บทที่ 3 มุมที่แตกต่าง (3)
“ได้ฟังเรื่องของรสา พอจะชอบรสาขึ้นมาสักนิดไหม” ภาวินหันไปมองคนที่ถามขึ้นระหว่างออกมาจากลิฟต์“ผมพึ่งรู้ว่าเธอเลี้ยงทั้งคนแก่ ผู้ชาย และยังมีปลิงเกาะเธออีก” ภาวินพูดขึ้นเสียเรื่อย ๆ“คนแก่หมายถึงน้านั่นแหละ ไม่ใช่น้าไม่ทิ้งรสาหรอกนะ มันเป็นอะไรที่อธิบายยาก ถ้าไม่มีรสาชีวิตน้าคงจะไม่ได้ส่งลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ แพง ๆ อย่างนี้หรอก ถ้าไปทำงานที่อื่นสองคนผัวเมียที่เรียนจบมาน้อยแค่นี้มันจะได้เงินเดือนสักเท่าไรกันเชียว ส่วนเรื่องผู้ชาย รสาเขาแค่อยากให้เด็กคนนั้นมีชีวิตที่ดีก็เท่านั้น เขาไม่เคยบอก ไม่เคยทวง จนตอนนี้เด็กคนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นสิ่งที่รสาพร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่างที่มี ส่วนปลิง น้าไม่อยากจะพูดถึงหรอกนะ มันจะดูไม่ดีกันไปซะเปล่า ๆ”“น้าจินดาดูจะรักรสามากนะครับ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น“ถ้าตัดเรื่องคำพูดไม่น่ารักออกไป เธอเป็นคนใจดีมากเลยนะลม แค่ลูกของน้าคุยกันว่าโรงเรียนจะมีไปซัมเมอร์ที่อิตาลี รสาเขาก็สั่งให้น้ากับน้าชัย สามีของน้า ไปสำรวจพวกมิวเซียมที่อิตาลีให้ แล้วบอกว่าให้พาลูกของน้าไปซัมเมอร์กับโรงเรียน เพราะรสาไม่มีเวลามาเฝ้าลูกให้น้าหรอก แถมยังออกเงินให้อีก”“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ จากที่น้าจินดาพูด มันแตกต่างกับภาพที่ผมเห็นมาตลอด” ภาวินพูดอย่างนั้น“ไม่แปลกหรอกลม น้าเข้าใจ เพราะน้ารู้ว่าทำไมรสาถึงเป็นอย่างนี้ รสาเป็นคนขี้กลัวมากนะลม มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น รสาก็ชอบทำเหมือนไม่รับรู้ แต่เธอกลับพร้อมกางปีกปกป้องคนของตัวเองเสมอ และเธอไม่ชอบเรื่องทำร้ายร่างกายเท่าไร”“แต่เมื่อวันก่อนผมเห็นว่าเธอเอาหมอนฟาดคุณรัตนากับคุณสิตาไม่ยั้งเลยนะครับ” ภาวินพูดแย้งขึ้นมา“มีเรื่องเดียวที่ทำให้รสาสติแตกขึ้นมาได้เท่านั้นแหละ แต่ด้วยความที่ไม่ชอบถูกตัวก็คงหาอะไรใกล้มือ โชคดีที่เป็นหมอน สองแม่ลูกนั่นเลยได้สร้างเรื่องปวดหัวให้รสาต่อไปได้” จินดาพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมาน้อย“เรื่องอะไรเหรอครับ ผมยอมรับว่ามีบางอย่างของรสาที่ผมไม่ชอบเท่าไร แต่ผมก็ไม่เคยเห็นเธอทำร้ายร่างกายใครเหมือนกัน”“สองแม่ลูกนั่นคงเรียกรสาว่า มิส เป็นชื่อเล่นที่แม่รสาตั้งให้” จินดาพูดอย่างนั้น ภาวินก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ“เรื่องแค่นี้เองเหรอครับ” จินดาถอนหายใจออกมา“ลมอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องแค่นี้นะ แต่สำหรับรสาไม่ใช่ สองคนนั้นคงคิดแค่ว่ารสาไม่ชอบแล้วโมโห และมันก็ได้ผลทุกครั้ง ถ้าต้องการจะยั่วรสา ความหมายของคำว่ามิสที่แม่รสาพูดเสมอไม่ใช่หมายถึงผู้หญิงหรือความคิดถึง แต่มันหมายถึงความผิดพลาด” ภาวินมองจินดานิ่งแล้วฟังอย่างเงียบ ๆ “รสาถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ น้าเห็นมันมาตลอด ถ้ารสาทำอะไรให้พ่อกับแม่ไม่พอใจเธอก็จะถูกทำร้ายร่างกาย เธอร้องไห้ขอให้ช่วย น้าได้ยิน แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่แอบมองอยู่ห่าง ๆ ถ้าจะนอนได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาต ถึงจะไม่อยากนอนเธอก็ต้องนอนหลับตานิ่ง และต้องตื่นเมื่อถูกเรียก ไม่มีเวลาไหนด้วยซ้ำที่เด็กตัวเล็กอย่างรสาจะไม่มีแผลอยู่บนตัว เธอจะสะดุ้งตื่นทุกครั้งเมื่อมีคนเข้าไปใกล้และจะไม่กล้านอนอีก เธอถูกพูดด้วยถ้อยคำที่แสนจะเลวร้าย น้าเลยเข้าใจว่าทำไมเธอถึงมักจะพูดจาก้าวร้าวกับคนอื่นอย่างนี้ เธอไม่มีแบบอย่างที่ดีเลยนะ ลม”“แล้วท่านไม่ทราบเหรอครับ” ภาวินถามขึ้นมาอย่างนั้น จินดาก็ได้แต่ถอนหายใจ“มันไม่ใช่เรื่องของเขา คนอย่างนั้นจะกล้าทำอะไรพี่ชายตัวเองที่ต้องมาขอเงินบ่อย ๆ เพราะชักหน้าไม่ถึงหลัง” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น คิ้วภาวินก็ขมวดขึ้น“เหรอครับ”“รสาโตมากับความรุนแรง น้าได้แต่พยายามแอบสอนเธอให้รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่ถ้าเทียบกับสิ่งเธอเจอมา แค่เธอเเป็นผู้เป็นคนอย่างที่เราเห็นกันก็ดีเท่าไรแล้ว พ่อกับแม่ทะเลาะกันจนฆ่ากัน ถ้าคิดว่ารสาเป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์มันคงจะดีกว่าถ้าเธอไม่เป็นคนที่เป็นกระโถนของสองคนนั้น”“สองคนนั้นจะฆ่ารสาเหรอครับ” ภาวินถามพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่นขึ้นมา“อืม เกิดเรื่องที่บ้านรสานั่นแหละ เธอถูกยิงแล้วนอนนิ่งไปก่อนที่จะเห็นพ่อแทงแม่ แม่ยิงพ่อต่อหน้าต่อตา น้าเรียกรถพยาบาลมาได้ทัน รสาเลยรอดมาได้ แต่เมื่อรสาฟื้นขึ้นมาก็มีคนมารุมถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเธอฝังใจ พอไปอยู่ที่คนเยอะเธอเลยช็อกอย่างที่เราเห็นตลอด พวกเราเลยต้องระวังเวลารสาไปไหน”“ท่านเคยบอกว่าส่งรสาไปเรียนโรงเรียนประจำ”“รสาไปได้แค่วันเดียวก็ต้องออก เพราะเธอไม่สามารถอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ ได้ รสาเลยกลับมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้านหลังนั้น จะมีบ้างที่อาของรสาขอให้ไปหา ลมคงไม่อยากคิดว่าเรียกไปเพราะเรื่องอะไรหรอกนะ”“เรื่องอะไรครับ” ภาวินถามขึ้นอย่างไม่อยากจะคาดเดาไปเอง ถึงแม้ในใจจะคาดเดาไปเรื่องเงินแล้วก็ตาม“อาของรสาเป็นญาติคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ แต่พ่อกับแม่ของรสาก็ฉลาด จะเรียกว่างกก็ได้ที่ไม่อยากให้เงินของตัวเองกระเด็นไปที่ใคร เลยเขียนพินัยกรรมว่ารสามีแต่ตัว ส่วนสมบัติทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้จนกว่ารสาจะบรรลุนิติภาวะ” ภาวินมองหน้าคนพูดอย่างแปลกใจ“ท่านก็เลยรับเลี้ยงรสาใช่ไหมครับ” ภาวินพยายามตีความจากสิ่งที่เห็น แต่จินดากลับส่ายหน้า“ไม่ใช่หรอก แต่อาของรสาเป็นคนที่พยายามทำตัวเป็นผู้จัดการมรดกแทบจะอกแตกตายกันเชียวล่ะ เพราะมรดกทั้งหมดอยู่ที่ธนาคาร ส่วนรสาก็อยู่ในบ้านเงียบ ๆ เธอได้แต่วาดรูปจนมือแตก แต่อย่างน้อยยังโชคดีที่แกลลอรี่ของแม่รสายังสร้างรายได้ให้อยู่บ้าง รสาวาด น้าก็เอาไปขายจนน้ามีแฟน ตอนแรกคิดว่าจะลาออกไปหาอะไรทำกัน เพราะรู้ว่ารสาไม่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้า แต่รสากลับบอกว่า เธอจะวาดรูป ส่วนน้ากับน้าชัยก็ช่วยกันเอาไปขายที่แกลลอรี่ เธอให้เงินเดือนไม่น้อยเลยล่ะ ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ”“ผมไม่คิดว่าเธอจะลำบาก” ภาวินพูด“เธอไม่ค่อยบ่นให้ใครฟัง ยกเว้นก็แต่เธอกำลังขัดใจอะไรมากก็เท่านั้น” จินดาบอกก่อนจะยิ้มออกมา“ผมไม่เข้าใจว่าน้าจินดาทำงานกับรสา แล้วทำไมถึงมาติดต่อผมแทนท่านได้ล่ะครับ น้าจินดาก็เหมือนจะไม่ชอบท่านเท่าไรเหมือนกัน”“น้าไม่เคยทำงานให้ใครนอกจากครอบครัวของผู้มีพระคุณหรอกนะ ลม” จินดาบอกอย่างนั้น ก็มีเด็กสองคนวิ่งมาทางจินดา“แม่ พี่รสาเป็นยังไงบ้าง” เด็กผู้ชายถามขึ้น“พี่รสาจะกลับบ้านเมื่อไร หนูจะเอาสร้อยที่ถักไปอวด” เด็กผู้หญิงพูดขึ้นจินดาวางมือทั้งสองบนหัวเด็กเบา ๆ แล้วยิ้มออกมา “ตอนนี้หมอให้พี่รสานอนโรงพยาบาลไปก่อน รอให้พี่รสาอาการดีขึ้นแล้วถึงจะได้กลับบ้าน”“พี่รสาอยู่บ้านคนเดียว ไม่มีพวกเราไปเล่นด้วยคงเหงาแย่เลย คราวหน้าเราพาพี่รสาไปด้วยนะกันไปแม่”“เดี๋ยวหนูจะหยอดกระปุกให้พี่รสานั่งเครื่องบินไปด้วยกัน”“พี่รสาไม่ชอบไปเที่ยว พวกเราไปบังคับพี่รสามาก ๆ เดี๋ยวพี่รสาก็ไม่ยอมคุยด้วยอีกหรอกนะ” จินดาบอกอย่างนั้น แต่เหมือนเด็กทั้งสองหันไปสนใจคนที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ แม่ของตัวเองแทน“พี่ลม!” เด็กทั้งสองเรียกคนที่ตัวเองพึ่งเห็นก่อนจะรีบผละจากแม่ของตัวเองไปกระโดดกอดชายหนุ่มเอาไว้“ไม่เจอกันแป๊บเดียว ทำไมโตขึ้นเยอะอย่างนี้ล่ะ” ภาวินพูดอย่างยิ้ม ๆ พร้อมกับนั่งยองลงตรงหน้าเด็กผู้ชายและผู้หญิงที่ยืนยิ้มกว้างกันอยู่“แม่บอกว่าถ้าอยากโตขึ้นแล้วหล่อและเก่งแบบพี่ลม ต้องกินเยอะ ๆ” นทีพูดขึ้น“พี่ลมอย่าไปเชื่อนทีเลย วัน ๆ กินแต่ขนมจนอ้วนเป็นหมูแล้ว” ธาราพูดขึ้น ภาวินเห็นท่าทางสองพี่น้องกำลังจะเริ่มทะเลาะกันก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก“สบายดีนะลม ไม่คิดว่าจะได้เจอ น้าไม่ได้หยิบของฝากมาให้ด้วย” ฉัตรชัยสามีของจินดาทักทายภาวินขึ้น ชายหนุ่มเลยส่งยิ้มกลับไปให้“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่คิดถึงผมก็ดีใจแล้ว”“โอ๊ย ไม่คิดถึงได้ยังไง พวกเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกันนั่นแหละ อย่าคิดมากเลย” ฉัตรชัยบอกอย่างนั้นก่อนจะหันไปทางลูกทั้งสองคนที่ทำท่าจะเข่นเคี้ยวกัน “สองคนพอได้แล้ว ถ้ายังทะเลาะกันพ่อจะไปบอกพี่รสา”“ไม่เอา! /ไม่เอา!” เด็กสองคนที่ทำท่าจะทะเลาะกันหันมาปฏิเสธทันทีก่อนจะกอดคอกัน จนภาวินได้แต่มองอย่างสงสัย“เด็ก ๆ ไม่อยากไปขนปุ๋ยขี้วัวไปปลูกผักน่ะลม” จินดาพูดอย่างขำ ๆ ก่อนจะพูดต่อ “น้ากลับก่อนนะลม ต้องไปจัดการเรื่องที่บ้านรสาอีก แล้วเจอกันนะลม ขอบคุณที่เดินมาเป็นเพื่อน”“ไม่เป็นไรครับ” ภาวินบอก“น้าไปก่อนนะ ไว้ว่าง ๆ เราค่อยนัดไปเที่ยวกันนะ” ฉัตรชัยหันมาขยิบตา“ครับ” ภาวินตอบรับออกไปอย่างขำ ๆ“หนูกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”“ผมกลับก่อนนะพี่ลม สวัสดีครับ”ภาวินได้แต่มองครอบครัวที่มีทั้งพ่อแม่ลูกเดินจากไปก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ เขาหวังว่าครอบครัวของคนที่ดีกับเขามาตลอดจะมีความสุขตลอดไป