับเพลงกระบี่ที่เ้าเคยใช้ก่อนหน้านี้ แต่วิชานี้จะทรงพลานุภาพมากกว่า "
อู่ อวี้แสดงท่าทีประหลาดใจ เขารู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ต้องยอมรับว่าในตอนนี้เคล็ดวิชา 'กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร' ไม่สามารถตอบสนองต่อความแข็งแกร่งที่พุ่งทะยานเพิ่มขึ้นของเขาได้อีกต่อไป ซึ่งตอนนี้เขาเองก็กำลังขาดแคลนวรยุทธ์ ที่เหมาะสมกับระดับพลังของเขาพอดี เขาไม่คาดคิดว่าท่านเ้านิกายเฟิงซัวหยา จะมองเห็นจุดบกพร่องในข้อนี้ของเขาด้วย แถมท่านยังเมตตาส่งมอบวิชาลับเล่มนี้มาให้แก่เขาอีก
แม้ว่าสำหรับท่านเ้านิกายเฟิงซัวหยาแล้ว ต่อให้เคล็ดวิชาอันดับ 1 ของนิกาย ก็ยังไม่ทรงพลังมากพอที่จะตอบสนองกับระดับพลังของท่านได้ แต่สำหรับอู่ อวี้แล้วมันช่างเป็วิชาที่สำคัญกับเขาอย่างยิ่ง เพราะมันคือเคล็ดวิชาลับขั้นสุดยอด ระดับคุณค่าของมันเรียกได้ว่า เทียบเท่ากับกระบี่ปราบมารที่เขาได้รับ
" ‘วิชาลับเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพั’ " (จิน หยาน ทู หลง เจวีย) อักษรทั้ง 5 ถูกสลักไว้บนตำราลับเล่มนี้ ราวกับว่าพวกมันมีไว้เพื่อผนึกเทพั มันให้รู้สึกได้ถึงพลังแห่งทรราชที่แผ่ออกมาจากคัมภีร์อย่างน่าเหลือเชื่อ วิชานี้ช่างคล้ายคลึงกับ ‘กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร’ ของเขาเป็อย่างยิ่ง
" นับจากนี้ … ข้าจะต้องปิดด่านฝึกตนเพื่อฝึกฝนอย่างหนัก ศิษย์น้องข้าหวังว่าเ้าจะดูแลตนเองได้ แล้วข้าก็หวังอย่างยิ่งว่าเ้าจะกลายมาเป็ศิษย์น้องเล็กของข้าจริง ๆ ในไม่ช้านี้ " หลังจากที่ซูหยานหลี่มอบตำราลับให้แก่อู่ อวี้แล้ว นางจึงสั่งให้กระเรียน์บินต่อออกไป รูปโฉมงดงามของนางดูราวกับเป็ดั่งเทพธิดา ในเวลานี้ความงดงามของนางกำลังกลืนหายเข้าไปในกลีบเมฆหมอก
บุคลิกของซูหยานหลี่นั้น สงบนิ่งราวกับสายน้ำที่ไร้คลื่นลม แต่บางครานางก็ดูเ็าราวกับน้ำแข็ง เหล่าศิษย์ของนิกายกระบี่์ ต่างให้ความเคารพนับถือ และ ชื่นชมในตัวของนางเป็อย่างยิ่ง แล้วยังมีศิษย์น้อยศิษย์ใหญ่อีกมากมายนับไม่ถ้วนที่แอบรักใคร่ชอบพอในตัวนาง
แม่แต่อี้ หวายซานก็เป็หนึ่งในนั้นเช่นกัน
ถึงมันจะมีรสนิยมชอบผู้เยาว์ก็ตาม แต่สำหรับสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดาเยี่ยงซูหยานหลี่ ก็ทำให้มันต้องยอมแหกกฎเหล็กของตนเองลง เพราะแท้ที่จริงแล้วมันก็คือบุรุษผู้โลภโมโทสันกับความงดงามของเหล่าอิสตรี ถึงมันจะแอบชอบพอรักใคร่ในตัวซูหยานหลี่มากสักเพียงใดก็ตาม แต่มันก็ยังมิกล้าที่จะเหลือบมองนางแม้แต่น้อย
แต่สำหรับอู่ อวี้แล้วราวกับโชควาสนาได้หล่นทับเลยก็ว่าได้ เพราะเวลานี้เขาได้กลายเป็ศิษย์ของยอดเขาหวังเทียน เป็ระยะเวลาถึง 1 ปีแล้ว ในวันนี้เขาจะได้รับผลตอบแทนอย่างแท้จริง จากนั้นเขาจะได้เลือกสถานที่พักของตนเองในไม่ช้า ซึ่งไม่ต่างจากศิษย์ผู้มาใหม่คนอื่น ๆ แต่หลังจากนกกระเรียน์ร่อนลงบนยอดเขาได้ไม่นาน และ เขาเพิ่งหยิบ 'วิชาลับเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพั' ขึ้นมาดู ฉับพลัน! สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยผู้หนึ่ง กำลังวิ่งปรี่เข้ามาหาด้วยความเร็วสูง
"ชิงเิ? "
" อู่ อวี้∼∼!!! " เขาไม่ได้เห็นหน้าสาวน้อยผู้นี้มานานนับปีแล้ว รูปร่างของนางยังคงดูเพรียวบางเหมือนเช่นเคย ในตอนนี้นางได้มายืนประจันหน้ากับอู่ อวี้ สีหน้าของนางแสดงออกถึงความยินดีปะปนกับโทสะ จากนั้นนางก็เริ่มกล่าวขึ้น "อู่ อวี้ เ้ามาก็ดีแล้ว เ้ายังจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับข้าได้หรือไม่? เ้าบอกว่าจะเป็สหายกับข้า แต่แล้วอยู่ ๆ เ้าก็หายหัวไปนานนับปี เ้ามันเป็สหายที่งี่เง่าที่สุดในโลก ข้าเฝ้าปรารถนาจะเอาชนะเ้ามาตลอด แต่ไม่ว่ายังไงก็หาเ้าไม่เจอ รู้มั้ยมันน่าแค้นใจแค่ไหน "
"ละ ... โลกนี้มีแต่เื่ไม่อาจคาดเดา ดะ ... เดี๋ยวก่อนชิงเิ ข้ายังไม่พร้อม " อู่ อวี้ยิ้มอย่างขมขื่นออกมา ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยังไม่พร้อมจะรับ อารมณ์ของสาวน้อยผู้นี้ช่างแปลกประหลาดพิสดารอย่างที่สุด ช่างยากแท้จะหยั่งถึงเสียจริง ๆ
" ไม่มีวันเสียหรอก เ้าไม่มีทางหนีข้าไปไหนได้อีกแล้ว วันนี้เ้าต้องอยู่ที่นี่เพื่อต่อสู้กับข้า " ฉับพลัน ชิงเิก็ชักกระบี่ของนางออก พร้อมกับจ้องเขม็งมองไปที่เขา
" ข้ากับเ้าพึ่งพบหน้ากันแท้ ๆ แต่เ้าเล่นชักกระบี่ชี้หน้ากันแบบนี้ มันเหมาะสมแล้วเช่นนั้นหรือ? " อู่ อวี้กล่าว
ในเวลาเดียวกัน เหล่าศิษย์จำนวนมากกำลังะโลงมาจากชั้นบนของหอพิรุณสดับ เนื่องจากพวกมันได้ยินข่าวลือแว่วมาว่า ชิงเิได้ท้าอู่ อวี้ประลองยุทธทันทีที่เขามาถึง เพียงชั่วพริบตาข่าวนี้ก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่ยอมพลาดกับการได้เป็หนึ่ง ในส่วนร่วมของเหตุการณ์รื่นรมย์เช่นนี้ และ ในหมู่ของผู้ที่้ามีส่วนร่วม หนึ่งในนั้นก็คืออี้ หวายซาน
" เ้าเห็นหรือไม่ว่ามีผู้คนมากมาย กำลังจับตาดูพวกเราทั้งสองอยู่ เ้าเป็ถึงคนที่สามารถเอาชนะข้าได้นะ แล้วจะยอมให้ถูกคนอื่นดูถูกเช่นนี้ได้ยังไง! ชักกระบี่ออกมา! " ชิงเิพยายามกระตุ้นเขาอย่างรุนแรง และ ทันใดนั้นนางก็ได้กระตุ้นพลังของตนเอง ไปสู่ระดับที่แข็งแกร่งมากขึ้น หากหวนนึกถึงระดับฝีมือของนามในครั้งอดีต สามารถกล่าวได้ไหมว่าฝีมือในปัจจุบันของนาง นั้นถือเป็ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
" อืม … ข้าเข้าใจแล้ว " อู่ อวี้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเจตนาของนางดี มันไม่ใช่แค่เพราะนางอยากจะเอาชนะเขาอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพื่อล้างมลทินให้แก่ตัวเขาเอง นางจึงคิดอยากที่จะให้เขาแสดงพลังที่แท้จริงออกมาให้เป็ที่ประจักษ์ เพื่อให้เหล่าผู้ชมที่เคยดูถูกเขาได้เห็นเป็ขวัญตา
บางทีสำหรับชิงเิแล้ว คำว่าสหายอาจจะมีความสำคัญต่อนางมาก
ชิ้ง!
อู่ อวี้ก้าวถอยหลังออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็สามารถหลบเลี่ยงคมกระบี่ของชิงเิได้
" ผ่านไปหนึ่งปี ชิงเิ และ อู่ อวี้ ได้กลับมาประลองยุทธกับอีกครั้ง ไปกันเถอะ ไปดูกันเร็ว! "
" อู่ อวี้? ผู้ใดกัน? อ๊ะ! หรือว่าจะเป็ผู้ที่สังหารพี่ชายทั้งสองของซือตู๋ ิหลางเมื่อปีก่อนใช่หรือไม่ คนผู้นั้นออกมาจากห้องคุมขังแล้วอย่างนั้นเหรอ? "
" เขาออกมาแล้ว? "
ข่าวลือเื่อู่ อวี้ได้กลับมาแล้ว กลายเป็ข่าวใหญ่ที่แพร่สะพัดไปทั่ว เพียงไม่นานยอดเขาหวังเทียนก็ตกสู่ความโกลาหลอย่างรวดเร็ว ศิษย์หลายคนยังคงฝึกปรืออยู่ด้านนอก เริ่มได้ข่าวการกลับมาของอู่ อวี้ และ อีกหลายคนรู้จักเพียงชื่อเสียงเรียงนามของเขาเท่านั้น พวกมันยังไม่เคยเห็นรูปโฉมที่แท้จริงของเขา
เชิงอรรถ
1. 望天峰 เทือกเขาหวังเทียน หรือ เทือกเขาจันทรา คือเทือกเขาที่พระเอกอยู่ หลังสอบเข้ามาเป็ศิษย์ได้นิกายกระบี่์ได้
2. 仙人 เซียนเหริน (เทพเซียน) คืุ์ที่มีพลังหยินหยางอย่างสมดุล จนมีชีวิตเป็ะได้ ไม่แก่ หรือ เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ยังมีความหิวกระหาย และ ้าเครื่องนุ่งห่มอย่างมนุษย์ทั่ว ๆ ไป อาศัยอยู่ในมนุษย์ภูมิ
---------------------------------------------------------------