ข้อต่อของร่างกายนับเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับชาวยุทธ์ หากได้รับบาดเจ็บ แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีพละกำลังมหาศาลเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจออกกระบวนท่ารุกหรือรับได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่าหนิงกงซีย่อมตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี นางจึงพยายามปัดป้องหมัดของเซิ่งมู่ที่จงใจพุ่งเป้าโจมตีมายังจุดอ่อนของหุ่นนักรบดินปั้นอย่างสุดกำลัง ทว่าทุกการออกหมัดของเด็กหนุ่ม ล้วนแฝงไปด้วยความแม่นยำและรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ แทนที่จะใช้การระเบิดพลังหมัดเพื่อทำลายในครั้งเดียว เขากลับเลือกที่จะใช้วิถึโจมตีที่คล้ายกับผู้ใช้มีด
“น่ารังเกียจนัก! กระทำเยี่ยงนี้ เจ้ายังมีหน้าเรียกตนเองว่าผู้ใช้หมัดอยู่อีกหรือ!?” สตรีชุดแดงคำรามกร้าวด้วยความไม่พอใจ
ทว่าเด็กหนุ่มกลับมิได้ตอบโต้ นัยน์ตาของเขาจดจ่ออยู่เพียงกำปั้นที่พุ่งทะยานเข้ามาเบื้องหน้า ก่อนจะฉวยจังหวะสวนหมัดกระแทกเข้าที่ร่องพับข้อศอกของหุ่นดินปั้นอีกฝ่ายอย่างจัง แรงกระแทกนั้นส่งผลให้กระบวนท่าของหนิงกงซีชะงักงันไปถึงสองลมหายใจ
“แม้หนิงกงซีจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหกที่มากประสบการณ์ แต่วิถียุทธ์ที่นางเดินนั้นซื่อตรงเกินไป เป็นวิถียุทธ์ที่ใช้ในศึกสงครามและการสังหารในสนามรบ… หากนี่มิใช่การประลองผ่านหุ่นปั้นดินเผา แต่เป็นการปะทะด้วยกายเนื้อจริงๆ ด้วยร่างกายที่ปูรากฐานมาอย่างดีของนางก็คงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากถึงเพียงนี้” โม่หนิงครุ่นคิดในใจพลางส่ายหน้าเบาๆ “เจ้าพลาดตั้งแต่เลือกทดสอบเขาผ่านหุ่นนักรบพวกนี้แล้ว…”
เมื่อปัดป้องการโจมตีได้อีกครา เซิ่งมู่ก็ตัดสินใจตวัดหมัดพุ่งเป้าไปยังข้อต่อของคู่ประลองดังเดิม หนิงกงซีที่สัมผัสได้ถึงอันตรายรีบดึงกำลังเพื่อปกป้องจุดสำคัญ ทว่าเมื่อพบว่าหมัดสังหารนั้นกลับยังมาไม่ถึง นางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนก้าวพลาดตกลงไปในหลุมพรางของเด็กหนุ่มเข้าเสียแล้ว
เพียงชั่วอึดใจ หุ่นนักรบดินปั้นของเซิ่งมู่พลันขยับพลิ้วไหว คว้ามีดสั้นเล่มสุดท้ายที่เหน็บอยู่ข้างเอว ปักฉึกเข้าที่ลำคอของหุ่นดินเผาฝั่งตรงข้ามอย่างแม่นยำ การโจมตีนั้นส่งผลให้การเชื่อมต่อทางจิตของสตรีชุดแดงกับหุ่นนักรบถูกตัดขาดสะบั้นลงในทันที
“ขอบคุณท่านหนิงกงซีที่ออมมือ” เด็กหนุ่มประสานมือเคารพตามมารยาท
หนิงกงซีที่ยังคงคุกรุ่นด้วยความหงุดหงิดจากการประลองเมื่อครู่ จึงเผลอยกนิ้วชี้หน้าเซิ่งมู่ “การประลองเมื่อครู่มันบ้าอันใดกัน! เจ้าเป็นผู้ใช้หมัด เหตุใดจึงไม่แลกหมัดกันอย่างซื่อตรง! มัวแต่ลอบโจมตีทีละเล็กทีละน้อยเช่นนี้ น่ารังเกียจยิ่งนัก!”
เด็กหนุ่มที่โดนต่อว่าถึงกับทำสีหน้าปั้นยาก ในใจเขารู้ดีว่าวิชาหมัดของตนไม่อาจต่อกรกับพละกำลังของนางได้โดยตรง ชั่วขณะนั้นเขาเพียงดัดแปลงวิชามีดคู่ที่เคยพานพบมาปรับใช้ จึงไม่เข้าใจนักว่าตนทำสิ่งใดผิดไป
พรึ่บ! โม่หนิงสะบัดพัดกางออก คั่นกลางระหว่างปลายนิ้วของสตรีชุดแดงและใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“วิถียุทธ์หาได้มีถูกผิดไม่ ผู้ใช้หมัดทุกคนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้หน้ารับหมัดเสมอไป การประลองครั้งนี้จบไปแล้ว เจ้าทำตัวให้สมฐานะหน้าที่หน่อยเถิดหนิงกงซี” เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าของบุรุษชุดดำไร้ซึ่งรอยยิ้มหยอกเย้า แม้จะกล่าววาจาด่าทอกับสตรีชุดแดงหลายครั้ง ทว่าครั้งนี้น้ำเสียงของเขากลับจริงจัง ไร้ซึ่งความยียวนดังเช่นเคย
“ผู้ฝึกปราณเช่นเจ้า เหตุใดจึงชอบสู่รู้นัก! เขาทำเช่นนี้มิต่างกับการดูถูกวิชาหมัดของผู้อาวุโส…” คำพูดของหนิงกงซีขาดห้วงไป เมื่อปะทะเข้ากับสายตาเย็นเยียบของโม่หนิงที่จ้องเขม็งมา นางพลันได้สติ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะที่พลุ่งพล่าน
“ขออภัยด้วย ข้าแสดงกิริยาไม่เหมาะสมเสียแล้ว…” นางประสานมือไปยังเซิ่งมู่ ก่อนก้มโค้งขอโทษอย่างจริงจัง
เด็กหนุ่มที่ยังทำตัวไม่ถูก จึงรีบก้มโค้งตอบด้วยท่าทีเดียวกันกลับไป
“ขอให้เจ้าเข้าใจ นางฝึกวิถียุทธ์ตามแบบผู้คนในบรรพกาลมา อีกทั้งยังยึดติดกับความคิดไร้สาระ ในหัวเล็กๆ ของนางผู้ฝึกหมัดทุกคนล้วนต้องแลกหมัดกันอย่างซึ่งหน้า หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสากับคติธรรมอันดื้อรั้นของนางเลย” ครานี้โม่หนิงเป็นฝ่ายก้มศีรษะขออภัยบ้าง เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงรีบถลันเข้าไปประคองมือของคนทั้งสองมิให้ก้มต่ำไปกว่านี้
“ข้าเข้าใจขอรับ สมัยที่ข้าฝึกหมัดกับปู่ของข้า ท่านก็เคยตำหนิว่าข้าใช้เล่ห์เหลี่ยมมากเกินไป…” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางหัวเราะแห้ง หวังคลี่คลายบรรยากาศที่ตึงเครียดให้เบาบางลง
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น สีหน้าของสตรีชุดแดงก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไผ่ โม่หนิงเพียงโบกมือคราเดียว โต๊ะหินที่เคยเป็นสนามประลองหุ่นดินปั้นก็แปรเปลี่ยนกลับเป็นโต๊ะไม้สลักลาย วางประดับด้วยป้านชาและถ้วยกระเบื้องเคลือบดังเดิม
“เมื่อเดินทางไปถึงสำนักหลวง จงนำป้ายเหล็กนี้ไปมอบให้ผู้เฝ้าประตู มันจะช่วยให้เจ้าหลีกเลี่ยงขั้นตอนอันวุ่นวายได้ แต่หากเจ้าไม่ประสงค์จะเข้าร่วมสำนักหลวงก็… ฝากทิ้งไว้ที่คนเฝ้าประตูนั่นแหละ” กล่าวจบ นางก็โยนป้ายเหล็กสีดำสนิทที่มีลวดลายเหมือนป้ายทองแดงทุกประการไปให้
เซิ่งมู่รับป้ายนั้นมาถือไว้ ก่อนกล่าวขอบคุณอีกครา
“ครานี้ข้าเผลอแสดงกิริยาที่ไม่น่ามองให้เจ้าเห็นเสียได้ เอาไว้คราวหน้ารอเจ้าหายเจ็บ ข้าจะช่วยชี้แนะวิถียุทธ์ให้เจ้า วิธีที่เจ้าใช้แม้จะชนะข้าได้ แต่หากขอบเขตสูงขึ้น การใช้วิธีเช่นนี้ใช่ว่าจะสามารถชนะได้เสมอไป ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตร่างทองขึ้นไป กระดูกภายในล้วนยากต่อการทำลาย หากเจ้าอยากใช้วิธีเช่นนี้คงต้องเปลี่ยนไปใช้อาวุธประจำกายแล้วล่ะ” หนิงกงซีลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าเตรียมตัวจากไป “ข้ายังมีภารกิจต้องไปจัดการ หากมีสิ่งใดสงสัย ก็สอบถามเจ้าคนแซ่โม่นั่นเอาเถิด”
เมื่อสตรีชุดแดงสะบัดชายผ้าเดินจากไปด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัวเล็กน้อย โม่หนิงก็ขยับเข้ามานั่งลงเคียงข้างเซิ่งมู่
“ในขอบเขตพลังที่เท่าเทียมกัน นางไม่เคยพ่ายแพ้ใครมาก่อน” บุรุษชุดดำเอ่ยเสียงเรียบ เด็กหนุ่มทำอะไรไม่ถูก จึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ
“ในดินแดนที่นางจากมา นางได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เก่งกาจที่สุด แม้ในหมู่ยอดอัจฉริยะ นางก็ยังโดดเด่นเหนือใคร การที่เจ้าสามารถเอาชนะเคล็ดวิชาของนางได้ในการประลองเมื่อครู่ จึงทำให้นางเสียหน้าและอารมณ์เสียไม่น้อย…” บุรุษชุดดำเอ่ยต่อ
“เช่นนั้น ข้าคงทำเรื่องเสียมารยาทลงไปแล้วกระมัง?” เซิ่งมู่ถามด้วยความกังวล
“ตรงกันข้าม ข้ากลับมองว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะบางครั้ง หากปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้น คนเราก็จำต้องรู้จักรสชาติของความพ่ายแพ้บ้าง” โม่หนิงส่ายหน้าพร้อมแย้มยิ้มอย่างจริงใจ พร้อมเอ่ยถาม “หากบนโลกนี้มีบุรุษที่ไม่เคยพ่ายแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นคือผู้แข็งแกร่งที่สุดหรือไม่?”
เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ครุ่นคิดตามคำถามนั้นอยู่หลายลมหายใจ ก่อนจะตอบความเห็นของตนออกไป “ข้าคิดว่าไม่… บุรุษที่ไม่เคยพ่ายแพ้ อาจกล่าวได้ว่าเขามีตบะที่กล้าแกร่ง ทว่าสิ่งนั้นย่อมส่งผลให้เขายึดมั่นในความทะนงตนมากเกินไป หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือความคาดหมาย หรือศัตรูที่ตบะของตนไม่อาจสยบได้ เขาจะรับมือได้หรือไม่? นั่นตอบได้ยาก… อย่างไรเสียคำว่า ‘พ่ายแพ้’ ก็มีหลายความหมาย หากความหมายที่ท่านพูดหมายถึงการต่อสู้ อาจบอกได้ว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้ แต่ไม่อาจเรียกว่าแข็งแกร่งที่สุด มนุษย์แต่กำเนิดล้วนมีจุดที่ตนต้องประสบกับความพ่ายแพ้ เมื่อพ่ายแพ้เราจึงฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น หากมีบุรุษที่ท่านว่าจริงข้าไม่คิดว่าเขาแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นเพราะเขายังมิเคยประสบความพ่ายแพ้ของเขาเพียงเท่านั้นเอง”
สิ้นคำกล่าวอันลึกซึ้งของเซิ่งมู่ บุรุษทั้งสองต่างลุกขึ้นยืน ก่อนจะประสานมือคารวะกันและกันด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งบัณฑิตขงจื๊อ
“ข้ายังมีธุระอื่นที่ต้องจัดการ คงไม่รั้งตัวเจ้าไว้นานกว่านี้ หวังว่าเราจะได้พบกันอีกในสำนักหลวง” เมื่อแผ่นหลังของบุรุษชุดดำกลืนหายไปกับทางเดิน เซิ่งมู่ก็พลันแว่วได้ยินประโยคหนึ่งลอยตามลมมา “ข้าว่าหากเจ้าเปลี่ยนมาฝึกปราณ คงก้าวไปได้ไกลกว่าการฝึกหมัดมากนัก…”
เด็กหนุ่มมองตามทิศทางที่คนทั้งสองจากไป ทบทวนคำพูดเหล่านั้นชั่วครู่ ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูมุ่งหน้ากลับไป
…
ที่เรือนรับรองของสมาคมไป๋ซาง เซิ่งมู่กำลังฟังต้าจินพล่ามพรรณนาถึงการประลองของผู้ฝึกปราณที่ตนเพิ่งไปพบเจอมา
“เจ้าคนชุดดำนั่นนะ พอติดอยู่ในค่ายกลเสวียนตง? หรือเสวียนเอ๋อร์? ช่างประไร ข้าจำชื่อไม่ได้แล้ว! เอาเป็นว่าแทนที่เขาจะตกเป็นรอง จู่ๆ เขากลับสะบัดยันต์พยนต์ออกมาสิบกว่าใบ! เจ้าลองนึกภาพตามสิ กระดาษยันต์สีเหลืองธรรมดาๆ กลับกลายร่างเป็นมนุษย์ได้! มันน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใดกัน!” ต้าจินเล่าพร้อมทำท่าทางประกอบอย่างกระตือรือร้น เซิ่งมู่มิได้รู้สึกรำคาญใจแม้แต่น้อย กลับกันเขายังรับฟังด้วยความสนใจ
“แล้วผู้ใช้ยันต์คนนั้นชนะการประลองหรือไม่?” เขาเอ่ยถาม แต่ต้าจินกลับยกนิ้วขึ้นมาส่ายอยู่เบื้องหน้า
“คราแรกข้าก็คิดเช่นนั้น! แต่สตรีชุดชมพูที่เป็นคู่ประลองกลับเรียกใช้งานค่ายกลกระบี่ อานุภาพของมันรุนแรงเสียจนบีบให้เขาต้องประกาศยอมแพ้ในทันที! ภายหลังข้าไปลอบฟังผู้คนคุยกัน จึงได้รู้ว่านางเป็นถึงหนึ่งในศิษย์รุ่นเยาว์ผู้เปี่ยมพรสวรรค์จากหอเมฆคล้อย แถมยังเป็น ‘เซียนยุทธ์’ ที่หาตัวจับยากอีกด้วย!” ในขณะที่เซิ่งมู่ฟังอย่างตั้งใจ ก็มีคำหนึ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ
“เซียนยุทธ์? ผู้ฝึกปราณที่ใช้อาวุธคล้ายผู้ฝึกยุทธ์น่ะหรือ?” เขาเอ่ยถามด้วยความสนใจ หากมิใช่เพราะเงินเซียนที่หยิบยืมมาเหลือไม่กี่เหรียญ เขาก็อยากไปชมการประลองของเซียนยุทธ์เช่นกัน
“ถูกต้อง… แต่วิชาของนางไม่เหมือนที่ข้าเคยเห็นจากเจ้าหรือสุยอู๋ซินเลย ข้าว่ามันดูคล้ายกับวิชาค่ายกลเสียมากกว่า อีกทั้งข้าก็ยังไม่เห็นนางจับกระบี่เข้าต่อสู้ในระยะประชิดเลยสักครั้ง ข้าจึงมองไม่ออกว่าข้อแตกต่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับเซียนยุทธ์คือสิ่งใดแน่” ต้าจินอธิบายตามที่ตนเห็น
เซียนยุทธ์คือผู็ฝึกปราณที่มุ่งเน้นในศาสตร์ของวรยุทธ์ บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงมีพลังปราณอันลึกล้ำดั่งเทพเซียน แต่ยังมีกระบวนท่าที่กล้าแกร่งและพลิกแพลงได้หลากหลาย แม้พลังชีวิตจะมิได้สูงทนทานดังผู้ฝึกยุทธ์ แต่พลังสังหารกลับมิด้อยไปกว่ากัน
ทว่าเซียนยุทธ์มิได้พบเห็นบ่อยนัก นอกจากการทุ่มเทศึกษาศาสตร์ทั้งสองแล้ว พวกเขายังจำเป็นต้องมี ‘อาวุธวิญญาณประจำกาย’ ที่ผ่านการหลอมขั้นสูง เพื่อนำมาผสานมรรคาให้เป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง เมื่อผสานคนและอาวุธเป็นหนึ่ง เซียนยุทธ์จะต้องหล่อเลี้ยงอาวุธแห่งจิตใจให้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับตบะของตน ด้วยเหตุนี้ การจะบ่มเพาะเซียนยุทธ์ขึ้นมาสักคน จึงต้องผลาญทรัพยากรและเงินเซียนจำนวนมหาศาล
“เจ้าอยากเป็นเซียนยุทธ์หรือ?” เซิ่งมู่หันไปถามสหายข้างกาย เขาคิดว่าจะเห็นต้าจินตอบว่าใช่อย่างกระตือรือร้น แต่ผิดคาดต้าจินกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“เซียนยุทธ์ดูแข็งแกร่งและสง่างามก็จริง แต่ข้าเลือกที่จะเดินตามเส้นทางท่านพ่อของข้าแล้ว ข้าจะเป็นเซียนหลอม! จากที่ข้าสอบถามพี่ไป๋มา เซียนหลอมนี่แหละที่มั่นคงและมั่งคั่งที่สุด ผู้บำเพ็ญทั่วหล้าจะต้องมาหาข้า ขอร้องให้ข้าหลอมของวิเศษให้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ก่อนหันมาถามสหายข้างกายตน “ข้าเล่าเรื่องของข้าให้ฟังหมดแล้ว คราวนี้ถึงตาเจ้าเล่าเรื่องคนจากสำนักหลวงให้ข้าฟังบ้างสิ”
“ก็ไม่ได้มีเรื่องราวสลับซับซ้อนอันใดนักหรอก” เซิ่งมู่เริ่มเล่า “หลังแยกกับเจ้า ข้าก็บังเอิญพบสตรีคนหนึ่งที่มาจากสำนักหลวง นางพาข้าไปชมการประลองของนาง ก่อนที่จะพาไปพบกับสหายของนาง ท้ายที่สุดนางก็บอกว่า เคยได้ยินเรื่องราวของพวกเราตอนอยู่หุบเขาหลงโถว นางจึงอยากเชื้อเชิญข้าให้เข้าร่วมสำนักหลวง เลยมีการทดสอบฝีมือกันนิดหน่อย” เซิ่งมู่กล่าวจบ
“จบแล้ว…” ต้าจินนั่งจ้องหน้าเขาเขม็ง คาดหวังจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจกว่านี้
เด็กหนุ่มถอนหายใจ ก่อนหยิบตราเหล็กในแขนเสื้อให้สหายดู “ก็เรื่องมีเท่านี้ ประลองเสร็จนางจึงให้ตราเหล็กนี้กับข้า เจ้าเอาไปดูเล่นแทนละกัน”
เด็กหนุ่มร่างกำยำหยิบตราเหล็กนั้นขึ้นมาพินิจดู ใช้นิ้วเคาะสองสามที พยายามใช้ปราณสัมผัสหาความวิเศษของตราเหล็ก
“ดูเผินๆ เหมือนป้ายเหล็กธรรมดา แต่ลึกๆ กลับมีกลิ่นอายปราณอันบริสุทธิ์อัดแน่นอยู่... เจ้ารู้หรือไม่ว่าตรานี้มีความหมายอย่างไร?” ต้าจินถามขึ้น
“เจ้ารู้หรือ?” เด็กหนุ่มในชุดขาวขยับตัวนั่งหลังตรงด้วยความสนใจ
“จะไปรู้ได้อย่างไรเล่า! ข้าเป็นคนถามเจ้าต่างหาก ไม่ใช่ให้เจ้ามาย้อนถามข้า!” ต้าจินบ่นอุบอิบ ก่อนโยนตราเหล็กคืนให้สหาย พลางถอนหายใจด้วยความหน่ายใจ
“ข้าต้องเป็นคนถอนหายใจมากกว่ามั้ง” เซิ่งมู่คิดในใจ
“เปลี่ยนเรื่องๆ! แล้วหลิวจื่ออี้จะกลับมายามใด ท่านหมิงเจ๋อบอกให้เราไปงานเลี้ยงเขายามโหย่วนะ” เซิ่งมู่เอ่ยถามถึงสหายอีกคน ตอนที่ออกจากหอประลองไป๋ซางเขายังไม่มีโอกาสได้ถามไถ่ ทราบเพียงว่านางบอกให้พวกเขากลับมารอที่เรือนรับรองล่วงหน้าก่อน
“นางแอบไปลงประลองปรุงโอสถน่ะสิ การประลองครั้งหนึ่งใช้เวลาหลายชั่วยาม นางจึงให้ข้ากับเจ้ากลับมารอที่เรือนรับรอง อีกทั้งการประลองก็แสนจะน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี ข้านั่งดูได้ไม่ถึงครึ่งเค่อตาก็แทบจะปิดอยู่แล้ว” ต้าจินบ่นพลางเหยียดแขนขา เอนกายนอนพิงพนักอย่างเกียจคร้าน
เห็นดังนั้น เซิ่งมู่จึงเอนหลังพักผ่อนตาม ทวนนึกถึงท่าทีของเด็กสาวแล้วก็อดขำมิได้ คราแรกนางเป็นคนค้านหัวชนฝามิให้พวกเขากระโดดเข้าร่วมความวุ่นวายที่หอประลองไป๋ซาง ทว่าท้ายที่สุด กลับกลายเป็นนางเสียเองที่เที่ยวสนุกจนลืมเวลามากกว่าใคร
คิดได้ดังนั้น เขาก็ลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะหลับตาลงและงีบหลับไป
…
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดนางจึงดู… ผิดปกติ? ข้าไม่รู้จะเรียกอย่างไร ไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อน” บุรุษชุดขาวผิวเข้ม เอ่ยถามสหายของตน
“แพ้การประลองเคล็ดวิชาน่ะสิ…” โม่หนิงตอบพลางถอนหายใจ ขณะก้าวเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะน้ำชาในลานกว้าง
“กับเซิ่งมู่น่ะหรือ?” เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันมองตามแผ่นหลังของสตรีชุดแดงที่เดินกระแทกกระทั้นจากไปไกล
บุรุษชุดดำพยักหน้าเบาๆ ขณะรินน้ำชาดอกไม้ลงในถ้วยของตน “เจ้าก็รู้วิธีการต่อสู้ของนางเป็นเช่นไร ตอนที่นางรู้ว่าเขาใช้หมัด นางจึงคาดหวังว่าเขาจะใช้หมัดปะทะกับนางอย่างตรงไปตรงมา แต่ความเป็นจริงกลับตาลปัตร รอนางใจเย็นลงสักหน่อยก็คงตระหนักถึงข้อบกพร่องของตนได้เอง ใช่ว่าผู้ใช้หมัดทุกคนต้องเหมือนที่นางเคยเจอเสียหน่อย…”
“มีพรสวรรค์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ลำพังตัวข้า หากต้องดวลหมัดเปล่ากับนาง ต่อให้ข้าจะอยู่ถึงขอบเขตเจ็ด ก็คงถูกนางทุบตีจนพ่ายแพ้อย่างมิต้องสงสัย... แต่หากให้ข้าใช้อาวุธประจำกายก็ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” บุรุษผิวเข้มกล่าวกลั้วหัวเราะ
“ข้าใช้พลังปราณตรวจสอบเขาแล้ว แม้รากฐานยุทธ์ของเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แต่กระดูกและเส้นชีพจรแต่กำเนิดกลับนับว่าธรรมดามากนัก สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ คือวิถียุทธ์ของเขาต่างหาก ดูเหมือนว่าจะมิได้ยึดติดกับวิถีใดๆ เป็นพิเศษ มีการผสมผสานที่น่าสนใจ” โม่หนิงตอบพลางใช้พัดในมือพัดเอาลมเข้าตัว
“แปลว่าเขาผ่านแล้วใช่หรือไม่?” บุรุษผิวเข้มเอ่ยถามต่อ
“พวกข้ามอบตราเหล็กให้เขาไปแล้ว หากเขาต้องการก็จะผ่านได้ไม่ยาก หากเขาไม่ต้องการก็… ช่างเถอะ…” โม่หนิงทอดถอนใจยาวเหยียด
“พวกเจ้าคุยอะไรกัน เหตุใดจึงถอนหายใจกันบ่อยเพียงนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเจือความใจดีของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมา
เมื่อทั้งสองหันไปมอง ก็พบเข้ากับบุรุษร่างเล็กในชุดขาวที่สูงพอๆ กับหนิงกงซี ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม กำลังก้าวเดินเข้ามาหาพวกเขาที่ลานน้ำชา
ทั้งคู่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคารวะอย่างพร้อมเพรียง “ท่านเฮ่อ”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าท่านเฮ่อโบกมือปัดด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ “นั่งเถอะ”
ถึงกระนั้น บุรุษทั้งสองก็ยังสงวนท่าที รอจนกระทั่งท่านเฮ่อทิ้งตัวลงนั่ง พวกเขาจึงค่อยนั่งตาม โม่หนิงรีบรินชาชั้นดีลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบ แล้วเลื่อนส่งให้ผู้มาเยือนอย่างนอบน้อม
“อย่างไรเสีย เด็กคนนั้นก็ต้องเข้าศึกษาที่สำนักหลวงอย่างแน่นอน พวกเจ้ามิไม่ต้องเก็บมาคิดให้รกสมองหรอก” ท่านเฮ่อกล่าวขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ชายทั้งสองลอบสบตากันด้วยความฉงน ทว่าบุรุษร่างเล็กก็เพียงแค่แย้มยิ้มบางๆ ปล่อยให้คำพูดนั้นเป็นปริศนาต่อไป
“ยามโหย่วเย็นนี้ สมาคมไป๋ซางจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ขึ้น หากเจ้ากับเสวียนอี้ยังคาใจ ก็จงไปร่วมงานในฐานะตัวแทนของสำนักหลวงเถิด ไปไถ่ถามให้แน่ใจจากปากเจ้าตัว จะได้หมดสิ้นความกังขา” ทั้งสองลุกขึ้นยืนรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียง ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของท่านเฮ่อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
“มาไวไปไว…” บุรุษผิวเข้มที่ชื่อเสวียนอี้กล่าวติดตลก
“ข้าไม่เข้าใจทำไมผู้ที่มีตบะสูงชอบทำแบบนี้กันนะ?” โม่หนิงพึมพำด้วยความสงสัย
“หรือเจ้าไม่เคยทำแบบนี้ต่อหน้าเด็กขอบเขตสาม?” เสวียนอี้ถามด้วยน้ำเสียงทะเล้น
บุรุษชุดดำหัวเราะหึๆ ก่อนพยักหน้าเบาๆ “เคยสิ…”
“ทีนี้เราควรจัดการเช่นไรต่อดี? ถามเซิ่งมู่ตรงๆ มันจะไม่ดูน่าสงสัยไปหรือ?” หัวเราะร่วมกับสหายเสร็จ บุรุษผิวเข้มจึงหันมาถามคนข้างตน
“ถึงอย่างไรก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงอยู่แล้ว ถึงตอนนั้น… ค่อยคิดแล้วกัน” เมื่อวนกลับมาที่หัวข้อก่อนหน้า โม่หนิงถึงกับต้องถอนหายใจยาวเหยียดเป็นรอบที่สองหรืออาจจะสาม? ตั้งแต่ต้องมารับหน้าเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ของสตรีชุดแดง เขาก็ลืมแล้วว่าวันนี้ตนถอนหายใจไปกี่ครั้ง