จากไม่คิดสนใจแต่กลับเดินตามไปส่งนางจนถึงบ้านสวน ระหว่างทางที่เดินเคียงข้างกันนั้นเขาสอบถามชีวิตความเป็อยู่ของนางจนได้ความว่า บิดามารดาทิ้งนางให้อยู่กับท่านยายเพียงสองคน ทุกวันนี้นางมีอาชีพทำสวนเลี้ยงตัวเอง พอกินพอใช้ไม่ขัดสน และนางกำลังคิดการใหญ่!!
“ข้าอยากจะปลูกบ้านหลังใหม่ ให้กว้างกว่าเดิมและสร้างรั้วกั้นให้มิดชิด อันดับแรกคือข้าต้องเก็บเบี้ยให้มากๆ” เดินเตะก้อนหินเล็กๆ ไปตามเส้นทาง โดยะโทักทายเพื่อนบ้านอย่างเป็กันเองไปตามประสา วิธีชีวิตที่ไร้แสง สี เสียงและรถมอเตอร์ไซค์ในภพนี้ ก็ไม่ได้แย่ แต่ในทางกลับกันสตรีที่ปักปิ่นแล้วเช่นนางกลับต้องดิ้นรนเพื่อเป็เสาหลักให้ท่านยาย…มันทำให้นางคิดได้ว่าตัวเองต้องเติบโตและแข็งแกร่งราวกับสตรีอายุยี่สิบก็ไม่ปาน!!
ดวงตาคมกริบลอบมองสตรีบอบบางตรงหน้า ที่ในทุกคำที่พูดมามิเคยมีคำว่าการสมรสกับบุรุษร่ำรวยเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม การปฏิบัติตัวหยิบโหย่งมิเหมือนสตรีในห้องหอของสกุลใหญ่ก็มิได้ทำให้นางดูน่าเกลียด รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวของนางยามทักทายผู้คนมันเต็มไปด้วยความจริงใจ หรือทั้งหมดคือการเสแสร้ง? แต่เขาก็จับจริตเช่นนั้นจากตัวนางไม่ได้ นั่นคงเป็เพราะพื้นฐานจิตใจของนางมันเป็เช่นนี้อยู่แล้วั้แ่ต้น “เ้าอายุเท่าใด”
^^ นางยิ้มหวานให้บุรุษทางด้านหลังพร้อมกับตอบเสียงดังฟังชัด “สิบห้าย่างสิบหกเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นใยเ้ามิออกเรือนไปกับบุรุษร่ำรวย” คำถามของเขาทำเอาสตรีตรงหน้าถึงกับหยุดเดิน นางหันมามองเขา ชั่วจังหวะหนึ่งดวงตาสดใสนั้นกลับดูเศร้า แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมายิ้มเหมือนมันไม่มีอะไร ‘ไม่มีอะไร แต่หัวใจของเขากระตุกวูบ’ คล้ายมันคันยุบยิบไปหมด
“ข้าจะยังมิออกเรือนเพราะข้ามิมีคนรัก ท่านอย่าถามมากเลยพี่ชาย”
"มิใช่พี่ชาย ให้เรียกว่าพี่หย่งซื่อ"
"..."
“เรียกว่าพี่หย่งซื่อ” เขาเอ่ยซ้ำเหมือนบังคับ?
-_- “ก็ได้ พี่หย่งซื่อ” นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะะโเรียกท่านยายของนางเมื่อเดินไปถึงหน้าบ้าน “ท่านยายเ้าขา ข้ากลับมาแล้ว!!” วิ่งไปหายายตนเองที่นั่งรับลมเย็นอยู่หน้าบ้าน แน่นอนว่าด้านหลังของนางเป็บุรุษร่างใหญ่ใบหน้าคมเข้ม บ่งบอกได้ชัดเจนว่ามิใช่คนในพื้นที่
“นั่นใครรึอาเฟิง” ท่านยายเอี้ยะกุ้ยมองบุรุษที่ดูไม่เหมือนผู้ใช้แรงงาน ก่อนหน้านั้นมีรถม้ารับจ้างนำตะกร้าเปล่ามาส่งให้ถึงบ้านแล้วบอกกับนางว่าหลานสาวนามเอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินมากับบุรุษจากจวนของท่านผู้ว่า มันเป็อีกครั้งที่นางหนักใจ ‘มิรู้ทำไม สกุลเอี้ยะของนางจึงมีเื่ให้ข้องแวะกับจวนผู้ว่า’ หรือเป็เพราะคำกล่าวที่ว่า เกลียดสิ่งใดมักพบเจอสิ่งนั้น
“บุรุษรูปงามผู้นี้คือพี่หย่งซื่อเ้าค่ะท่านยาย เขาคือคนที่ช่วยข้าจับคนขโมยผักอย่างไรเล่าเ้าคะ” เื่ผักที่เสียหายนั้น นางได้กลับมาเล่าให้ท่านยายของนางฟังเมื่อก่อนหน้านี้ ประจวบเหมาะกับเขาอยากเดินมาส่งและชมสวนผักของนาง นางจึงไม่ปฏิเสธอะไร ทดแทนน้ำใจที่เขาช่วยเหลือ แม้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนในจวนนั้น แต่ก็มิได้หลีกเลี่ยงจนมองหน้ากันไม่ติด “อีกเื่คือพี่หย่งซื่ออยากจะมาดูสวนผักของเราน่ะเ้าค่ะ” แม้จะไม่เข้าใจว่าจะมาดูกันทำไมในเมื่อทุกวันนี้นางก็ส่งผักให้จวนของท่านผู้ว่าอยู่แล้ว หนำซ้ำก่อนหน้านี้ยังมีเนี่ยฟงวนเวียนมาดูการปลูกผักของนางอีกบ่อยๆ ‘เอาเถิด คิดเสียว่าบุรุษในเมืองหลวงอาจจะไม่เคยเห็นสวนผักในชนบท’ “นี่คือท่านยายของข้า ท่านยายเอี้ยะกุ้ยเ้าค่ะ” ^^
จางหย่งซื่อค้อมหัวลงให้ผู้าุโกว่าตรงหน้า “ยินดีที่ได้พบขอรับท่านยายเอี้ยะกุ้ย ข้าหย่งซื่อมาจากจวนผู้ว่า” เขามิได้กล่าวว่าตนเป็ผู้ว่า เพราะคิดว่ามันมิใช่เื่สำคัญอะไร จะฐานะใดย่อมไม่แตกต่าง อีกทั้งยังไม่อยากอวดอ้างหน้าที่การงานให้ดูยิ่งใหญ่ข่มผู้อื่น ยิ่งกับท่านยายและหลานสาวคู่นี้ด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งไม่อยากพูดอะไรมากนักเพราะมันจะทำให้การสนทนาอย่างเป็ธรรมชาติเปลี่ยนไปทันที
“ยินดีที่ได้พบและขอบคุณที่ช่วยจับโจรขโมยผัก”
“ขอรับ” จางหย่งซื่อนั่งรับชากับท่านยายและขอตัวไปเดินดูแปลงผัก โดยมีเอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินตามหลังเขาไม่ห่าง
ทั้งสองคนสนทนากันถึงวิธีการปลูกผักหลากชนิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็เอี้ยะหลิ่งเฟิงคือผู้บรรยาย ไม่ว่าจะเป็เื่ของการหว่านเมล็ดพันธุ์ชิงช่าย (กวางตุ้ง) ลงในแปลงปลูกที่ผสมปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกตามสัดส่วนที่จัดเตรียมเอาไว้ ก่อนจะคลุมทับด้วยฟางแล้วรดน้ำโดยใช้บัวรดน้ำเป็ฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง ก่อนจะถอนแยกต้นกล้าเมื่อมันเติบโตแตกใบ
จางหย่งซื่อฟังเื่ปลูกผักของนางจนเพลินหู วิธีการพูดคล้ายเื่เล่าทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อ ในสายตาคมมองแปลงผักหลากชนิดแล้วแอบชื่นชมสตรีตัวน้อยในใจ อุปกรณ์การปลูก ไม่ว่าจะเป็จอบ เสียม หรือแม้แต่ที่รดน้ำผักล้วนถูกวางเอาไว้หลายขนาด ในความที่เขาเป็บุรุษผู้มีชีวิตอยู่เพียงแต่ในจวนเพื่อฝึกยุทธ์และเล่าเรียนกลับนึกอยากจะััถึงการปลูกผักดูสักครั้ง เพราะขนาดนางเป็เพียงสตรียังทำได้ “อาเฟิง”
‘หืม’ คล้ายกับนางจะหูฝาดเมื่อบุรุษตรงหน้าเรียกนางเหมือนกับที่ท่านยายเรียก “เรียกข้าว่าอย่างไรนะเ้าคะ”
“อาเฟิง”
☹ “ทำไมไม่เรียกหลิ่งเฟิงเล่า อย่าลืมว่าข้ากับท่านมิได้สนิทกันนะเ้าคะ”
“เ้ายังเรียกข้าว่าพี่หย่งซื่อ ซึ่งก็มิเคยมีใครเรียก”
“ก็นั่นท่านบอกให้ข้าเรียก”
“อาเฟิง”