แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    “ตอนที่ 49 เมื่อทั้งโลกเริ่มหวาดกลัว”

    แสงอรุณแรกของนครเทียนหลิง…


    ยังไม่ทันสาดลงเต็มเมือง


    ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน” ก็ถูกพูดถึงไปทั่วแล้ว


    ตั้งแต่โรงเตี๊ยมข้างถนน


    จนถึงหอสุราหรูของตระกูลใหญ่


    ตั้งแต่ตลาดเช้าของคนธรรมดา


    จนถึงตำหนักลับของเหล่าผู้ฝึกตน


    ทุกคน…


    กำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน


    เด็กหนุ่มผู้ใช้เพียงสามกระบี่


    ล้มกู่เหยียนแห่งสำนักเพลิงสุริยัน


    บางคนเรียกเขาว่า “อัจฉริยะ”


    บางคนเรียกเขาว่า “ปีศาจ”


    และบางคน…


    เริ่มเรียกเขาว่า—


    “สัตว์ประหลาดแห่งเทียนหลิง”


    ภายในหอสุราหยกม่วง


    เสียงผู้คนดังอื้ออึงตั้งแต่เช้า


    พ่อค้า


    นักเดินทาง


    ผู้ฝึกตนอิสระ


    แม้แต่ขุนนางระดับล่างหลายคนยังมานั่งรวมกัน


    หัวข้อสนทนามีเพียงเรื่องเดียว


    “พวกเจ้าดูศึกเมื่อวานหรือไม่!?”


    ชายร่างอ้วนตบโต๊ะดังปัง


    “กู่เหยียนนั่นแทบไม่มีโอกาสสวนกลับเลย!”


    “ไม่ใช่แค่นั้น…”


    อีกคนกดเสียงต่ำลง


    “ข้าอยู่ใกล้สนามมาก”


    “ข้าสาบานได้ว่า…”


    “ตอนกระบี่ที่สาม…”


    “ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองหยุดเต้นไปชั่วครู่”


    คนรอบข้างเงียบลงทันที


    ผู้ฝึกตนบางคนเริ่มขมวดคิ้ว


    เพราะคำพูดนั้น…


    ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาควรพูดได้


    มันเหมือน “แรงกดดันทางจิต”


    หรือไม่ก็—


    พลังของวิชาบางอย่าง


    “หรือข่าวลือจะจริง…”


    ชายชราคนหนึ่งพึมพำ


    “เด็กนั่นอาจฝึกวิชาต้องห้ามจริง ๆ”


    ทันใดนั้น—


    คนทั้งร้านกลับเงียบลงพร้อมกัน


    เพราะมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา


    ชุดดำ


    สายตาคม


    ใบหน้าเรียบนิ่ง


    หลินเสี่ยวชวน


    ไม่มีใครพูดต่อ


    ไม่มีใครกล้าหัวเราะเสียงดังเหมือนก่อนหน้าอีก


    ทั้งที่เขาไม่ได้ปล่อยแรงกดดัน


    ไม่ได้แสดงพลัง


    ไม่ได้แม้แต่จะมองใคร


    แต่คนทั้งร้าน…


    กลับรู้สึกเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลัง


    เสี่ยวชวนเดินไปยังมุมเงียบของร้าน


    ก่อนนั่งลงช้า ๆ


    “สุราหนึ่งกา”


    น้ำเสียงเขาเรียบมาก


    แต่เด็กเสิร์ฟกลับรีบวิ่งไปทันที


    ราวกับกลัวช้าแม้แต่วินาทีเดียว


    คนทั้งร้านเริ่มแอบมองเขาเงียบ ๆ


    นี่คือธรรมชาติของมนุษย์


    เมื่อมีคนอ่อนแอ—


    พวกเขากล้าหัวเราะเยาะ


    แต่เมื่อคนคนนั้นแข็งแกร่งขึ้น—


    พวกเขาจะเริ่ม “กลัว”


    และเมื่อความกลัวเริ่มก่อตัว…


    มันจะกลายเป็น “ระยะห่าง”


    เสี่ยวชวนรู้เรื่องนั้นดี


    เขาจึงไม่พูดอะไร


    เพียงนั่งดื่มสุราเงียบ ๆ


    สายตาทอดมองออกไปยังถนนของนครเทียนหลิง


    เมืองยังเหมือนเดิม


    ผู้คนยังเดินขวักไขว่


    พ่อค้ายังตะโกนขายของ


    เด็กยังวิ่งเล่นหัวเราะ


    แต่เขารู้ดีว่า—


    ชีวิตของตนเองไม่เหมือนเดิมแล้ว


    ตั้งแต่วินาทีที่ชนะฮั่วเจิน


    เขาก็ถูกผลักเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง


    โลกของอำนาจ


    ผลประโยชน์


    และการจับตามอง


    โลกที่…


    ไม่มีใครปล่อยให้ “อัจฉริยะไร้สังกัด” เติบโตอย่างสงบ


    “เจ้าดูเหมือนคนแก่เลยนะ”


    เสียงหนึ่งดังขึ้น


    เสี่ยวชวนไม่ต้องหันก็รู้ว่าใคร


    หลิงเอ๋อทิ้งตัวนั่งตรงข้ามเขา


    ก่อนแย่งสุราไปดื่มทันที


    “นี่ของข้า”


    “ของเจ้าก็คือของข้า”


    นางตอบอย่างหน้าตาย


    เสี่ยวชวนส่ายหน้าเบา ๆ


    หลิงเอ๋อมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนย่นจมูก


    “เจ้าไม่ดีใจเลยหรือ”


    “เรื่องอะไร”


    “ตอนนี้ทั้งเมืองกำลังพูดชื่อเจ้า!”


    นางชี้ออกไปนอกหน้าต่าง


    “เด็กในตลาดยังเล่นเป็น ‘หลินเสี่ยวชวนฟันฮั่วเจิน’ กันแล้ว!”


    เสี่ยวชวนเงียบไปชั่วครู่


    ก่อนยกสุราขึ้นดื่ม


    “ชื่อเสียง…”


    “ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”


    หลิงเอ๋อชะงักเล็กน้อย


    เพราะน้ำเสียงของเขา…


    ไม่ได้มีความภูมิใจเลยแม้แต่น้อย


    มันเหมือนคนที่กำลังมองเห็นบางอย่าง


    ที่คนอื่นยังมองไม่เห็น


    “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”


    นางพยายามพูดให้เบาลง


    “ตอนนี้เจ้าเป็นความหวังของเมืองนะ”



    เสี่ยวชวนหัวเราะเบา ๆ


    “ความหวัง…”


    เขาพึมพำช้า ๆ


    “สิ่งนั้นเปลี่ยนเป็น ‘ภาระ’ ได้ง่ายกว่าที่เจ้าคิด”


    ลมเช้าพัดผ่านหน้าต่าง


    พัดชายผมสีดำของเด็กหนุ่มให้ไหวเบา ๆ


    หลิงเอ๋อมองเขาเงียบ ๆ


    ไม่รู้ทำไม…


    นางถึงรู้สึกว่า


    แม้คนทั้งเมืองกำลังยืนเชียร์เขา


    แต่เสี่ยวชวนกลับดู…


    โดดเดี่ยวกว่าเดิม


    ขณะเดียวกัน—


    ภายในตำหนักตระกูลจ้าว


    ปัง!!


    จอกชาถูกกระแทกแตกละเอียด


    จ้าวหรงยืนหน้าเขียว


    “ขยะ!”


    “พวกมันทั้งหมดคือขยะ!”


    บรรยากาศทั้งห้องหนักอึ้ง


    ผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนก้มหน้าไม่กล้าพูด


    เพราะตั้งแต่ศึกจบเมื่อคืน—


    อารมณ์ของจ้าวหรงก็เลวร้ายอย่างหนัก


    เขาเกลียดชื่อ “หลินเสี่ยวชวน”


    เกลียดทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดถึงมัน


    เดิมที—


    คนที่ควรเป็นจุดสนใจของเมือง


    คือเขา


    ไม่ใช่เด็กบ้านนอกที่เพิ่งโผล่มาไม่กี่เดือน



    “พี่ใหญ่”


    เสียงเรียบสงบดังขึ้น


    จ้าวลู่เอ๋อร์เดินเข้ามาช้า ๆ


    นางยังงดงามเหมือนเดิม


    และเยือกเย็นเหมือนเดิม


    “อารมณ์โกรธช่วยอะไรไม่ได้”


    จ้าวหรงหันมองน้องสาวทันที


    “เจ้าจะให้ข้าทนดูมันดังขึ้นเรื่อย ๆ หรือ!?”


    จ้าวลู่เอ๋อร์เงียบครู่หนึ่ง


    ก่อนพูดช้า ๆ


    “คนที่ขึ้นสูงเกินไป…”


    “มักตกลงมาแรงที่สุด”


    “หมายความว่าไง”


    นางเดินไปมองนอกหน้าต่าง


    “ตอนนี้ทั้งเมืองกำลังคลั่งเขา”


    “แต่ถ้า…”


    “มีใครเริ่มกลัวเขาล่ะ?”


    จ้าวหรงชะงัก


    ดวงตาค่อย ๆ หรี่ลง


    จ้าวลู่เอ๋อร์ยิ้มบาง


    “มนุษย์ชอบอัจฉริยะ”


    “แต่พวกเขา…”


    “กลัวสัตว์ประหลาด”


    ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน


    ข่าวลือใหม่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างเงียบ ๆ


    “ได้ยินหรือยัง…”


    “ว่าหลินเสี่ยวชวนฆ่าคนในสุสานลับมาก่อน”


    “ข้าได้ยินว่าเขาฝึกวิชากลืนวิญญาณ…”


    “จริงหรือไม่!?”


    “แล้วทำไมสายตาเขาถึงน่ากลัวขนาดนั้นล่ะ?”


    ข่าวลือ…


    แพร่กระจายเร็วกว่าลมเสมอ


    และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด—


    คือไม่มีใครรู้ว่าใครเริ่มมัน


    สามวันต่อมา


    แม้แต่คนธรรมดาในตลาดยังเริ่มพูดถึง “พลังมืด” ของเสี่ยวชวน


    บางคนชื่นชม


    บางคนหวาดกลัว


    บางคนเริ่มหลีกทางให้เขาเวลาพบกันบนถนน


    ราวกับกลัวว่า—


    หากสบตานานเกินไป


    ตนจะถูกฆ่า


    ค่ำคืนหนึ่ง


    เสี่ยวชวนยืนอยู่บนกำแพงเมืองเทียนหลิงเพียงลำพัง


    สายลมหนาวพัดผ่านเงียบ ๆ


    เบื้องล่าง—


    แสงไฟทั้งเมืองยังสว่างไสว


    และเสียงของผู้คน…


    ยังคงพูดถึงชื่อของเขาไม่หยุด


    “หลินเสี่ยวชวน…”


    “อัจฉริยะอันดับหนึ่ง…”


    “คนที่ชนะฮั่วเจิน…”


    “ปีศาจกลืนวิญญาณ…”


    เสียงเหล่านั้นดังปะปนกันไปหมด


    จนบางครั้ง…


    แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจ


    ว่าผู้คนกำลังมองเขาเป็นอะไรกันแน่


    ในหัว—


    เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ


    “รู้สึกหรือยัง…”


    “นี่แหละมนุษย์”


    “ตอนเจ้าอ่อนแอ…”


    “พวกมันเหยียบเจ้า”


    “ตอนเจ้าแข็งแกร่ง…”


    “พวกมันกลัวเจ้า”


    “ไม่มีใครอยากเห็นคนที่ควบคุมไม่ได้”


    เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ


    สายลมพัดผ่านใบหน้า


    เย็น


    เงียบ


    และโดดเดี่ยว


    “แล้วข้าควรทำอย่างไร”


    เขาพึมพำเบา ๆ


    เซวียนซาหัวเราะต่ำในความมืด


    “แข็งแกร่งต่อไป”


    “จนไม่มีใครกล้าตัดสินเจ้าอีก”


    แต่ขณะนั้นเอง—


    อีกเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในจิตของเขา


    ช้า


    แผ่วเบา


    แต่หนักแน่น


    เสียงของนักพรตไร้หน้า


    “อย่าลืม…”


    “คนที่แข็งแกร่งที่สุด…”


    “ไม่ใช่คนที่ทุกคนหวาดกลัว”


    “แต่คือคนที่…”


    “ยังรักษาหัวใจตัวเองไว้ได้”


    เสี่ยวชวนลืมตาขึ้นอีกครั้ง


    ดวงตาสะท้อนแสงเมืองเบื้องล่าง


    งดงาม


    แต่ห่างไกล


    เขายืนเงียบอยู่นานมาก


    ก่อนจะหันหลังเดินจากกำแพงเมืองช้า ๆ


    ไม่มีใครรู้เลยว่า—


    ตั้งแต่วินาทีที่ชื่อของเขาดังก้องไปทั่วแคว้น


    ชะตาชีวิตของหลินเสี่ยวชวน…


    ก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างแท้จริงแล้ว


    และในเงามืดที่ไกลออกไป


    สายตานับไม่ถ้วน…


    กำลังเริ่มจับจ้องมาที่เขา


    ฝนเริ่มตกเหนือเมืองเทียนหลิง


    เม็ดฝนไม่ได้หนักมาก


    แต่เย็น


    เย็นจนถนนทั้งเมืองดูเงียบผิดปกติ


    ร้านค้าหลายแห่งปิดเร็วกว่าปกติ


    ผู้คนตามตรอกซอยเริ่มพูดคุยกันเบาลง


    ราวกับกลัวว่า—


    จะมีใครได้ยิน


    เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา


    ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”


    เริ่มไม่ใช่เพียงชื่อของอัจฉริยะอีกต่อไป


    แต่มันกำลังกลายเป็น—


    “ข่าวลือ”


    และในโลกของผู้ฝึกตน


    ข่าวลือ…


    น่ากลัวกว่าคมดาบเสียอีก


    “ได้ยินหรือยัง…”


    หญิงชราคนหนึ่งกดเสียงต่ำในตลาดกลางเมือง


    “ว่ากันว่าตอนเด็กคนนั้นอยู่ในสุสาน…”


    “เขาดูดพลังคนตายได้”


    ชายข้าง ๆ หน้าซีดทันที


    “พูดเบา ๆ!”


    “ถ้ามันได้ยินเข้า…”


    “แล้วทำไมข้าต้องกลัวด้วย!?”


    หญิงชราฝืนทำเสียงแข็ง


    แต่สุดท้าย…


    นางกลับหันซ้ายขวาก่อนลดเสียงลงเอง


    “ข้าได้ยินมาว่า…”


    “เขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา”


    “ในตัวเขา…”


    “มีปีศาจอยู่”


    ลมหนาวพัดผ่านตลาด


    คนหลายคนเงียบลงโดยไม่รู้ตัว


    แม้แต่คนที่ไม่เชื่อข่าวลือ…


    ก็เริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาบ้าง


    เพราะข่าวลือที่ดีที่สุด—


    ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน


    แค่ทำให้คน “เริ่มลังเล” ก็พอแล้ว


    ภายในสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    บรรยากาศเองก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน


    เดิมที—


    ศิษย์ทุกคนต่างยกย่องเสี่ยวชวน


    แต่ตอนนี้…


    บางคนเริ่มถอยห่าง


    บางคนเริ่มหลบสายตาเวลาพบเขา


    แม้ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ


    แต่ทุกคนเริ่มคิดเหมือนกัน


    “หรือข่าวลือจะจริง…”


    บนลานฝึกกระบี่


    เสียงเหล็กปะทะดังต่อเนื่อง


    เสี่ยวชวนยังคงฝึกเหมือนเดิม


    หนึ่งกระบี่


    หนึ่งลมหายใจ


    หนึ่งก้าว


    ช้า


    นิ่ง


    แม่นยำ


    ราวกับโลกภายนอกไม่มีผลกับเขาเลย


    แต่ในความเป็นจริง—


    เขาได้ยินทุกอย่าง


    ทุกสายตา


    ทุกคำกระซิบ


    ทุกความกลัว


    เขาได้ยินหมด


    “เจ้าดูเหนื่อย”



    เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ


    หลิงเปาเดินเข้ามาพร้อมกล่องยาในมือ


    นางนั่งลงข้างลานฝึกอย่างเงียบ ๆ


    เสี่ยวชวนหยุดกระบี่


    “เจ้ามาทำไม”


    “เอายามาให้”


    นางตอบเรียบ ๆ


    “แผลเก่าของเจ้ายังไม่หายดี”


    เสี่ยวชวนมองกล่องยาอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนรับมาเงียบ ๆ


    หลิงเปามองเขานานเล็กน้อย


    “เจ้ารู้ใช่ไหม…”


    “ว่าตอนนี้คนกำลังพูดอะไร”


    “อืม”


    “แล้วเจ้าคิดอย่างไร”


    เสี่ยวชวนเงียบไปพักหนึ่ง


    สายตาทอดมองฝนที่ตกอยู่ด้านนอก


    “ถ้าคนเริ่มกลัวเจ้า…”


    เขาพูดช้า ๆ


    “ต่อให้เจ้าทำถูก”


    “พวกเขาก็จะเริ่มมองว่ามันผิด”


    หลิงเปาก้มมองมือของตัวเอง


    ก่อนพูดเบา ๆ


    “แล้วถ้าวันหนึ่ง…”


    “แม้แต่คนใกล้ตัวเจ้าก็เริ่มกลัวล่ะ”


    ลมพัดผ่านลานฝึกอีกครั้ง


    เสี่ยวชวนไม่ตอบทันที


    เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง…


    ก็ไม่แน่ใจคำตอบ


    ในคืนเดียวกันนั้น


    หอประชุมชั้นในของสำนักกระบี่ฟ้าครามถูกปิดเงียบ


    ผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดนั่งอยู่พร้อมหน้า


    บรรยากาศหนักอึ้ง


    “ข่าวลือเริ่มแรงเกินไปแล้ว”


    ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวเสียงต่ำ


    “ตอนนี้แม้แต่สำนักจิตวิญญาณยังเริ่มจับตาเด็กนั่น”


    “ข้าได้ยินว่า…”


    “พวกผู้ตรวจการจากเมืองหลวงเองก็เริ่มถามถึงเขาแล้ว”


    อีกคนกล่าวต่อทันที


    หลายคนเริ่มมองซ่งเทียนอวิ๋น


    แต่ชายชรายังคงนั่งสงบนิ่งเหมือนเดิม


    “ท่านอาจารย์”


    ผู้อาวุโสคนหนึ่งกัดฟัน


    “ท่านยังจะปกป้องเด็กนั่นอีกหรือ?”


    ซ่งเทียนอวิ๋นค่อย ๆ วางจอกชาลง


    เสียงกระทบโต๊ะเบามาก


    แต่ห้องทั้งห้องกลับเงียบทันที


    “พวกเจ้ากำลังกลัวอะไร”


    น้ำเสียงเขาเรียบ


    แต่หนักราวภูเขา


    “กลัวข่าวลือ”


    “หรือกลัวว่าเด็กคนนั้น…”


    “จะแข็งแกร่งเกินควบคุม”


    ไม่มีใครตอบ


    เพราะทุกคนรู้ดี


    พวกเขากลัวทั้งสองอย่าง


    ซ่งเทียนอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ


    “ในอดีต…”


    “พวกเจ้าก็เคยกลัวข้าเช่นกัน”


    คำพูดนั้นทำให้หลายคนหน้าเปลี่ยนทันที


    เพราะพวกเขารู้ดีว่า—


    ซ่งเทียนอวิ๋นในวัยหนุ่มเอง


    ก็เคยถูกเรียกว่า “สัตว์ประหลาด” มาก่อน


    “อัจฉริยะที่คนยอมรับ…”


    “กับอัจฉริยะที่คนหวาดกลัว…”


    เขาพูดต่อช้า ๆ


    “ต่างกันเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้น”


    ขณะเดียวกัน—


    ณ ตำหนักลับใต้ดินของตระกูลจ้าว


    จ้าวหรงกำลังยิ้ม


    เป็นครั้งแรกในหลายวัน


    “ดี…”


    เขาหัวเราะต่ำ


    “ดีมาก…”


    ตรงหน้าเขา—


    มีชายชุดดำหลายคนคุกเข่าอยู่


    คนเหล่านี้ไม่ใช่ศิษย์ตระกูล


    แต่คือ “เงา”


    หน่วยข่าวกรองลับของตระกูลจ้าว


    “ข่าวเริ่มกระจายทั่วเมืองแล้วขอรับ”


    ชายคนหนึ่งกล่าวเบา ๆ


    “ตอนนี้หลายคนเริ่มเชื่อว่า…”


    “หลินเสี่ยวชวนเกี่ยวข้องกับวิชามารจริง”


    จ้าวหรงยิ้มกว้างขึ้น


    “ยังไม่พอ”


    เขาพูดช้า ๆ


    “ข้าต้องการให้ทั้งแคว้น…”


    “เริ่มกลัวมัน”


    “โดยเฉพาะ…”


    สายตาเขาค่อย ๆ เย็นลง


    “ผู้พิพากษาสวรรค์”


    ทันทีที่ชื่อดังขึ้น—


    แม้แต่เหล่าชายชุดดำยังหน้าเปลี่ยน


    เพราะในโลกนี้


    มีบางชื่อ…


    ที่ไม่ควรถูกพูดเล่น


    ผู้พิพากษาสวรรค์


    องค์กรที่คอยรักษาสมดุลของทั้งแผ่นดิน


    พวกมันไม่สนสำนัก


    ไม่สนตระกูล


    ไม่สนอำนาจ


    พวกมันสนเพียงอย่างเดียว


    “ภัยต่อกฎของโลก”


    และหนึ่งในสิ่งต้องห้ามที่สุด—


    คือวิชากลืนวิญญาณ


    ณ หอคอยสีขาวกลางเมฆ


    สถานที่ที่ไม่มีชื่อบนแผนที่ใด


    เสียงระฆังดังขึ้นหนึ่งครั้ง


    กังวาน


    ยาวนาน


    เย็นเยียบ


    ภายในห้องโถงสีดำสนิท


    ชายหญิงจำนวนเจ็ดคนนั่งอยู่รอบโต๊ะหินกลม


    ทุกคนสวมหน้ากากสีขาว


    ไม่มีใครเห็นใบหน้า


    ไม่มีใครรู้ชื่อจริง


    ตรงกลางโต๊ะ—


    มีภาพเงาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นช้า ๆ


    หลินเสี่ยวชวน


    “ข่าวจากแคว้นเทียนหลิง”


    เสียงเย็นชาดังขึ้น


    “พบผู้ใช้พลังต้องสงสัย”


    “อายุประมาณสิบเจ็ด”


    “มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับพลังกลืนวิญญาณ”


    ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที


    หนึ่งในคนสวมหน้ากากเคาะนิ้วเบา ๆ


    “หลักฐาน?”


    “ยังไม่ชัดเจน”


    “แต่ข่าวลือเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ”


    “และเด็กคนนี้…”


    ภาพตรงกลางเปลี่ยน


    กลายเป็นฉากศึกระหว่างเสี่ยวชวนกับฮั่วเจิน


    “แข็งแกร่งผิดปกติ”


    ชายหน้ากากคนหนึ่งหรี่ตา


    “อัจฉริยะ?”


    “หรือผู้สืบทอดของพวกนอกรีต”


    ไม่มีใครตอบทันที


    จนกระทั่ง—


    ชายชราที่นั่งตำแหน่งสูงสุดค่อย ๆ ลืมตา


    หน้ากากของเขามี “รอยแตกสีทอง” อยู่กลางใบหน้า


    ผู้พิพากษาลำดับหนึ่ง


    “จับตาดูต่อไป”


    เสียงเขาแหบต่ำ


    “ถ้าเป็นเพียงอัจฉริยะ…”


    “ก็ปล่อยไป”


    “แต่ถ้าเป็นผู้สืบทอดพลังต้องห้ามจริง…”


    ห้องทั้งห้องเย็นลงทันที


    “จงฆ่าก่อนที่มันจะเติบโต”


    ลึกลงไปในจิตของเสี่ยวชวน


    ความมืดเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ


    “รู้สึกหรือยัง…”


    “กลิ่นของพวกมัน”


    เสี่ยวชวนขมวดคิ้ว


    “ใคร”


    “ผู้พิพากษาสวรรค์”


    เสียงนั้นเย็นลงช้า ๆ


    “พวกหมาบ้าของกฎโลก”


    “เมื่อใดที่พวกมันเริ่มมองเจ้า…”


    “เมื่อนั้น…”


    “เจ้าจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตสงบอีก”


    เสี่ยวชวนกำกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย


    สายฝนยังตกไม่หยุด


    แต่ในคืนนี้—


    เขากลับรู้สึกได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก


    ว่าเงาบางอย่าง…


    กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เขาแล้ว


    เงาที่ใหญ่กว่าเมืองเทียนหลิง


    ใหญ่กว่าห้าสำนัก


    ใหญ่กว่าทุกศัตรูที่เขาเคยเจอ


    และเมื่อเงานั้นมาถึงจริง ๆ


    บางที—


    สิ่งที่เขาต้องเสียไป


    อาจไม่ใช่แค่ “ชีวิตสงบ” อีกต่อไป

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน