"ฮ่าๆ น่าอายยิ่งนัก ความจริงแล้วก่อนหน้ามาถึงที่นี่ข้าแวะเมืองเมืองหนึ่งเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทาง แล้วก็ถูกปล้นจนไม่เหลือเงินติดตัวเลยซักแดง"
เขาพูดพร้อมหัวเราะ
"ใครกันที่สามารถปล้นเจ้าได้"
คล็อกครัชถามด้วยความอยากรู้
"อันที่จริง ข้าถูกพวกสาวๆในร้านเหล้ามอมเอาหน่ะขอรับ รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกเกวียนขนขยะในเมืองลากออกมาทิ้งซะไกลแล้ว โชคดีหน่อยที่ก่อนโดนจับโยนออกมามือข้ากอดไห้เหล้าขนาดใหญ่มาได้ 1 ไห้ไม่ยอมปล่อย ข้าเลยดื่มแทนน้ำกันตายมาจนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็มาเจอพวกท่านนี่แหล่ะขอรับ"
"หมอนี่มันคนแน่เหรอเนี่ย" ทาร่าคิดในใจทำหน้าแหยงมองมาที่เขา
"ส่วนเรื่องพลังของข้านั้น....."
ทั้งโต๊ะเงียบตั้งใจฟัง
"ข้าคงไม่สามารถตอบอะไรมากได้เกินไปกว่า...มันเป็นพลังที่ติดตัวข้ามาแต่กำเนิดล่ะนะ"
"หมายความว่าไงที่ว่าติดตัวมาตั้งแต่เกิด คนปกติที่ไหนเขามีเรื่องแบบนี้บ้าง"
รีอาร์ลุกยืนถามกึ่งตะคอก ทำหน้านิ่วมองไปที่ชายหนุ่ม คล็อกครัชกระแอมเสียงดังขัดลูกน้องพร้อมเหลือบตาลงต่ำเป็นความหมายบอกให้นั่งลงและห้ามเสียมารยาท
"ต้องขอโทษแทนสามีข้าด้วย เขาเข้าสังคมกับคนไม่ค่อยเก่งหน่ะ"
ทาร่าท้วงขึ้นใช้มือขวาดึงเสื้อรีอาร์นั่งลงกับเก้าอี้
"ไม่หรอกๆ ไม่บังอาจโกรธเลย ข้าเข้าใจรีอาร์ เขาคงกังวลเพราะไม่รู้แหล่งที่มาที่ไปของอำนาจลึกลับในตัวข้า อีกอย่างพวกเราเพิ่งพบหน้ากันอยู่ๆจะให้ไว้ใจคนแปลกหน้าก็ใช่เรื่อง ที่รีอาร์ทำนับว่าถูกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันด้วยเหตุผลนี้เอง ข้าเองก็ไม่อาจบอกข้อมูลที่สำคัญของตัวเองให้กับคนที่เพิ่งพบหน้าโดยละเอียดไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้พวกท่านจะมีบุญคุณให้ข้าวให้น้ำข้า แต่รวมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้นับว่าพวกเราได้ทดแทนกันหมดสิ้น หวังว่าพวกท่านคงจะเข้าใจ และให้เกียรติถามในเฉพาะเรื่องที่ข้าสามารถตอบได้โดยไม่คาดคั้นอีกต่อไป"
ชายหนุ่มฉลาดแก้สถานะการณ์ เขาทั้งปลอบอีกฝ่ายและปฏิเสธด้วยเหตุผลจนทุกคนต้องยอมภายในประโยคเดียว ทั้งรีอาร์และคล็อกครัชจ้องเขาด้วยแววตาเลื่อมใสระคนทึ้งในความสามารถพูดเจรจา ไม่เพียงแค่นี้ เขากลับทิ้งท้ายพลิกประเด็นเปลี่ยนเรื่องสนทนาโดยที่อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำอีกต่อไป นี่นับเป็นคุณสมบัติของผู้ยิ่งใหญ่ที่หาไม่ได้ในปุถุชน ทั้งสองบุรุษแห่งกองเกวียนบัดนี้แจ้งแก่ใจชัดแล้วว่าพวกตนได้มีโอกาสต้อนรับหนึ่งในยอดบุรุษของยุคเข้าแล้ว
"หึหึ น่าอายยิ่งนักขอบคุณที่ท่านเข้าใจข้า และขออภัยที่เสียมารยาท"
"ข้าไม่กล้ารับหรอก ที่ท่านทำก็ถูกแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอบังอาจถาม ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร"
รีอาร์เปลี่ยนคำถามใหม่ คล็อกครัชเหลือกคิ้วในระหว่างที่ยกแก้วเหล้าดื่มรีบย้ำมาอีกคน
"เออจริงด้วย นี่พวกเราอยู่ด้วยกันมาเกือบทั้งวันแล้ว ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย พอจะบอกได้ไหม"
"ข้าชื่อ ไคลม์ ชื่อเต็ม ชาลเรียส ไคลม์"
"ชาลเรียส ข้าเดินทางค้าขายไปทั่วทุกที่ ไม่เคยคุ้นหูกับตระกลูนี้เลย"
คล็อกครัชทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง
"ไม่แปลกหรอกท่านหัวหน้า พ่อของข้าเป็นช่างตีดาบและนักทำอาวุทธทั่วๆไป นามของตระกูลไม่ได้ยิ่งใหญ่โด่งดังเหมือนพวกขุนนางหรือนักรบผู้ยิ่งใหญ่หรอกขอรับ"
"อืมม ช่างเถอะๆ จะชื่อนามว่าอะไรก็ไม่สำคัญ สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้นับว่าเป็นพระคุณแก่พวกเราเหลือเกิน เอาล่ะต่อไปนี้เวลาไปไหนมาไหนข้าจะได้บอกต่อคนรู้จักถึงนามของเจ้าผู้ทำให้ข้ารอดพ้นจากอันตรายที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ข้าขอดื่มอีกแก้วให้กับความกล้าหาญของเจ้าในวันนี้"
ทุกคนยกแก้วรับอย่างรู้งานก่อนกระดกเข้าปาก กระทั่งลิซาน่าและเทียร์บี้ก็ไม่เว้นเธอดื่มนมตามพวกผู้ใหญ่ ส่วนเจ้าแมวน้อยมันเอาหน้าจุ่มจานใส่น้ำแล้วสะบัดไปมาอยู่ด้านล่าง สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนได้พอสมควร
คุณหนูตัวเล็กอาศัยช่องว่างที่ทุกคนกำลังอารมณ์ดี เล่าเรื่องของเทียร์บี้ให้ทั้งหมดฟังอย่างละเอียดตามที่ไคลม์บอกกับเธอ ทั้งสามคนแม้จะฟังอย่างเงียบๆและตอบกลับคล้ายหยอกเล่นกับหล่อนในบางจังหว่ะ แต่ในใจก็อดพิศวงค์อยู่ไม่น้อยในความสามารถของคนคนนี้ ชาเลียส ไคลม์ บุรุษพเนจรปริศนาผู้มีพลังเร้นลับสุดสะพรึง ไม่มีใครรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเขาเลย
"สรุปแล้วตอนนี้ไม่ว่าโจรทะเลทรายหรือตัวอะไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไปแล้วล่ะ"
"โอ้ นั่นสินะ ข้ามีผู้คุ้มกันที่สุดยอดเพิ่มมาอีก 1 คนในขบวนแล้ว น่ายินดี ช่างน่ายินดีอะไรแบบนี้ ฮ่าๆๆ"
คล็อกครัชชื่อชมบุตรตรี เขาลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู
"นายท่านเจ้าคะ ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะ เกี่ยวกับเรื่องการเดินทางของเราวันพรุ่งนี้ เส้นทางที่ต้องผ่านคือที่นั่น..... เอ่อ ไม่ทราบว่านายท่านจะให้ข้าจัดขบวนใหม่ทั้งหมด เรียงลำดับสินค้าจากแพงมากเอาไว้ด้านหน้าหรืออย่างไรเจ้าคะ"
ทาร่าถามเจ้านาย คล็อกครัชดูหนักใจทันทีที่เธอเอ่ยถึงเรื่องนี้
"พูดตามตรง จากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ทำให้ข้าคิดหนัก ไม่รู้ว่าพวกเราควรจะเดินทางต่อไปดีหรือเปล่า วงกตทะเลทราย เคยได้ยินแต่เขาล่ำลือกัน สถานที่ที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและทิวสันเขาคดเคี้ยวเหมือนกับตารางหมากรุก ต่อให้มีเข็มทิศก็ใช่ว่าจะเดินทางโดยสะดวกได้ ไม่รู้พวกเราจะต้องเจอกับอะไรอีกนับจากนี้"
"แซนการ์เด้นท์ งั้นเหรอ?"
ไคลม์ถามในขณะที่คล็อกครัชเป็นกังวล ทุกคนหันไปมองหน้าเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"อ่า ใช่แล้วพ่อหนุ่ม เจ้ารู้จักด้วยรึ?"
อีกฝ่ายพยักหน้า
"กับข้ามันก็แค่สถานที่ทั่วไปธรรมดาๆ แต่สำหรับคนปกติคงไม่มีใครกล้าไปเหยียบเป็นแน่ มีความจำเป็นอะไรขนาดนั้น ทำไมพวกท่านถึงต้องผ่านเส้นทางนี้ให้ได้"
"ความลับทางการค้....."
"ไม่หรอก มันจำเป็นสำหรับข้ามากๆ"
คำพูดของรีอาร์ถูกตัดด้วยประโยคสำคัญของคล็อกครัช
"การเดินทางค้าขายระหว่างเมืองนับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับพ่อค้าอย่างเราๆก็จริง แต่ทว่าในดินแดนฝั่งใต้กลับไม่ค่อยมีใครกล้าอาจหาญบุกเบิกสัมปทานเส้นทางการค้ากับดินแดนภาคกลางเลย ถ้าหากข้าสามารถบุกเบิกได้เป็นคนแรกๆละก็......"
คล็อกครัชหลบตาเมื่อถูกอีกฝ่ายมอง
"เราก็จะผูกขาดเส้นทางการค้าเอาไว้ได้แต่เพียงผู้เดียว"
เขาอธิบายต่อจนจบ แต่ดูเหมือนไคลม์จะยังไม่ปักใจ
"เหตุผลเพียงแค่นี้คงไม่ดีพอสำหรับการเอาชีวิตมาทิ้งหรอกมั้งท่านหัวหน้า"
"อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้น" หัวหน้าคณะสวนกลับ
"จำนวนคน จำนวนสินค้าสำรองที่มีมากเกินกว่าพอดีพร้อมกับทาร์ซลากเกวียนวัยฉกรรจ์แข็งแรงนับหลายสิบตัวที่ดูเหมือนจะเอาไว้สู้มากกว่าไว้ลากของ ผู้คุ้มกันกองขบวนที่ใช้สปีริตได้ถึง 2 คน และสุดท้าย ครอบครัวเพียงคนเดียวของท่านที่เหลืออยู่ ลิซาน่าที่ท่านเอาติดตัวมาด้วย นั่นเพราะไม่สามารถทิ้งนางไว้คนเดียวได้"
ประโยคนี้ของชายหนุ่มทำให้ทุกคนอึ้งกับการคาดเดาที่แม่นราวกับตาเห็น
"เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง"
คล็อกครัชถามย้ำอีกครั้งพร้อมกับทำหน้าตื่น ลูกน้องอีก 2 คนก็ไม่ต่างกัน
ไคลม์ยกแก้วเหล้าดื่มแก้กระหาย เขานั่งในท่าไขว้ห้าง หยิบไปร์ท(บุหรี่ไม้) ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันออกจากปากแล้วเงยหน้าขึ้นตอบคำถาม
"ข้าอ่านจากทุกสิ่งทุกอย่างที่สังเกตุเห็น แต่ว่าท่านอยากจะทราบเรื่องที่ข้ารู้เรื่องพวกท่านได้อย่างไร หรืออยากรู้วิธีผ่านแซนการ์เด้นท์จากข้าดีล่ะ ข้าจะตอบคำถามให้พวกท่านเพียง 1 ข้อเท่านั้น"
คำพูดของชายหนุ่มราวกับประกาศิตเด็ดขาด เขาสามารถตัดปัญหายากๆจากสิ่งที่ควรถูกถามออกไปได้โดยการย้ายคำตอบไปไว้ในจุดที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งนั่นจำเป็นสำหรับคล็อกครัชและคณะของเขาเป็นอย่างมาก
"เอ่อ งั้นข้าเลือกคำตอบเป็นวิธีผ่านแซนการ์เด้น"
หัวหน้าคณะเลือกคำตอบโดยไม่ลังเล ทั้งสามคน นายจ้างและเหล่าลูกน้องอีกสองเริ่มรู้สึกหวาดกลัวความสามารถของชายคนนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งหมดหน้าตาไม่สู้ดีเพราะไม่อาจคาดเดาทีท่าของคนคนนี้ได้
"เฮ้ ข้าล้อเล่นน่า ฮ่าๆๆ จริงๆลิซาน่าเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังเองแหล่ะถึงภาระกิจการเดินทางของพวกท่าน ที่มีอะไรมากกว่าการค้าขาย"
ไคล์มทำลายความกดดันด้วยการโกหกแก้ตัว เขาขยิบตาส่งสัญญาณให้เด็กหญิงเพื่อขอให้ช่วย ลิซาน่าเป็นเด็กฉลาดถึงแม้นางจะไม่รู้เรื่องแต่ก็ยินดีร่วมมือเพราะเป็นคนเดียวในโต๊ะอาหารที่ไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะคิดร้ายกับครอบครัวตัวเองได้
"เอ่อ อ๋อ ใช่ๆ ข้าเล่าให้ท่านนักรบฟังตอนออกไปคุยกันข้างนอกเมื่อกี้เอง แฮร่ๆ"
เธอหลับตาปี๋แลบลิ้นหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ด้วยความที่เป็นเด็กการกระทำและคำตอบนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
"โธ่คุณหนู ทีหน้าทีหลังก็อย่าไปเล่าเรื่องของเราให้คนแปลกหน้าฟังสิขอรับ ยิ่งคนที่เพิ่งรู้จักกัน ยิ่งไม่สมควรใหญ่"
รีอาร์ถอนหายใจโลงคลายความกังวลจนสิ้น คล็อกครัชและทาร่าเองก็เช่นกัน
"งั้นแสดงว่า ท่านคงได้ฟังเรื่องของราชาแบล็คบราวน์ที่ไหว้วานพวกเราแล้วสิ"
ทาร่าเอ่ย
"อืมมม ก็....ไม่ทั้งหมดอะนะ ท่านพอจะเล่าให้ข้าฟังได้ไหม"
อีกฝ่ายขอความกรุณา ทาร่าหันสบตาเจ้านายเพื่อขอความเห็น หัวหน้าคณะเดินทางพยักหน้าแล้วยิ้มให้
" ขอเรียนตามตรงพวกเราทั้งหมดคือคนของราชอาณาจักร เนเบรัส ลูสเทียร์ ประเทศตั้งใหม่แห่งหมู่เกาะแดนใต้ ทั้ง 11 กษัตริย์ของเราคือองค์เหนือหัวแบล็คบราวน์ ผู้ได้รับการสถาปนาโดยประชาชนของทั้ง 11 เกาะ และทุ่งหญ้าเหนือแผ่นดินอีกสามแคว้น ฉายยาของท่านคือ อัศวินกำราบมังกร แบล็คบราวน์ ลูสเทียร์"
"แบล็คบราวน์ ลูสเทียร์ ชื่อนี้คุ้นๆเหมือนเคยได้ยินที่ไหนแหะ อืม...ช่างเถอะ ว่าแต่ว่า ฉายากำราบมังกรนี่ ของจริงเหรอ?"
"จริงแท้แน่นอน"
ทาร่ายืนยันเสียงหนัก
"กษัตริย์ของเรา หลังจากกำราบมังกรที่เกาะดำได้แล้ว เขาก็ได้รับอำนาจวิเศษบางอย่างจากการกระทำนั้น เล่ากันว่าด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เขากลายเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ แข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้12 อัศวินศักดิ์สิทธิ์แห่งเรโมฮานล้มเลิกการยกทัพไปโจมตีแดนใต้เลยทีเดียว"
"โอ้ หมอนี่น่าสนใจมาก"
ไคลม์อุทานตาลุกวาว
"ด้วยเหตุนี้ ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้พวกเรานำขบวนสินค้า จากแดนใต้มุ่งขึ้นภาคกลางเพื่อเปิดการเจรจาค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรเนเบรัสทางตอนใต้และเรโมฮานภาคกลาง ทั้งนี้ก็เพื่อขอสงบศึกโดยวิธีทางการพาณิชย์อะนะ"
"และที่สำคัญไปกว่านั้น" คล็อกครัชเสริม
"ฝ่าบาทก็ทรงอนุญาติให้ข้าเป็นพ่อค้าคนกลางเพียงคนเดียวที่ได้ซื้อสัมปทานของราคาถูกแสนถูกจากชาวเมืองนำมาขายต่อในราคากำไรงามๆแสนงามอีกด้วย ไม่มีอะไรจะน่าดีใจไปกว่านี้แล้ว ฮ่าๆๆๆ"
"แหะๆ ในสมองตาลุงนี่คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียวหรือไงฟร่ะเนี่ย"
ชายหนุ่มพูดในใจมองคล็อกครัชด้วยแววตาขอไปที ในขณะที่อีกฝ่ายทำท่าทางดีใจลิงโลด
"ข้าเข้าใจแล้ว การเดินทางของพวกท่านในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การค้าขายธรรมดา แต่มันคือภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้มาเจริญสัมพันธะไมตรีด้วยนี่เอง เอาล่ะ งั้นข้าจะบอกวิธีผ่านแซนการ์เด้นให้พวกท่าน ขอความอนุเคราะห์ดูแผนที่หน่อยได้ไหมขอรับ"
คล็อกครัชสั่งให้รีอาร์ไปหยิบม้วนแผนที่กระดาษออกมากางบนโต๊ะไม้อีกตัวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากโต๊ะกินข้าว ชายหนุ่มพินิจมองอย่างละเอียด เหลือบออกไปยังขบวนเกวียนที่จอดเรียงรายด้านนอกพักนึงแล้วยกนิ้วขึ้นนับคำนวน ก่อนจะหันกลับมามองแผนที่อีกหนแล้วเอ่ยปากขอกระดาษเปล่ากับปากกาขนนกและขวดน้ำหมึกทาร่าอาสาเดินไปหยิบมาให้ หญิงสาวเดินออกไปจากเต็นท์ไม่นานนักก็กลับเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ตามที่ชายหนุ่มร้องขอ กระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำตาลอ่อนยาวเกือบหนึ่งเมตรกว้างประมาณครึ่งเมตร ถูกกางออกทับไว้ด้วยหินสีน้ำตาลสี่มุมเพื่อกันม้วนคืนรูป หลังจากได้อุปกรณ์ชายหนุ่มก็ยืนร่างรูปแบบอะไรสักอย่างเป็นลักษณะกลุ่มก้อนเคลื่อนที่หลายจุด กระจายตัวแยกกันไม่ต่ำกว่า 7 กลุ่ม หากแต่ดูมีระเบียบยืนซ้อนกันเป็นแถวยาวเมื่อมองจากมุมเฉียง
"เรียบร้อย" ใช้เวลาไม่นานเขาก็สร้างรูปแบบจนสมบูรณ์
คนจากคณะเดินทางทั้งสามที่ยืนจับตามองอยู่ตลอดรุมเข้ามาดูทันทีที่เขาวาดเสร็จ
"สิ่งนี้คืออะไร"
รีอาร์ถามตาจับที่รูปภาพ เอามือลูบบริเวณจุดต่างๆในกระดาษที่ชายหนุ่มบรรจงวาดทิ้งไว้ หัวหน้าเดินทางยืนนิ่วหน้าเอามือรูปเคราใช้ความคิด เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นลายเส้นแบบนี้จากที่ไหนซักแห่งในความทรงจำ และก่อนที่ไคล์มจะเฉลยให้ทุกคนทราบถึงความหมาย คล็อกครัชก็อุทานขึ้น
"หรือว่า...พิชัยสงคราม"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ / มังกรขาวเล่าเรื่อง