ตอนที่ 6 มีเื่แล้ว
วันนี้พวกนางสามคนแม่ลูกได้เงินเพิ่มอีกห้าสิบอีแปะรวมกับของเดิมที่หักค่าเดินทางแล้ว เงินทั้งหมดที่มีตอนนี้เท่ากับเจ็ดสิบเจ็ดอีแปะซึ่งก็ไม่ได้มากมายในความรู้สึกของหลินอี้เหยาที่มาจากสถานที่ที่ค่าเงินแพงกว่านี้มาก
นี่ถ้าเป็ในโลกก่อนก็นับเป็เศษเหรียญที่นางใช้หยอดกระปุกแล้วแต่ในยุคที่บะหมี่ชามใหญ่แค่สองอีแปะ ซาลาเปาลูกละหนึ่งอีแปะเงินจำนวนนี้จึงมีค่าราวกับทอง
“เรายังไม่ได้กินข้าวกันเลย เสี่ยวชุนกับเสี่ยวเฉินอยากกินอะไรจ๊ะบอกแม่ได้เลยวันนี้ แม่จะให้พวกเ้ากินเต็มที่เลย” นางหันไปบอกเด็กชายทั้งสองที่จูงมือนางคนละข้าง
ดวงตาของพวกเขาเป็ประกายสดใส นี่ถ้าได้รับการบำรุงดี ๆ จนอ้วนท้วนพวกเขาจะต้องน่ารักมากกว่านี้เป็แน่ เพราะผอมโซอย่างนี้นางก็หลงรักจนหมดใจแล้ว
“เสี่ยวเฉิงอยากกิงนั่งขอย้าบ” นิ้วเล็ก ๆชี้ไปยังร้านบะหมี่ที่มีควันจากหม้อน้ำพุ่งขึ้นมา แลดูน่ากินอีกทั้งยังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณอีกด้วย
“แล้วเสี่ยวชุนล่ะ อยากกินอะไร”
หยางชุนเงยหน้ามองมารดาพร้อมกับยิ้มให้ ทำให้นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กคนนี้มีลักยิ้มสองข้างเลยทีเดียว
~น่าร้ากอะ
“เสี่ยวชุนอยากกินซาลาเปาขอรับท่านแม่”
“ได้เลย อย่างนั้นเราไปกินบะหมี่กันก่อนแล้วขากลับแม่ซื้อซาลาเปากลับบ้านด้วย ดีหรือไม่”
เ้าตัวน้อยทั้งสองพยักหน้าราวกับตุ๊กตาผงกหัวที่วางหน้ารถ
ช่างน่าเอ็นดูดีแท้
ทั้งสามพากันไปนั่งที่โต๊ะเตี้ย ๆ ตัวหนึ่งข้างถนน ได้บรรยากาศการกินบะหมี่แบบออริจินัลมากเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ
หลินอี้เหยาย่อมไม่พลาดที่จะลองชิมอาหารรสชาติต้นตำรับอย่างนี้แน่นอนและนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะชิมทุกอย่างที่มีขายในเมืองนี้ให้ครบเลยทีเดียวเพราะวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับความเป็ชนชาติจีนแบบนี้นางคิดว่าน่าจะมีสิ่งที่คล้ายกันอยู่บ้างโดยเฉพาะจิติญญาด้านอาหาร
เท่านี้คนครัวอย่างนางก็รู้สึกพลุ่งพล่านใจเป็พิเศษแล้วเมื่อคิดว่าจะได้ลองรสชาติอาหารในแบบดั้งเดิมเช่นนี้
“แม่นางรับบะหมี่กี่ชามดีเล่า” เถ้าแก่ร้านะโถาม
“บะหมี่สองชามเ้าค่ะ ขอชามเปล่าหนึ่งใบด้วยนะเ้าคะ” นางะโกลับไปไม่โกง
บอกแล้วว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว นางก็พร้อมจะหลิ่วตาตาม
“ได้แล้ว ๆ” เถ้าแก่ยกบะหมี่ชามใหญ่มาวางตรงหน้า
นางจัดการแบ่งให้เด็กทั้งสองคนละครึ่งชามเพราะไม่อยากให้พวกเขากินเยอะเกินไป กว่าจะกลับบ้าน นางอยากให้พวกเขาได้ลองกินอาหารหลายๆ อย่าง
หลินอี้เหยาตักน้ำแกงในชามขึ้นมาชิมก็ต้องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจทันทีเพราะนอกจากจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ แล้ว รสชาติยังกลมกล่อมมีรสหวานของหัวไชเท้าและกระดูกหมูโรยหน้าบะหมี่ด้วยเนื้อสับผัดกับเครื่องเทศและต้นหอมซอย
ดูเรียบง่าย แต่น่ากินไม่น้อยเลยอีกอย่างบะหมี่ที่นี่ไม่มีเครื่องปรุงเหมือนที่เมืองไทยทำมาแบบไหนก็กินไปแบบนั้นเลย นับว่าอร่อยจนนางให้สามผ่านเลยทีเดียว
ทั้งสามนั่งกินบะหมี่จนหมด โดยเฉพาะสองแสบของนางที่ซดน้ำแกงจนเกลี้ยงชาม
เมื่ออิ่มแล้วก็พากันลุกไปจ่ายเงินซึ่งก็เพียงชามละสองอีแปะเท่านั้นนับว่าถูกมากหากเทียบกับปริมาณที่ได้รับ
และในความรู้สึกของนาง การได้รับคำชมจากลูกค้าทุกคนที่เป็คนทำอาหารย่อมจะมีความสุขมาก ดังนั้น...
“บะหมี่อร่อยมากเ้าค่ะท่านลุง ไว้คราวหน้าจะมาอีกนะเ้าคะ”
พ่อค้ายิ้มแป้นออกมาทันทีที่ได้รับคำชมจากนาง
“ขอบคุณแม่นางมาก รอบหน้ามากินอีก ข้าจะเพิ่มให้เยอะ ๆ เลย”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านลุง”
นางจูงลูกชายทั้งสองเดินไปตามท้องถนนสังเกตเห็นว่าข้าวของส่วนใหญ่ที่นำมาขายมักเป็สินค้าจำพวกผักสด เนื้อวัว เนื้อหมูส่วนอาหารพร้อมกินอย่างบะหมี่หรือซาลาเปา รวมถึงร้านขายเครื่องประดับเสื้อผ้าตัดสำเร็จ และร้านขายผ้า มักมีหน้าร้านของตนเองไม่ได้นำสินค้าออกมาวางขายริมทางอย่างร้านบะหมี่ก่อนหน้านี้และที่ดูคึกคักมากก็เป็ร้านขายอาหารแห้งอย่างข้าวสารหรือธัญพืชนางเห็นคนยืนอออยู่เต็มบริเวณหน้าร้าน
นี่คงเป็ร้านหย่งฟาที่พี่ต้วนเหอกล่าวถึงกระมัง ก็ไม่แปลกถ้าขายของถูกคนก็ย่อมอยากซื้อเป็ธรรมดา แต่ของพวกนี้นางไม่ต้องใช้เพราะนางมีให้กินให้ใช้มากแบบไม่หมดอยู่แล้ว
เมื่อหันมามองร่างเล็ก ๆที่ใส่เสื้อผ้าทั้งเก่าและซีดแล้วยังมีรอยปะชุนอยู่หลายจุด นางก็รู้สึกสลดใจทว่านางไม่รู้ว่าเสื้อผ้าสำเร็จสมัยนี้ขายราคาเท่าไหร่แต่เดินเข้าไปถามดูคงไม่เป็ไรกระมัง
เพราะนางสงสารลูก ๆ เหลือเกินที่ต้องใส่เสื้อผ้าแบบนี้
“แม่นางมีอะไรให้ช่วยหรือไม่” นับว่าร้านนี้อบรมพนักงานได้ดีแม้นางจะอยู่ในชุดผ้าเนื้อหยาบพวกเขาก็ยังเข้ามาถามไถ่ด้วยกิริยาสุภาพจนนางเกิดความประทับใจ
“เสื้อผ้าสำเร็จสำหรับเด็กชาย ราคาเท่าไหร่หรือเ้าคะ”
คนงานหญิงมองสำรวจรูปร่างเด็กทั้งสองเพื่อประเมินขนาดของเสื้อผ้า“ถ้าเป็ผ้าเนื้อหยาบก็ชุดละสิบสองอีแปะเ้าค่ะแต่ถ้าเนื้อดีขึ้นมาหน่อยก็ยี่สิบอีแปะ”
นางได้ยินราคาแล้วถึงกับห่อปากเป็ตัวโอมันไม่ได้แพงมากแต่สำหรับนางตอนนี้แม้จะเป็เพียงผ้าเนื้อหยาบก็นับว่าแพงแล้วแต่ไม่เป็ไร ใช้จ่ายเพื่อลูก ๆ นางย่อมกัดฟันซื้อได้
อย่างไรเสียพรุ่งนี้นางก็น่าจะขายเกลือได้หลายตำลึงเงินอยู่
“อย่างนั้นเอาแบบละสองชุดเ้าค่ะ ของคนพี่กับคนน้องขอรับเป็ผ้าเนื้อหยาบเ้าค่ะ”ตอนนี้มีเงินซื้อได้แค่ผ้าเนื้อหยาบก็ทนใส่ไปก่อนนะลูกดีกว่าใส่เสื้อผ้าเก่าขาดจนปะชุนไปทั่วตัวแบบนี้
“ได้เ้าค่ะ เชิญพวกท่านรอด้านนี้ก่อน”
พวกนางแม่ลูกเดินตามคนงานหญิงเข้าไปด้านในก็เห็นบรรดาฮูหยินและคุณหนูที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสยืนจับกลุ่มเลือกซื้อผ้ากันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเห็นทั้งสามคนเดินเข้ามาพวกนางก็พากันขยับหนีราวกับสามแม่ลูกเป็ตัวเชื้อโรคอย่างนั้นแหละ
หลินอี้เหยาไม่พอใจแต่นางก็ต้องเก็บเอาไว้เพราะที่นี่กฎหมายไม่ได้สำคัญกว่าอำนาจมืด ซึ่งนางก็ไม่รู้ด้วยว่าในเมืองนี้ใครเป็ใครเกิดนางเดินไปเหยียบตอเข้าคงได้ตายอีกรอบพอดี
“นี่ เ้าให้คนพวกนี้เข้ามาในร้านได้ยังไง”ฮูหยินปากแดงผู้หนึ่งเอ่ยถามคนงานหญิงที่มีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดเพราะอย่างไรพวกนางสามแม่ลูกก็เป็ลูกค้าเช่นกัน
หลินอี้เหยาฟังแล้วของขึ้นไม่น้อยนางก็เป็ลูกค้าเหตุใดจะเข้ามาในร้านไม่ได้ หญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมเลี่ยงการปะทะด้วยการพาเด็ก ๆ ไปให้พ้นป้าปากแดงพวกนั้น
นางก็แค่ไม่อยากให้ลูก ๆ ฟังคำเน่าเหม็น
“พูดขนาดนี้แล้วยังไม่ออกไปให้พ้นอีกกลิ่นสาบของพวกเ้าจะทำให้ผ้าของพวกเราเหม็นไปด้วยนะ ไม่รู้ตัวหรือยังไง ฮิ ๆ ๆ”
หนึ่งในนั้นกล่าวจบก็หัวเราะเสียงแหลมน่าเกลียด คนอื่น ๆพลอยร่วมผสมโรงหัวเราะตามไปด้วย
หลินอี้เหยาพยายามนับสิบในใจวน ๆ ไปก่อนที่สติของนางจะขาดผึง
“ออกไปนะเ้าเด็กสกปรก” เมื่อคนหนึ่งในนั้นที่ดูเหมือนจะเป็สาวใช้ตรงมาผลักหลังของเสี่ยวชุนจนล้มลงกองกับพื้น
เพียงเท่านั้นหลินอี้เหยาก็หัวร้อนทันทีนางรีบทรุดลงประคองร่างของลูกชายขึ้น
เสี่ยวชุนเจ็บมากแต่เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาทั้งที่มันเอ่อคลอจนแทบจะล้นเบ้าตาอยู่แล้วและนั่นก็ทำให้หลินอี้เหยาไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป
นางลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปผลักร่างสาวใช้ผู้นั้นบ้างและก็ต้องใจนอ้าปากค้าง
นางสาบานได้ว่านางแค่ผลักตามกำลังของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ทำไมร่างของสาวใช้คนนั้นถึงได้กระเด็นไปไกลหลายจั้งกันเช่นนี้เล่า
หญิงสาวก้มมองฝ่ามือของตนเองราวกับเป็อาวุธประหลาด
“นี่ นี่เ้ากล้าทำร้ายคนของข้าอย่างนั้นเหรอ”สตรีปากแดงตวาดเสียงดังทันทีที่เห็นร่างสาวใช้ถูกผลักกระเด็น
หลินอี้เหยาไม่มีเวลาให้งง เมื่อศัตรูมาถึงหน้าด่านยังไงก็ต้องตั้งรับก่อนแล้วค่อยกลับมางงทีหลังก็ไม่น่าจะสาย
“แล้วอย่างไรเล่า คนของเ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาผลักลูกชายข้าจนล้มเป็ผู้ใหญ่เสียเปล่า รังแกเด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ไม่อายบ้างหรืออย่างไร”
“เ้า เ้า เ้ากล้าเถียงข้า”
“กล้าสิ ทำไมจะไม่กล้า เ้าหน้าเหมือนแม่ข้ารึก็เปล่าทำผิดแล้วยังไม่คิดจะขอโทษแล้วยังจะมาแหวใส่ข้าอีกเ้าแก่มายังไงนะข้าอยากรู้จริง”
“นังคนปากเสีย เ้ากล้าว่าข้าแก่อย่างนั้นเหรอ”
ชาวบ้านหลายคนเริ่มเดินเข้ามามุงเพราะถึงจะบอกว่าเป็ด้านในของร้านผ้าแต่เพราะเป็ร้านพื้นที่โล่ง ทำให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร้านได้ชัดเจนอีกทั้งพวกเขายังพากันขบขันกับคำของหลินอี้เหยาอีกด้วย
ป๋ายซินรู้สึกอับอายไม่น้อยที่นางถูกยอกย้อนกลับมาเช่นนี้
นางคือฮูหยินเอกของหัวหน้ามือปราบประจำเมือง ไปที่ใดก็มีแต่คนให้ความเกรงใจไม่คิดว่าจะถูกหญิงชาวบ้านล่วงเกินด้วยวาจาสามหาวเช่นนี้
“ป๋ายฮูหยินอย่ามีเื่เลยนะเ้าคะ ข้าขอร้องเ้าค่ะ”คนงานหญิงที่ทำหน้าที่เป็ผู้ดูแลร้าน สั่งให้คนงานไปตามนายท่านมาที่ร้านโดยเร็วแล้วก่อนจะเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“เ้าไม่เห็นว่ามันล่วงเกินข้ายังไงบ้างงั้นรึ”ร่างอวบอิ่มที่ประโคมปักปิ่นและเครื่องประดับสั่นเทิ้มด้วยความโกรธสาวใช้ที่ถูกหลินอี้เหยาผลักจนกระเด็นค่อย ๆ พาร่างบอบช้ำกลับมายืนข้างเ้านาย
“แล้วที่ท่านล่วงเกินข้าล่ะไม่นับหรือยังไง ข้าเดินเข้ามาดี ๆเป็ท่านที่กล่าววาจาเน่าเหม็นใส่พวกข้าก่อนข้าไม่สนใจแล้วแต่สาวใช้ของท่านยังมาทำร้ายลูกข้าท่านลองใช้สมองที่ท่านพอจะมีคิดดูเถอะว่าเื่นี้ใครผิดกันแน่”
ชาวบ้านที่ฟังคำของนางต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าเป็ถึงฮูหยินเอกของหัวหน้ามือปราบประจำเมืองเหตุใดจะไล่พวกเ้าไปไม่ได้ในเมื่อพวกเ้าน่ารังเกียจจริง ๆ”
“อ้อ ข้าเพิ่งรู้ว่าฮูหยินเอกของหัวหน้ามือปราบประจำเมืองสามารถไล่ใคร ๆออกจากร้านค้าเพียงเพราะไม่พอใจก็ได้ไม่ใช่ผู้รักษากฎหมายของเมืองนี้ต้องเป็คนดีและยุติธรรมหรอกหรือ เหตุใดจึงมีฮูหยินเอกไร้หัวคิดเอาหน้าที่การงานของสามีมาอวดเบ่งให้เหม็นโฉ่ไปทั่วแบบนี้กันเล่า”
เ้าร้ายมา ข้าด่ากลับ ไม่โกง
“นี่เ้า” ป๋ายซินโกรธจนอับจนคำพูด ฮูหยินที่มาด้วยต่างพากันขยับหนีเพราะพวกนางไม่ได้เป็คนเริ่มก่อน แค่ร่วมหัวเราะผสมโรงด้วยก็เท่านั้น
“เ้า เ้า เ้า อยู่นั่นแหละ ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็ไม่ต้องพูดแม่นาง...เสื้อผ้าของลูกชายข้าได้หรือยังเ้าคะ”หญิงสาวหันไปถามคนงานหญิงที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงนั้น
“อะ เอ่อ เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ ทั้งหมดสี่สิบอีแปะเ้าค่ะ”
“ห้ามขายให้พวกมัน” ป๋ายซินกรีดร้องด้วยความไม่พอใจ
หลินอี้เหยาหันขวับไปเอาเื่ทันที “ของซื้อของขายเ้ามีสิทธิ์อันใดมาห้ามข้าซื้อ นอกจากแก่แล้วสมองยังเลอะเลือนอีกด้วยหรืออย่างไรเ้าเป็เ้าของร้านอย่างนั้นรึ ถ้าใช่ ข้าจะได้ไม่ซื้อแต่ถ้าไม่ใช่ก็จงหุบปากเสีย”
“กรี๊ด นังคนโสโครก ถงหย่า เ้าตบปากมันให้ข้าเดี๋ยวนี้”
ถงหย่าที่ยังเจ็บไม่หายแต่เมื่อเ้านายสั่งก็ต้องทำนางโผเข้าหาหลินอี้เหยาพร้อมง้างมือขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงบนใบหน้าหญิงสาวทว่าก็ต้องหงายล้มอีกครั้งเมื่อใครบางคนเข้ามาขวาง แล้วปัดมือของนางไปทางอื่นด้วยเหตุนี้ร่างของถงหย่าผู้น่าสงสารจึงหมุนคว้างอีกรอบก่อนจะไปชนชั้นวางผ้าจนล้มลงมาทับร่างอย่างแรง
“กรี๊ดดดด ถงหย่า”ป๋ายซินเห็นสาวใช้ได้รับาเ็ก็กรีดร้องออกมาแล้วหันมาจะเอาเื่คนที่เข้ามายุ่ง
แต่แล้วก็ต้องหุบปากฉับเพราะคนที่สอดมือเข้ามาหาใช่คนที่นางจะล่วงเกินได้เลย
“คารวะท่านนายอำเภอเ้าค่ะ”
นายอำเภอคนใหม่ของเมืองซื่อชวนผู้ได้รับการแต่งตั้งจากเมืองหลวงโดยตรงได้ชื่อว่าเป็ขุนนางตงฉินผู้หนึ่งอีกทั้งยังเป็ที่หมายปองของหลายตระกูลเพราะนอกจากจะอนาคตไกลแล้วยังมีใบหน้าหล่อเหลามากด้วย
“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงเคร่งขรึมกับใบหน้าดุดันทำให้ความกล้าของป๋ายซินหดหายไปถึงเก้าส่วน
“เอ่อ มัน เอ่อ นางทำร้ายคนของข้าเ้าค่ะ”
‘ตอแหล’ หลินอี้เหยาทำปากขมุบขมิบด่า
คนอื่นไม่เห็นแต่สำหรับเยวี่ยนเฟยเทียนนั้น เขาเห็นเต็มตาแม้ไม่รู้ว่านางบ่นอะไรแต่ดูจากสีหน้าแล้วไม่น่าจะเป็คำที่ดีนัก
“ข้าไม่ได้ถามเ้า” เขาตวัดสายตาไปทางป๋ายซิน ทำให้นางถึงกับหดหัวทันที
หลินอี้เหยาเห็นเขามองมาที่นางก็เข้าใจได้ว่าคนที่เขากำลังถามคือนางนั่นเองจึงเลือกกล่าวไปตามตรง
“ข้ากับลูกมาซื้อเสื้อผ้าในร้านนี้เ้าค่ะแต่พวกนางกลับพูดจาค่อนแคะใส่ข้าก่อน อีกทั้งหญิงคนนั้นยังผลักลูกชายของข้าจนล้มหน้าทิ่มข้าจึงผลักนางคืน แล้วเราก็เถียงกันเหตุการณ์ที่เหลือก็เป็อย่างที่ท่านเห็นเ้าค่ะ”
นางไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็ใคร นางดูเครื่องแต่งกายของพวกเขาไม่ออกหรอกนะแต่ที่รู้ก็น่าจะตำแหน่งใหญ่กว่าสามีของหญิงแก่คนนี้แน่นอน
“นางพูดเื่จริงหรือไม่”
คนดูแลร้านถูกถามเป็คนที่สอง นางเกรงใจป๋ายฮูหยินก็จริงแต่นางไม่กล้าจะโกหกท่านนายอำเภอ
“จริงเ้าค่ะ”
“ไม่จริงนะเ้าคะ เป็พวกนางหาเื่พวกข้าก่อน”ป๋ายซินผวาเข้ามาแทรกเมื่อรู้สึกได้ว่าความซวยกำลังจะมาเยือน
“หุบปาก!” เยวี่ยนเฟยเทียนเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มาสักพักแล้วแต่ที่เขาต้องสอบถามก็เพราะต้องทำตามหน้าที่
อีกอย่างเขาอยากรู้ว่าในบรรดาพวกนางจะมีใครกล้ากล่าวความจริงหรือไม่
เช่นนี้ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วเพราะแม้นางจะเป็เพียงหญิงชาวบ้านแต่เมื่อกล้าทำ นางก็กล้ารับ
“ข้าเป็พยานให้พวกนางได้ ข้าอยู่ในร้านเช่นกันเป็นางที่หาเื่แม่นางท่านนี้ก่อน อีกทั้งยังข่มขู่ว่านางเป็ถึงฮูหยินเอกของหัวหน้ามือปราบประจำเมืองด้วยขอรับ”ลูกค้าคนหนึ่งในร้านให้การช่วยเหลือฝั่งหลินอี้เหยาเพราะเขาเองก็ไม่พอใจที่พวกนางถึงกับกล้ารังแกเด็กเล็กๆ
“ป๋ายกู่มาหรือยัง” เขาหันไปถามคนสนิทที่อยู่ด้านหลัง
“กำลังมาขอรับ ให้คนไปตามแล้ว”
“ดี! พาคนพวกนี้ไปที่ว่าการให้หมดเราจะไปตัดสินกันที่นั่นฐานก่อความวุ่นวายในเมือง”
“อ้าว”
หลินอี้เหยาร้องอ้าวทันทีที่อยู่ดี ๆ ความซวยก็วิ่งเข้าใส่ นางอยู่ของนางดีๆ แท้ ๆ
จริงอยู่นางไม่ได้กลัวการไปที่ว่าการ แต่นางกลัวกลับมาไม่ทันเกวียนแต่แล้วอย่างไรในเมื่อเ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอมากวาดต้อนพวกนางไปอย่างนี้ก็จำต้องเดินตามไปอยู่ดี