บทที่08
เด็กฝึกงาน
หลังจากกลับไทยชวลิตใช้เวลาพักผ่อนถึงสองสัปดาห์เต็ม ก่อนที่จะเริ่มเข้ามารับตำแหน่งรองกรรมผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่เขาจะเขามาช่วยดูแลโครงการใหม่ของบริษัท
รถยุโรปคันสีดำแล่นเข้าไปในอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทสุรีย์ฉายซึ่งเป็บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือของครอบครัว พนักงานบางส่วนยืนรอต้อนรับด้านหน้าเมื่อร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบห้าเิเในชุดสูทเรียหรูสีกรมท่าก้าวลงมาเขาก็ดูโดดเด่นได้โดยไม่ต้องพยายาม
“ยินดีต้อนรับค่ะ เชิญที่ชั้น 21ได้เลยค่ะ ดิฉันเตรียมห้องทำงานไว้เรียบร้อยแล้ว”
วารี เลขาสาววัยสามสิบปีในชุดสูทสีดำยิ้มอย่างเปิดเผยหล่อนเป็ผู้ชายเขาั้แ่ดูแลสาขาที่ลอนดอน เมื่อเขากลับมาที่ไทยชวลิตจึงให้เอกลับมาช่วยงานที่นี่ด้วย
“ครับ” ชวลิตพยักหน้าเบา ๆเท้าของเขาก้าวเข้าไปในตึกอย่างมั่นคง
ภายในล็อบบี้ พนักงานต่างพากันเงยหน้าสายตามองเขาอย่างตื่นเต้น เขาหันมายิ้มให้ทุกคนอย่างเป็มิตร เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในหมู่พนักงานหญิงที่ชื่นชมในความหล่อและดูดีในภาพลักษณ์ของเขาซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ไม่ยาก
เขาก้าวเข้ามาในลิฟท์ผู้บริหารเลขาสาวก้าวตามเข้าไป เธอเริ่มอธิบายตารางงานต่าง ๆ กับเขาอย่างคล่องแคล่ว
“วันนี้ไม่มีอะไรมากค่ะประชุมตอนบ่ายกับทีมโครงการใหม่ พรุ่งนี้ก็จะมีเด็กฝึกงานมาร่วมด้วยรายชื่อเด็กฝึกงาน ฉันวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ขอบคุณคับ”
ประตูลิฟท์เปิดออกมาถึงขึ้น 21 วารีนำเขาไปยังห้องทำงานส่วนตัวเมื่อเขานั่งลงที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ก็หยิบแฟ้มรายชื่อเด็กฝึกงานขึ้นมาเปิดดูและในนั้นมีชื่อหนึ่งสะดุดตาเขาอย่างจัง
‘มาลารินรักษ์แดนดิน’
ปลายนิ้วของเขาชะงักค้างอยู่ที่ขอบแฟ้มชวลิตเงยหน้ามองวารี
“ผม้าให้คุณตัดชื่อเด็กฝึกงานที่ชื่อมาลารินออกไป”เขาเอ่ยเสียงเรียบ แววตาจริงจัง
“ท่านประธานใหญ่เป็คนส่งเธอมาค่ะ”วารีรายงานตามตรง ซึ่งเธอไม่รู้ว่าเด็กฝึกงานที่ชื่อมาลารินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาอย่างไรแต่คิดว่าชวลิตไม่พอใจเธอมาก ๆ
เขาโบกมือให้วารีออกไปใบหน้าหล่อเหลานั้นเครียดขึง กรามหนาขบกันแน่น ในใจของเขาเริ่มคุกรุ่น ดูเหมือนว่ามาลารินจะกล้าดีเกินไปแล้ว
ณ ห้องนั่งเล่นภายในเรือนหลังที่อนงค์อยู่ประจำหญิงชรานั่งอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาอีกข้างหนึ่งเปิดแฟ้มเอกสารที่ส่งมาจากสำนักงานใหญ่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นอ่านเอกสารอย่างพินิจก่อนจะเงยหน้ามองมาลารินที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงหน้า
“พรุ่งนี้ไปแต่เช้านะลาริน”อนงค์เอ่ยเสียงเรียบ จิบชาเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อ “ตั้งใจเรียนรู้ให้มากล่ะฝึกงานเป็ประสบการณ์ที่ดีเลยนะ”
“ค่ะคุณท่านขอบพระคุณคุณท่านมากนะคะที่ให้โอกาสหนู”
มาลารินยกมือไหว้อนงค์ด้วยความรู้สึกขอบคุณแม้ในใจลึก ๆ เธอจะไม่ได้ยินดีกับการเข้าไปฝึกงานที่นี่ก็ตาม จริง ๆแล้วมาลารินยื่นเอกสารฝึกงานไปที่อื่นแล้ว แต่เธอต้องยกเลิกไปเพราะอนงค์ได้จัดการให้เธอไปฝึกงานที่บริษัทสุรีย์ฉายแล้ว
เธอรู้ในความหวังดีของอนงค์รู้มาตลอดว่าอนงค์เมตตาเธอขนาดไหน อนงค์ให้ที่พักพิง ให้ข้าวให้น้ำ ให้เงินเธอใช้ตลอดทุกเดือนส่งเสียเธอเรียนจนถึงปริญญาตรี ดังนั้นมาลารินจึงไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจของอนงค์สักนิด
“ถ้าธารินทำการบ้านเสร็จแล้วเรียกมาหาฉันด้วย ฉันมีขนมจะให้” อนงค์บอกด้วยรอยยิ้ม
มาลารินพยักหน้าก่อนจะค่อย ๆออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม เธอนั้นรู้สึกขอบคุณในความเมตตาของอนงค์เสมอยิ่งกับมาธาริน น้องชายของเธอ อนงค์เอ็นดูมาธารินมาก ๆ มักจะคอยเรียกหาน้องชายเธอเสมอและมักจะบอกให้น้องชายเธอไปนอนเป็เพื่อนบ่อย ๆ เธอรู้สึกซาบซึ้งใจบอกกับตัวเองว่า แม้จะไม่มีโอกาสตอบแทน แต่จะไม่ลืมพระคุณของอนงค์ไปตลอดชีวิต
เธอเดินกลับมายังบ้านพักหลังเล็กขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่ แฟ้มเอกสารก็ลอยลิ่วเฉียดศีรษะของเธอไป
มาลารินใจหายวาบหันไปมองชวลิตที่เดินออกมาจากสวนเล็ก ๆเหมือนกับว่าเขากำลังรอคอยที่จะจัดการบางอย่างกับเธออยู่แล้ว
“อยากลองดีกับฉันใช่มั้ย?”เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามหนาบดแน่น “นอกจากจะหน้าด้านหน้าทนอยู่ที่นี่แล้วยังกล้าเสนอหน้าไปที่บริษัทอีกหรือไงวะ!”
มาลารินสะดุ้งกับเสียงตวาดลั่นของเขามือบางประสานเข้าหากันแน่น ไม่คิดจะแก้ตัวใด ๆ เขานิ่วหน้าเธอที่เอาแต่นิ่งร่างสูงก้าวไปหาเธอด้วยความโกรธ แต่ต้องชะงักเมื่อได้เสียงหนึ่งดังขึ้น...
“ลาริน...”
มาธารินยืนมองพี่สาวของเขาที่ยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งด้วยความสงสัยเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
มาลารินใรีบเดินไปหามาธาริน ใช้ตัวเองบังน้องชายเอาไว้
“คุณท่านให้ไปหาน่ะ รีบไปเร็ว”มาลารินกระซิบบอกน้องชาย หมุนตัวให้อีกฝ่ายวิ่งไปทางหลังบ้าน
ชวลิตนิ่วหน้า หัวใจของเขาเต้นโครมครามแม้ได้สบตากับเด็กชายคนนั้นเพียงเสี้ยววินาที แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างกระแทกเข้าที่กลางใจของเขาอย่างจัง
“เด็กคนนั้นเป็ใคร?”
“น้องชายฉันค่ะ” มาลารินตอบโดยไม่มองหน้าราวกับคนกำลังปกปิดความผิด
ชวลิตไม่พูดอะไรเขาเดินหันหลังกลับไปง่าย ๆ เหมือนลืมเื่ก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิงมาลารินถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอหวังว่าเขาจะไม่สงสัยอะไร
ชวลิตก้าวเท้าช้า ๆ มาตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังเรือนหลังเล็กเขาหยุดเดินเล็กน้อย หันกลับไปมองด้านหลังเห็นเพียงหลังคาของเรือนหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ภาพในอดีตก็หวนกลับเข้ามาในใจ
ครั้งหนึ่งที่แห่งนั้นเคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เต็มไปด้วยความอบอุ่นแต่วันนี้เขารู้สึกว่าบรรยากาศนั้นเงียบเหงา เขาก้าวเดินต่อไปด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง
เขาเดินผ่านประตูไม้ของเรือนหลังเล็กเสียงบทสนทนาเบา ๆ ดังแว่วมาจากด้านใน เป็เสียงของอนงค์กับเสียงของเด็กชายคนหนึ่งเธอเขาคาดเดาได้ว่าเป็ใคร
“อร่อยมั้ยธาริน”เสียงของอนงค์ฟังดูอบอุ่น
“อร่อยมากเลยครับคุณท่าน”น้ำเสียงของเด็กชายเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง
ชวลิตยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นหัวใจของเขาเต้นระรัว พลันใบหน้าของเด็กชายคนนั้นที่เห็นเพียงเสี้ยวนาทีก็ปรากฏชัดเขาเข้าใจบางเื่ได้ทันที
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆก่อนจะหันหลังเดินออกไป ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้เื้ัราวกับไม่อยากจะสนใจมันอีก...
โต๊ะสีเข้มกลางห้องล้อมด้วยเก้าอี้เสียงหน้าจอโฮโลแกรมแสดงกราฟรายงานยอดขายไตรมาสก่อนยังดังแ่ขณะที่ทีมพัฒนาธุรกิจกำลังทยอยเข้าสู่ห้องประชุม
ชวลิตนั่งอยู่หัวโต๊ะในชุดสูทสีเข้มใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเรียบเฉย ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งดูน่าเคารพ
“วันนี้เรามีเด็กฝึกงานมาร่วมทีมด้วยครับ”ธนา หัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจเอ่ยขึ้น พลางหันไปทางประตู เด็กฝึกงานสองคนเดินเข้ามาเป็นักศึกษาหญิงหนึ่งคน นักศึกษาชายหนึ่งคน
“สวัสดีครับท่านรองฯ ผมกรกฏเพิ่มพูนทรัพย์ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ” นักศึกษาหนุ่มรายงานตัวอย่างกระตือรือร้น
ชวลิตพยักหน้าเบา ๆ ขณะที่มาลารินยืนนิ่งสูดหายใจลึกเธอก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย
"สวัสดีค่ะ ดิฉันมาลาริน...”
ยังไม่ทันที่มาลารินจะกล่าวแนะนำตัวเสร็จชวลิตก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาดู บรรยากาศในห้องประชุมก็เงียบลงทันทีทุกสายตาหันมามองมาลารินเป็ตาเดียว
“เริ่มประชุมเลยครับ”ชวลิตกล่าวเสียงเรียบ
มาลารินยืนนิ่งเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกเธอรู้สึกอายแต่ต้องฝืนยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อน เธอหันไปสบตาวารีเลขาส่วนตัวของชวลิตหล่อนพยักเพยิดหน้าบอกให้เธอไปนั่งยังมุมที่จัดให้ไว้สำหรับนักศึกษาฝึกงานและการประชุมก็เริ่มต้นขึ้น
“สวัสดี เราก้องนะ เธอชื่ออะไร?”กรกฏหันมาทักทายมาลารินอย่างเป็มิตร
มาลารินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็มิตรเช่นกัน “สวัสดีนะก้อง เธอเรียกเราลารินก็ได้”
เด็กฝึกงานสองคนเริ่มผูกมิตรกันผ่านบทสนทนาเล็กๆ พวกเขาคิดว่าสามเดือนต่อจากนี้จะต้องทำงานร่วมกัน แผนกนี้มีเด็กฝึกงานสองคนคงมีพวกเขาสองคนที่จะสนิทกันที่สุด
ขณะที่กำลังพูดคุยกันเบา ๆมาลารินก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเมื่อหันไปทางหัวโต๊ะที่ชวลิตนั่งอยู่ เธอก็เห็นสายตาคมกริบเขามองมาแววตาคู่นั้นไร้แววอ่อนโยนมีเพียงความเกลียดชังที่แผ่กระจายออกมาจนเธอรู้สึกเย็นเยียบลงกระดูกสันหลัง
มาลารินสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาทีก็ต้องเบือนหน้าหนีความรู้สึกเหมือนถูกหนามแหลมทิ่มแทงบาดลึกเข้าไปในหัวใจของเธอ ทั้งที่อยากทำใจให้เคยชินแต่มาลารินก็ยังทำไม่ได้เสียที...