ความมืดมิดปกคลุมทั่วเมืองหลวง แสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างเพียงเล็กน้อยพอให้เห็นรูปร่างของสิ่งต่างๆ ไลราตัดสินใจว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเคลื่อนไหว เธอออกจากที่ซ่อนในป่าละเมาะอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า
เธอเลือกจุดที่ดูจะอับสายตาที่สุด ใกล้กับหอคอยที่ดูเหมือนจะไม่มีทหารประจำการอยู่ เธอปีนป่ายขึ้นไปตามร่องของก้อนอิฐอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังใดๆ รอยฟกช้ำที่ข้อเท้ายังคงส่งความเ็ปอยู่บ้าง แต่ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่เมืองหลวงนั้นแข็งแกร่งกว่า
เมื่อขึ้นไปถึง้าของกำแพง ไลรามองลงไปยังภายในเมือง เงาของบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทอดตัวยาวเหยียดตามแสงจันทร์ เธอเห็นทหารยามกลุ่มเล็กๆ เดินตรวจตราอยู่ตามถนนสายหลัก แต่ตรอกซอยที่อยู่ลึกลงไปดูจะเงียบสงัด
ไลราค่อยๆ หย่อนตัวลงจากกำแพงอีกด้านอย่างช้าๆ เท้าของเธอััพื้นดินเบาๆ เธอสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับตัวเข้ากับความมืด และเริ่มเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอยแคบๆ
ความเงียบในยามค่ำคืนของเมืองโบราณนั้นแตกต่างจากความเงียบในโลกอนาคตของเธออย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงไซเรน มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไร และเสียงลมพัดเบาๆ ที่ลอดผ่านตามซอกตึกเป็ระยะ
ไลราเดินอย่างระมัดระวัง พยายามหลีกเลี่ยงแสงจากตะเกียงที่ส่องสว่างอยู่ตามบ้านเรือน เธอสังเกตประตูหน้าต่างที่ปิดสนิท และพยายามจดจำทิศทางเพื่อไม่ให้หลงทางในเมืองที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
ในระหว่างที่เดินผ่านตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาจากข้างในบ้านหลังหนึ่ง เธอชะงักเท้า เงี่ยหูฟัง แต่ก็จับใจความไม่ได้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน ภาษาที่เธอได้ยินนั้นยังคงเป็ปริศนาสำหรับเธอ
ไลราตัดสินใจที่จะไม่เสี่ยงเข้าไปใกล้ เธอเดินต่อไปตามทาง พลางมองหาป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรก็ตามที่อาจจะเชื่อมโยงกับบุคคลที่เธอ้าตามหา เธอรู้ว่าการเริ่มต้นจากศูนย์นั้นยากลำบาก แต่เธอต้องพยายามต่อไป
ทันใดนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นแสงไฟสว่างลอดออกมาจากอาคารหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก บริเวณนั้นดูเหมือนจะมีผู้คนพลุกพล่านกว่าที่อื่น เธอตัดสินใจว่านั่นอาจจะเป็จุดที่เธอควรจะไปสำรวจเป็ที่แรก