6
หยวนิเห็นท่าทางนั้นของหญิงสาวก็รู้สึกละอายใจ รีบเก็บสายตากลับไปแล้วลุกขึ้นเดินไปทางที่มีเสื้อผ้าของหญิงสาววางอยู่
เขารีบหยิบเสื้อที่ดูจะเป็ตัวใหม่สำหรับเปลี่ยน แล้วเดินกลับมาทางชายป่า
แต่ในตอนนั้นเอง...
“โอ้ะ นั่นเสี่ยวิไม่ใช่หรือ”
เสียงนั้นทำให้ทั้งหยวนิและเสวี่ยหงขนลุกชัน
‘ซวยแล้ว!’ ทั้งสองคิดในใจ
หยวนิค่อยๆ หันไปมองตามเสียง แล้วก็พบว่าเป็หญิงชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง...
ใช่แล้วล่ะ กลุ่มใหญ่ทีเดียว
มีบรรดาคุณป้าคุณน้าอยู่ประมาณ 7-8 คน ท่าทางจะขึ้นมาที่ต้นน้ำเพื่อจับปลาไปทำอาหารเย็น เพราะแถวนี้มีปลาอยู่ค่อนข้างชุกชม บางครั้งชาวบ้านที่อยู่ติดกับลำธารจึงเดินเลียบแม่น้ำขึ้นมาจับปลา
“เสี่ยวิขึ้นมาจับปลาเหรอจ๊ะ” คุณป้าอีกคนถาม
“เอ่อ...เปล่าครับ ผมมาดูกับดักที่วางไว้น่ะครับ” เขาตอบตามความจริง
“โอ้ นั่นคือเหยื่อที่จับได้เหรอจ๊ะ ตายแล้ว กวางตัวใหญ่ทีเดียว” คุณน้าอีกคนเหลือบไปเห็นเ้ากวางอับโชคพอดี
“อุ้ย เก่งจริงๆ ”
“นั่นสิ อายุเท่านี้แต่ทำทุกอย่างเป็หมดเลย”
ขณะที่ทุกคนกำลังเอ่ยชื่นชมอยู่นั้น ก็มีคุณป้าคนหนึ่งเหลือบไปเห็นเสื้อสตรีที่อยู่ในมือของเขา
“เอ๊ะ เสี่ยวิ ทำไมถึงถือเสื้อของผู้หญิงอยู่ล่ะ”
ประโยคนั้นเรียกให้สายตาทุกคู่หันไปจ้องมองที่มือของเขา ทำเอาหยวนิเหงื่อตก
“คือ...”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายอะไร คุณป้าคนนั้นก็จ้ำพรวดไปทางชายป่า เพราะเห็นว่าหยวนิกำลังเดินกลับไปทางนั้นนั่นเอง
“เดี๋ยวครับ!”
“ต๊าย! นี่ไม่ใช่หลี่เสวี่ยหงของบ้านหลี่สามหรอกหรือ!”
คำอุทานของเ้าหล่อนเรียกให้คนที่เหลือปรี่เข้าไปหา “ไหนๆ ยัยหนูเสวี่ยหง ลูกสาวคนโตของหลี่สามน่ะเหรอ”
“ใช่แล้วๆ เป็เธอนั่นแหละ”
“อุ๊ยตาย สภาพนี้มันอะไรกันน่ะ”
“เสี่ยวิชอบอะไรแบบนี้งั้นหรือ”
เสวี่ยหงหน้าซีดกว่าเดิมเมื่อเห็นกลุ่มป้าๆ เนื้อตัวที่สั่นเทาเพราะอากาศหนาวยิ่งสั่นระริกเพราะความหวาดหวั่น
หยวนิที่ตามมาทีหลังรีบเข้าไปช่วยหญิงสาวสวมเสื้อให้เรียบร้อย ด้วยไม่อยากให้เธอต้องหนาวจนป่วยไข้
“บัดสีบัดเถลิงเสียจริง”
“นั่นสิ นัดกันมาทำเื่อย่างว่า่กลางวันแสกๆ ช่างกล้านักนะ!”
“ไม่คิดเลยว่าคนเงียบๆ อย่างเสวี่ยหงจะเป็แบบนี้”
พวกป้าๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส
“ไม่ใช่อย่างที่คิดนะคะ พวกเราไม่ได้นัดเจอกัน มันเป็อุบัติเหตุ” เสวี่ยหงกล่าวเสียงแ่ ด้วยยังไม่มีแรงมากนัก และยิ่งเธอพูดเธอก็ยิ่งเจ็บท้องน้อยจนใบหน้าบิดเบ้
หยวนิทราบดีว่าเธอเจ็บแผล แต่พวกป้าๆ กลับคิดไปว่าทั้งสองคงทำเื่อย่างว่าหนักเกินไปจนระบม
“เด็กสมัยนี้นี่มัน...ไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาเรียกแล้ว!”
“ไม่ได้การณ์ล่ะ ฉันต้องไปบอกหลี่สามกับหวังอวี้”
“รีบไปๆ เสี่ยวิกับเสวี่ยหงก็รีบตามลงไปเถอะ หากรักกันชอบกันก็บอกกล่าวกับผู้ใหญ่เสียให้เรียบร้อย ไม่ใช่มาลอบพบกันแบบนี้”
เสวี่ยหงกับหยวนิพูดอะไรไม่ออก และไม่รู้จะแก้ไขความเข้าใจผิดอย่างไรดี
ถึงแม้ยุคนี้จะเป็สังคมสมัยใหม่แล้ว แต่ชาวบ้านยังคงยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ อยู่มาก การที่ชายหญิงแตะเนื้อต้องตัวกันและมีสัมพันธ์เกินเลยถือเป็เื่ที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
“พวกป้าจะไปแจ้งข่าวให้ที่บ้านเสวี่ยหงก่อน พวกเธอสองคนจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วตามลงไปล่ะ”
หยวนิทำได้เพียงตอบรับ “ครับ”
เมื่อกลุ่มของป้าๆ จากไปแล้ว ทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
หยวนิมองหน้าเสวี่ยหง ก่อนจะเอ่ยว่า “ขอโทษที่ทำให้คุณเดือดร้อน”
แม้ว่าจะยังรู้สึกสับสนมึนงงกับเหตุการณ์อยู่ แต่เสวี่ยหงก็ส่ายหน้าน้อยๆ เป็การปฏิเสธ “ไม่เป็ไรค่ะ ฉันเองก็ไม่ระวังตัวให้ดี”
ใช่…เป็เธอเองที่ไม่รู้จักระวังตัว มัวแต่สนใจกับการขัดสีฉวีวรรณจนได้เื่ และเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก่อน และนึกถึงสภาพของเธอที่เขาได้เห็น ใบหน้าของเธอก็พลันแดงเห่อขึ้นมาอีกครั้ง
ชาติก่อนอยู่เป็โสดจนอายุ 30 ปี ไม่เคยเปิดเผยเนื้อตัวให้ใครเห็นนอกจากเวลาไปโรงอาบน้ำ แต่ทันทีที่ทะลุมิติมาก็…
‘อ๊ายยยยยยย ถึงจะภูมิใจในสิ่งที่แม่ให้มา แต่อยู่ๆ ก็มีหนุ่มน้อยมาเห็นหน่มน๊ม ฉันก็อายเป็นะ! อย่างนี้จะเอาหน้าไปไว้ไหน!’ เสวี่ยหงคร่ำครวญในใจคล้ายคนสติแตก
หยวนิมองเสวี่ยหงที่นั่งกอดตัวเองนิ่งอย่างสังเกตุ เมื่อเห็นว่าใบหูของเธอแดงก่ำ ความคิดของเขาก็พลันย้อนกลับไปถึงภาพูเาสองลูก…
“อะแฮ่ม เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว...” หยวนิกระแอมไอเรียกสติตัวเอง เขาเม้มปากเมื่อพูดออกมาได้ครึ่งประโยค ก่อนจะตัดสินใจพูดให้จบ “คุณแต่งงานกับผมเถอะ”
เสวี่ยหงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ “แต่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยนะคะ”
“ไม่เป็ไร อยู่กันไปก็ค่อยทำความรู้จักกันก็ได้” เขาตอบอย่างเรียบง่าย
‘พ่อหนุ่มน้อย เธอคิดง่ายเกินไปไหม’ เสวี่ยหงแอบบ่นในใจ
“หรือคุณมีคนรักอยู่แล้ว? ” เขาถาม
“เปล่าหรอกค่ะ” เธอยังปวดท้องน้อยอยู่จึงไม่อยากพูดมาก “ไว้ฉันจะค่อยๆ อธิบายให้คุณฟังนะ เอาเป็ว่าฉันยินดีแต่งงานกับคุณ ส่วนปัญหาใหญ่น่ะคือพ่อกับแม่เลี้ยงของฉันค่ะ”
หยวนิได้ยินก็พอจะเดาได้ลางๆ ปัญหาแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงนั้นพบเห็นได้ทั่วไป และเขาก็จำได้ว่าภรรยาของหลี่ตงเหอ หรือหลี่สามที่พวกป้าๆ เรียกนั้นเป็คนอารมณ์ร้ายพอสมควร
ในหัวของเสวี่ยหงคิดใคร่ครวญอย่างเร็วจี๋ และก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า การแต่งงานกับชายหนุ่มท่าทางซื่อๆ อย่างหยวนิอาจเป็หนทางปลีกตัวออกจากบ้านเดิมที่ดีที่สุดแล้ว
เขาเป็ยุวชนบัณฑิตคนหนึ่ง ในอนาคตเมื่อมีการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งเธอและเขาอาจจะสอบเข้าพร้อมๆ กันเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็ย้ายสำมะโนครัวเข้าเมือง ตัดขาดกับบ้านเดิมของเธอเสีย เพื่อที่จะไม่มีปัญหาติดตามมาในภายหลัง
แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็คนซื่ออย่างที่เห็น เธอก็สามารถเลิกรากับเขาได้ในภายหลัง
เื่นี้คงต้องรอดูกันไปก่อน…
“คุณเดินไหวไหมครับ”
“ไม่ไหวก็ต้องไหวล่ะค่ะ” เธอตอบอย่างจนใจ
“มาเถอะ ผมจะพยุงคุณเอง” เขาโอบไหล่ช่วยประคองเธอยืนขึ้น จากนั้นเขาก็ช่วยเก็บข้าวของของเสวี่ยหง ก่อนจะแบกซากกวางที่ล่ามาได้ แล้วพาเธอเดินกลับบ้าน
ทางด้านบ้านของหลี่ตงเหอ
“หลี่ตงเหอ! หวังอวี้! เกิดเื่ใหญ่แล้วๆ ”
เสียงโหวกเหวกร้องเรียกชื่อของทั้งสองดังมาั้แ่ยังไม่ถึงปากประตูบ้าน ดังนั้นมันจึงไม่เพียงเรียกความสนใจจากหลี่ตงเหอกับหวังอวี้เท่านั้น แต่รวมถึงชาวบ้านในละแวกเดียวกันนั้นด้วย
“อะไรๆ เกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมต้องโวยวายขนาดนี้ด้วย” เป็หวังอวี้ที่วิ่งออกมานอกรั้วบ้านทันทีที่ได้ยินเสียง
“ก็เพราะเกิดเื่ใหญ่มากๆ ขึ้นน่ะสิ” ผู้คาบข่าวมาบอกหอบหายใจหนัก ด้วยวิ่งั้แ่ต้นลำธารมาจนถึงที่นี่
“เื่อะไรกันเล่า แม่ถูโต้ว รีบๆ บอกมา หรือเกิดอะไรขึ้นกับซูจวิ้นของฉันกัน” หวังอวี้ถามอย่างร้อนรนใจ เธอนึกไปถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอที่มักจะชอบไปเล่นริมลำธาร
“ไม่ใช่ๆ เกิดเื่กับเสวี่ยหงต่างหาก” แม่ถูโต้วรีบตอบ
หวังอวี้หน้าซีดเผือด หรือว่าเื่ที่นังตัวดีติดโรคระบาดจะถูกคนอื่นล่วงรู้เข้าแล้ว?!?
“เสวี่ยหงทำไมหรือ” หลี่ตงเหอที่ตามออกมาทีหลังเอ่ยถาม แม้ท่าทางภายนอกจะดูนิ่งเฉย แต่ในใจเขากลับเกิดความวิตกอย่างยิ่งยวด
“คืออย่างนี้ ฉันกับคนอื่นๆ จะขึ้นไปที่ต้นน้ำเพื่อจับปลากัน แต่บังเอิญไปเจอเสี่ยวิเข้า แต่ที่น่าใยิ่งกว่าคือ เสวี่ยหงก็อยู่กับเขาด้วย!”
หลี่ตงเหอและหวังอวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างไม่รู้ตัว
“แล้วอย่างไร หยวนิมักขึ้นไปวางกับดักในป่า ไม่แปลกนี่ถ้าเขาจะบังเอิญเจอกับเสวี่ยหงเข้า” หลี่ตงเหอตอบ
“มันไม่ใช่เื่บังเอิญน่ะสิพ่อเสวี่ยหง!” แม่ถูโต้วรีบแย้ง ท่าทางดูตื่นเต้นอย่างไรชอบกล “ทั้งสองคนแอบนัดพบกัน และดูเหมือนว่าเสวี่ยหงจะตกเป็ของเสี่ยวิแล้วด้วย!”
“อะไรนะ!”
ทั้งหลี่ตงเหอ หวังอวี้ และชาวบ้านที่มามุงรอบๆ ต่างอุทานด้วยความใ
เสวี่ยหงผู้เรียบร้อยเงียบขรึมคนนั้นน่ะหรือจะกล้าทำเื่พรรค์นั้น?
“จริงๆ นะ เราขึ้นไปกัน 8 คน ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดว่าเสวี่ยหงอยู่ในสภาพไหน อย่าให้ฉันต้องอธิบายเลย เอาเป็ว่ามันชัดเจนมากๆ ว่าทั้งสองคนได้เสียกันแล้วล่ะ!” แม่ถูโต้วดูท่าทางภาคภูมิใจกับการที่นางเป็คนมาแจ้งข่าว
นางนึกสนุกที่จะได้เห็นเื่ตลกอย่างการที่แม่เลี้ยงตบตีลูกเลี้ยงเพราะทำเื่งามหน้า
และไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น ชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ต่างก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้หวังอวี้ชอบทำตัวเป็ปฏิปักษ์กับคนอื่นๆ กันล่ะ หากมีใครในหมู่บ้านชอบหล่อนก็คงแปลกมาก
ในเมื่อมีละครสนุกๆ ให้ดู แถมยังเป็การหักหน้าหวังอวี้ ทุกคนจึงรอดูไม่ยอมไปไหน
ทั้งหลี่ตงเหอและหวังอวี้ต่างรู้สึกสับสนยิ่งนัก เมื่อตอนเที่ยงหลี่เสวี่ยหงยังมีสภาพคล้ายคนใกล้ตายอยู่เลย ทั้งยังอาเจียนเป็เือีกด้วย แล้วเธอจะไปแอบนัดพบกับชายหนุ่มเพื่อทำเื่บัดสีได้อย่างไรกัน
แต่ถึงจะสับสน ในใจทั้งสองกลับคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะ ลืมเลือนสิ้นว่าควรอยู่ให้ห่างจากหลี่เสวี่ยหงเพราะเธออาจเป็โรคติดต่อ
ทันทีที่หวังอวี้เห็นหยวนิเดินแบกกวางไว้บนบ่าและมืออีกข้างคอยประคองไหล่ของหลี่เสวี่ยหง นางก็รีบปรี่เข้าไปกระชากตัวเสวี่ยหง
“นังตัวดี! นังหมาป่าตาขาว! เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!” นางว่าพลางเงื้อมือขึ้นฟาดลงบนแก้มตอบของหลี่เสวี่ยหงเต็มแรง
เพี้ยะ!
“โอ้ย!!” เสวี่ยหงที่ถูกกระชากแขนจนเซถลา เมื่อถูกตบอย่างแรงจึงล้มลงไปกองกับพื้น ความเ็ปแล่นปลาบจากข้างแก้มและท้องน้อย ทำให้เธอไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้ จึงถูกหวังอวี้ที่ถลาตามมาตบเข้าให้อีกฉาด
เพี้ยะ!
เสวี่ยหงได้กลิ่นคาวเืคละคลุ้งอยู่ในปากทันที
“งามหน้านัก! เดี๋ยวนี้แกรู้จักสร้างเื่จนพ่อแม่ต้องอับอายถึงขนาดนี้เชียวรึ!” หวังอวี้ก่นด่าไม่หยุด พลางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบตีลูกเลี้ยงอีกสักครั้งสองครั้ง
“พอเถอะครับคุณน้า เสวี่ยหงาเ็อยู่นะครับ ถ้าคุณน้าจะตีคน ก็ตีผมเถอะ” เป็หยวนิที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจับแขนของหวังอวี้ที่เงื้อขึ้นแล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปแทรกระหว่างทั้งสองคน
หวังอวี้ผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของหยวนิ เธอรีบหันไปมองหลี่ตงเหอ
“เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะเอายังไง อาิ” หลี่ตงเหอเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม
หยวนิจ้องมองสองสามีภรรยาเงียบๆ ด้วยสายตาว่างเปล่ายากจะคาดเดาได้ ก่อนจะกล่าวตอบ “ผมพร้อมรับผิดชอบเสวี่ยหงครับ”
เสียงซุบซิบฮือฮาจากชาวบ้านที่มุงอยู่ดังขึ้น ด้วยคำพูดของหยวนินั้นคือการยืนยันว่าทั้งสองได้เสียกันแล้วจริงๆ
“นี่มันอะไรกัน เกิดเื่อะไรขึ้น” เสียงตวาดดังแทรกขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ออกท้วมของผู้ใหญ่บ้านจะแหวกทางเข้ามา
“ผู้ใหญ่บ้าน” ทุกคนต่างร้องเรียกเขาอย่างให้เกียรติ
“เกิดอะไรขึ้นงั้นรึตงเหอ” ผู้ใหญ่บ้านหันไปถามเ้าของบ้าน
แม้จะไม่อยากพูด แต่เขาก็จำเป็ต้องบอกผู้ใหญ่บ้านออกไปตามตรง “ลูกสาวคนโตของผมลักลอบได้เสียกับหยวนิแล้วน่ะครับ”
ผู้ใหญ่บ้านเบิกตาโพลง
หยวนิกับหลี่เสวี่ยหงเนี่ยนะ?
เขาหันไปมองหนุ่มสาวที่ฝ่ายชายกำลังโอบประคองฝ่ายหญิงอยู่บนพื้น แล้วจดจ้องไปที่หยวนิเป็เชิงถามไถ่
“เอาไว้ผมจะอธิบายให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจทีหลังนะครับ แต่เื่รับผิดชอบเสวี่ยหง ผมยินดีครับ”
หยวนิทราบดีว่าผู้ใหญ่บ้านหลี่รักใคร่เอ็นดูเขาเหมือนหลานชายคนหนึ่ง เขาจึงไม่คิดปิดบัง นอกจากนี้ เขายังต้องพึ่งพาอีกฝ่ายให้ช่วยจัดการเื่นี้ด้วย
“เอาล่ะๆ คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ก็แยกย้ายกันได้แล้ว” ผู้ใหญ่บ้านโบกมือไล่คนอื่นๆ และส่งสัญญาณให้ครอบครัวของหลี่ตงเหอกับหยวนิเข้าไปคุยกันในบ้าน
หยวนิประคองเสวี่ยหงขึ้นอย่างทะนุถนอม
“คุณยังไม่ต้องบอกความจริงต่อหน้าพ่อแม่ฉันนะคะ” เสวี่ยหงกระซิบบอก
“ทำไมล่ะครับ” เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ให้พวกเขาคิดว่าฉันตกเป็ของคุณแล้วเถอะนะคะ”
หยวนิได้ฟังก็เข้าใจ และรู้สึกเห็นใจหญิงสาวตัวเล็กๆ ในอ้อมแขนของเขายิ่งนัก
“ตกลง” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
เสวี่ยหงถอนหายใจเล็กน้อย ในใจทั้งโล่งอกและรู้สึกดีที่เขาแสดงท่าทีมั่นคงเป็หลักยึดให้กับเธอ
ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเข้าไปในบ้าน หยวนิก็กล่าวขึ้นว่า “กวางตัวนี้ที่ผมล่ามาได้ ผมยกให้พวกคุณน้านะครับ เพื่อเป็การแสดงความจริงใจ”
หวังอวี้ตาโตทันที นางรีบดันตัวสามีให้ไปลากกวางตัวใหญ่เข้าไปในบ้าน
ผู้ใหญ่บ้านเห็นเช่นนั้นก็ส่ายศีรษะ นึกระอากับนิสัยของหวังอวี้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงเดินเข้าไปในบ้านเงียบๆ