อาหลิ่งแหวใส่หลิวซูเจี๋ย
“หา! เฉินอี้แย่แล้วหรือ ทำยังไงดีๆ เอ่อ…….กลัว! ใช่!เขากลัวอะไรเ้ารู้หรือไม่ อาเจ้!”
อาหลิ่งนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง“กบ! เสี่ยวจางกลัวกบ! ใส่กบเข้าไปในฝันเลย เร็วเข้า!”
หลิวซูเจี๋ยพยักหน้าและหันไปตั้งสมาธิอีกครั้งคราวนี้จางฝูลู่สะดุ้งเฮือก กระเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งโวยวายทันที
“โอ๊ย! กบ! กบ! กบั์! กบั์ใหญ่มากเลย โอย น่ากลัว! น่ากลัว!” จางฝูลู่เอามือตบอกตัวเองดังตุ้บๆหน้าตาตื่น พลางมองไปรอบๆ ห้อง
“เขาตื่นแล้ว แล้วทำยังไงต่อล่ะ อาเจ้!”
อาหลิ่งร่ายคาถาเกิดแสงที่ปลายนิ้ว แล้วนางก็ส่งมันเข้าไปในตัวของจางฝูลู่
อยู่ๆจางฝูลู่ก็ขมวดคิ้วและพึมพำกับตัวเอง “อาอี้จะเป็อะไรมากหรือเปล่านะเมื่อตอนบ่ายเห็นเขาอาการมิค่อยดีอยู่ด้วย”
จางฝูลู่ตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นจากเตียงไปหยิบเสื้อมาคลุมตัว“ไปดูสักหน่อยดีกว่า"
เมื่อจางฝูลู่เดินออกไปจากห้องอาหลิ่งก็ทรุดฮวบลงกับพื้นหมดแรงทันที หลิวซูเจี๋ยรีบเข้ามาประคอง
“อาเจ้! อาเจ้ไหวไหม มาๆ เดี๋ยวข้าช่วยพาเ้าไปเอง” อาหลิ่งพยักหน้า หลิวซูเจี๋ยจึงพาอาหลิ่งหายตัวไป
เมื่อไปถึงบ้านของเฉินอี้จางฝูลู่ก็เห็นว่ามีข้าววางอยู่บนโต๊ะ แม่ของเขาคงจะนำมาให้เฉินอี้เมื่อตอนเย็นแต่ไม่มีร่องรอยว่าเขาได้แตะต้องมัน
จางฝูลู่เดินมาที่เตียงเห็นเฉินอี้ยังหลับอยู่ แต่พอนึกถึงเื่ที่เฉินอี้ทำให้เขารู้สึกโกรธเมื่อตอนบ่ายจางฝูลู่ก็คร้านจะปลุกเขา
จางฝูลู่รู้ว่าเฉินอี้หวังดีและเป็ห่วงเขามากแต่คนที่แข็งแรงและร่างกายสมบูรณ์ดีกลับต้องให้คนตาบอดอย่างเฉินอี้ออกหน้าแก้แค้นแทนให้แล้วเขาจะกลายเป็ตัวอันใดเล่า
ยิ่งตอนที่จางฝูลู่นึกถึงภาพที่อู๋ชวนรวบคอเฉินอี้เอาไว้ในกำมือของมันก็ยิ่งทำให้จางฝูลู่กำหมัดแน่นจนรู้สึกว่าเล็บจิกเข้าเนื้อตนเอง
เฉินอี้นำตัวเองเข้าไปเสี่ยงแบบนั้นเพื่อเขายิ่งทำให้เขาโกรธจนกล่าวอันใดมิออกเลย
จางฝูลู่ยืนมองเฉินอี้อยู่ครู่หนึ่งเห็นว่าเขาก็ยังหลับสบายดีอยู่ จึงคิดในใจว่ากลับบ้านดีกว่า
หลิวซูเจี๋ยที่ยังประคองอาหลิ่งอยู่จึงปล่อยพลังเล็กน้อยออกจากปลายนิ้วกระตุกแขนเสื้อเฉินอี้ให้แขนของเขาหล่นลงมาอยู่ที่ขอบเตียง
จางฝูลู่ที่กำลังจะเดินออกจากห้องจึงเดินกลับมาจับแขนเฉินอี้เพื่อขยับเข้าที่ให้เรียบร้อย
แล้วจางฝูลู่ก็ต้องเบิ่งตาโพลงและปราดเข้าไปจับหน้าผากเฉินอี้พลางพึมพำเสียงสั่น“เฮ้ย! ทำไมตัวร้อนขนาดนี้ล่ะ!”
จางฝูลู่เดินหาผ้าหาอ่างน้ำให้วุ่นวายเพื่อนำมาเช็ดตัวให้เฉินอี้น้ำที่เก็บอยู่ในถังไม้ยามค่ำคืนนั้นเย็นเฉียบตามสภาพอากาศแต่เฉินอี้กลับไม่ได้ตอบสนองถึงความเย็นนั้นเลย เขายังคงนอนนิ่งจนจางฝูลู่ใจคอไม่ดี
“อาอี้! อาอี้! เ้าได้ยินข้าบ้างไหมเนี่ย”จางฝูลู่เรียกเฉินอี้เสียงดังแต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวผ้าที่ชุบน้ำจนเย็นแต่เมื่อัักับตัวเฉินอี้ไม่กี่ครั้งความเย็นก็อันตรธานหายไป เหลือเพียงความร้อนจากตัวเฉินอี้ที่เข้ามาแทนที่
“ทำยังไงดี ไข้มิลดเลย” จางฝูลู่พึมพำจากนั้นก็ทิ้งผ้าลงถังน้ำและวิ่งออกไปจากบ้านของเฉินอี้อย่างรวดเร็ว
“แม่นางอาหลิ่ง เดี๋ยวข้าตามเขาไปก่อนนะ” หลิวซูเจี๋ยพูดกับอาหลิ่งนางพยักหน้า
“ท่านหมอกู้! ท่านหมอกู้ขอรับ!” จางฝูลู่ะโเรียกหมอมือก็รัวเคาะลงบนประตูบานไม้เสียงดัง จนกระทั่งมีเสียงตอบรับออกมาจากภายในบ้าน
“อะไรกัน นั่นใครน่ะ”
“ข้าจางฝูลู่เองขอรับ ท่านหมอกู้”
ท่านหมอกู้เปิดประตูออกมาสีหน้ายังงัวเงียแต่ก็มิได้อารมณ์เสียแต่อย่างใดที่จริงเขาก็พอจะคุ้นชินกับการถูกปลุกกลางดึกแบบนี้อยู่บ้าง
“ท่านหมอกู้ขอรับ ช่วยไปดูเฉินอี้ให้หน่อยเถิดขอรับ เขาไข้ขึ้นสูงมากเรียกเท่าไรก็มิรู้สึกตัวเลยขอรับ” จางฝูลู่ละล่ำละลักอธิบายให้หมอกู้ฟังท่านหมอกู้พยักหน้าและเข้าไปหยิบกล่องยาก่อนตามจางฝูลู่ไป
เมื่อมาถึงท่านหมอกู้ก็รีบตรวจดูอาการของเฉินอี้ แต่นอกจากไข้ที่ขึ้นสูงของเขาแล้วท่านหมอกู้ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติอีก จึงทำได้เพียงให้เฉินอี้ดื่มยาลดไข้เท่านั้นและบอกให้จางฝูลู่คอยเช็ดตัวเฉินอี้ให้ตัวเขาเย็นลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อท่านหมอกู้กลับไปจางฝูลู่ก็คอยเช็ดตัวให้เฉินอี้อย่างที่ท่านหมอกู้บอกอาการของเฉินอี้ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่เพียงไม่นานเฉินอี้ก็ตัวร้อนดั่งไฟสุมเหมือนเดิมแถมพูดเพ้ออะไรเต็มไปหมด
จากยามโฉ่วย่างเข้ายามอิ๋นจางฝูลู่รู้สึกเหนื่อยอ่อนง่วงงุน ขณะที่เขากำลังจะยกอ่างน้ำไปเปลี่ยนน้ำใหม่ก็พลันเห็นขวดน้ำมนต์ที่แม่ของเขาได้มาจากหมอผีที่ชื่อเหลียงเส้าชุน
จางฝูลู่ชะงักและมองไปที่ขวดน้ำมนต์พลางนึกถึงที่เฉินอี้บอกว่า ยันต์ที่แม่ของเขานำมานั้นมีพลังที่สามารถคุ้มครองเขาได้
จางฝูลู่เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำมนต์และเปิดฝาออกดมกลิ่นน้ำที่อยู่ด้านในก็ไม่มีกลิ่นอื่นใดแปลกปลอมนอกจากน้ำเปล่า
จางฝูลู่มองขวดน้ำมนต์และมองเฉินอี้สลับกัน
“ถ้าผ้ายันต์นั่นมีพลังจริงๆ น้ำมนต์นี้ก็น่าจะใช้ได้อยู่นะ”จางฝูลู่พึมพำกับตัวเอง
“ลองดูก็แล้วกัน”แล้วจางฝูลู่ก็ประคองเฉินอี้ขึ้นมาและกรอกน้ำมนต์ใส่ปากเขา
จางฝูลู่จับเฉินอี้ลงนอนเหมือนเดิมและรอดูอาการแต่ก็ไม่มีอันใดเกิดขึ้น จางฝูลู่มองขวดน้ำมนต์ในมือแล้วก็ถอนใจ “เฮ้อ เอาน่าอย่างน้อยก็ได้ลองแล้ว”
จางฝูลู่วางขวดน้ำมนต์ลงบนโต๊ะและเดินยกอ่างน้ำไปเปลี่ยนน้ำใหม่
เมื่อจางฝูลู่ออกไปหลิวซูเจี๋ยก็เข้ามาชะโงกหน้ามองดูเฉินอี้ “แม่นางอาหลิ่งดูเหมือนน้ำมนต์นั่นจะได้ผลนะ เฉินอี้เริ่มดีขึ้นแล้ว”
หลิวซูเจี๋ยหันไปบอกอาหลิ่งที่นั่งหมดแรงอยู่นางมีสีหน้ากังวลน้อยลงเมื่อรู้ว่าเฉินอี้อาการดีขึ้น
“จริงหรือ ค่อยยังชั่วหน่อย” อาหลิ่งยิ้มและถอนใจเบาๆ
“ถึงแม้ว่าเหลียงเส้าชุนจะมิได้เก่งกาจอะไรมากมายแต่ก็ถือได้ว่าพอมีฝีมืออยู่บ้าง” หลิวซูเจี๋ยพูดพลางพยักหน้าน้อยๆ
“เขาสามารถผนึกเ้าไว้ในยันต์ซวนฉือได้ ยังมิเก่งอีกหรือ”
“นั่นเพราะข้ายอมให้เขาหรอก” หลิวซูเจี๋ยรีบกล่าว “อีกอย่างถ้าหากเขาใช้วิชาในด้านคุณไสยมนต์ดำล่ะก็ ข้ามิมีวันยอมให้เขาผนึกข้าหรอก”
อาหลิ่งมองหลิวซูเจี๋ยและส่ายหน้ายิ้มๆ
เมื่อจางฝูลู่เดินถืออ่างน้ำเข้ามาในห้องอีกครั้งเฉินอี้ก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว
“อาอี้! เป็อย่างไรบ้าง”จางฝูลู่รีบวางอ่างน้ำและเดินเข้าไปหาเฉินอี้ที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“เหล่าจางเหรอ” เฉินอี้ถามเสียงแ่
“ข้าเอง”
“เ้ามาทำอันใด”
“เ้าเป็ไข้ ตัวร้อนมาก ข้าเลยมาดู” จางฝูลู่พูดพลางแตะหน้าผากเฉินอี้“ไข้เ้าลดลงแล้ว”
เฉินอี้จับมือจางฝูลู่ไว้และพูดเสียงอ่อนแรง “เหล่าจาง อย่าโกรธข้า”
จางฝูลู่มองเฉินอี้และถอนใจเบาๆ“อืม”
เฉินอี้ยิ้มบางๆและผล็อยหลับไปอีก
รุ่งเช้าเฉินอี้แม้จะยังมีไข้อยู่เล็กน้อย แต่อาการโดยรวมไม่น่าเป็ห่วงและดูปกติดี
แต่คนที่ไม่ปกติกลับเป็จางฝูลู่แทน
อาหลิ่งบอกกับเฉินอี้ว่าเสี่ยวจางกลายเป็[1]ผีเจียงซือไปแล้ว
ได้ยินอาหลิ่งพูดเช่นนี้เฉินอี้ก็ได้แต่เม้มปากและกลั้นหัวเราะเอาไว้จนปวดท้อง
[1]ผีเจียงซือ - ผีดูดเืตามความเชื่อของจีน ออกหากินด้วยการะโมีผิวขาวซีดและมีขนยาว