ร่างบางนอนหลับนิ่งอยู่บนเตียงกว้างท่ามกลางหมอนขนนิ่มที่วางแนบซ้ายขวา อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็วผิวกายที่เคยขาวใสอมชมพูสุขภาพดีกลายเป็ขาวซีดดังไม่มีเืไปหล่อเลี้ยง นอนนิ่งไม่มีส่วนใดในร่างกายขยับเหมือนดังศพ...
ที่นอน ผ้าห่ม หมอนที่อยู่โดยรอบล้วนมีน้ำแข็งเกาะเคลือบหลายชั้น เหมือนมีคนแกะสลักน้ำแข็งด้วยความประณีตโดยมีร่างขาวซีดเป็จุดศูนย์กลาง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรชั้นน้ำแข็งบริเวณรอบๆ เริ่มขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ จนทั้งห้องตกอยู่ในสภาพอากาศติดลบ ความเย็นที่คนปกติไม่อาจจะอยู่ได้
ห้องข้างๆ กันที่เป็ของนิศากรนั่นกลับต่างกันคนละขั้ว ร่างสูงโปร่งที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง ผ้าห่มที่ร่วงหล่นอยู่ข้างเตียง เหงื่อที่รินไหลยังไม่ทันจะออกจากร่างกายก็ระเหยไปเสียก่อน อุณหภูมิบริเวณรอบๆ ตัวสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะมีคนอยู่ด้วยได้ รอบกายมีคลื่นความร้อนแผ่ออกมามองเห็นชัดด้วยตาเปล่า
ผิวกายขึ้นสีแดงจางๆ ภายใต้ิัมีบางสิ่งวิ่งเต้นไหลไปตามเส้นเืด้วยความรวดเร็วจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน ภายในห้องยิ่งนานวันไม่มีใครสามารถเข้าไปใกล้เตียงที่มีร่างสูงนอนเป็จุดศูนย์กลางได้เลยแม้แต่คนเดียว
บรรยากาศนอกห้องระหว่างทั้งสองนั้น หากขยับไปทางใดทางหนึ่งก็ยังจะได้รับผลกระทบจากเื่นี้อยู่ไม่น้อย จนผู้คนที่ตื่นก่อนเลือกที่เลี่ยงบริเวณนั้นออกไปไม่เข้ามาใกล้จนเกินไป
ถึงจะนึกเป็ห่วงแต่ว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้เลย จึงทำได้แค่มองอยู่ห่างๆ
ในขณะเดียวกันอีกห้องหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ของอี้เฉินที่นอนนิ่งไม่ขยับบรรยากาศโดยรอบเหมือนจะสงบคนเพียงแค่นอนหลับเฉยๆ หากในบางครั้งไม่มีกระแสไฟฟ้าที่ลั่นออกมาจากร่างกาย เส้นไฟฟ้าสีทองจางๆ วิ่งวนอยู่รอบๆ ร่างกาย
หากมีใครเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าจู่โจมทันทีไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่สายเืเดียวกัน
สภาพอากาศภายในห้องไม่ได้แปรปรวนเหมือนกับอีก 2 ห้อง แต่หากเดินผ่านหรือเข้าใกล้แม้เพียงน้อยก็จะรู้สึกชาไปทั้งตัวดังโดนไฟช็อต
สวีซูหนี่หญิงสาววัย 49 ปี เธอตื่นขึ้นหลังจากหลับไปกว่าสองวัน รอบกายเต็มไปด้วยรากไม้จากต้นไม้อะไรสักอย่างที่เธอปลูกไว้ในห้องโอบรัดรอบตัวเธอเอาไว้ดังรังไหมกว่าจะหาวิธีออกไปได้ก็ใช้เวลาอยู่นานทีเดียว
ซูหนี่รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากห้องไป นอกจากเธอแล้วยังมีพ่อบ้านหลี่ที่ตื่นอยู่ก่อนแล้วกำลังทำความสะอาดห้องครัวอยู่
“คุณท่านเป็อย่างไรบ้างครับ ผมเข้าไปดูในห้องของคุณแล้วเจอแต่รังไม้ขนาดใหญ่” พ่อบ้านหลี่รีบละมือจากสิ่งที่ทำอยู่เดินเข้าไปหาร่างอวบอิ่มของนายหญิงของบ้าน
“ฉันไม่เป็อะไรค่ะ” ซูหนี่ตอบกลับพลางมองไปรอบๆ ตัว “คนอื่นๆ ละคะ?” ไม่มีใครนอกจากเราสองคนเลยเหรอ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ยังไม่มีใครตื่นเลยครับ คงต้องรออีก 1-2 วันครับ” เพราะั้แ่ที่ผมฟื้นขึ้นมา คนที่ปกติที่สุดดูเหมือนจะเป็ผู้หญิงคนเดียวของบ้านที่มีเพียงรังไม้ห่อหุ้มเท่านั้น
ซูหนี่พยักหน้ารับ “แล้วนี่พ่อบ้านหลี่ตื่นนานยังคะ?”
“ผมตื่นเมื่อตอนบ่ายครับ” ลุงหลี่เอ่ยตอบ “คุณท่านจะรับมื้อค่ำเลยไหมครับ?”
หลังจากหลับไปกว่าสองวัน กระเพาะอาหารไม่มีสิ่งใดมาเติมเต็มเลยทำให้หิวอยู่ไม่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอที่หนึ่งค่ะ” เธอว่าจบก็เดินไปยังโต๊ะทานอาหารรอไม่นานโจ๊กร้อนๆ ก็ถูกยกเข้ามาเสิร์ฟ
มืออวบอิ่มจับช้อนคนโจ๊กไปมาเบาๆ ก่อนจะตักขึ้นมาเป่าให้อุ่นพอทานได้อร่อยท้องอุ่นสบาย เมื่อกินไปได้เพียงครึ่งถ้วยก็มีร่างสูงร่างหนึ่งเดินโซเซมาทางห้องทานอาหารก่อนจะนั่งลงหน้าแนบติดกับโต๊ะ สภาพหัวฟูไม่เป็ทรงดังปกติ ท่าทางดังคนยังไม่ตื่นดีเหมือนคนเดินละเมอมากกว่าเช่นนี้ ซูหนี่มองลี่หยางเงียบๆ เนื่องจากไม่เคยเห็นลุคนี้ของอีกฝ่ายมาก่อน
“ลี่หยาง...” เธอเอ่ยเรียกอีกฝ่าย
“...หืม” ลี่หยางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะเห็นคุณป้าซูหนี่ที่กำลังนั่งกินโจ๊กอยู่ “สวัสดีของเช้าครับคุณป้า...”
เสียงเอ่ยทักทายเบาๆ ดังขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากเธอได้ไม่น้อย
“ค่ำแล้วจ้ะ” ซูหนี่แย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะให้พ่อบ้านหลี่ยกโจ๊กอีกถ้วยเข้ามาให้
“ค่ำ?” ลี่หยางตบหน้าตนเองเบาๆ กระตุ้นให้ตื่นก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง รอบข้างมืดสนิทไม่มีแสงใดๆ เลยนอกจากแสงจากดวงดาว
“ดื่มน้ำก่อน แล้วค่อยทานโจ๊กเบาๆ นะจ๊ะ หลับไปตั้งสองวันต้องเติมพลังเสียก่อน” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“สองวัน!?” นี่ผมหลับไปตั้งสองวันเชียวเหรอ ไม่น่า... ได้กลิ่นหอมๆ ของโจ๊กท้องร้องลั่นถึงขนาดต้องเดินมาทางนี้ทั้งที่ยังไม่ตื่นดีเสียด้วยซ้ำ
“ใช่จ้ะ ไม่ต้องรีบกินนะ”
“ครับ”
ทั้งคู่ใช้เวลาในการกินอยู่นานทีเดียว เมื่อหมดแล้วจึงพากันไปเดินสำรวจดูคนที่อื่นที่ยังไม่ตื่น
ในระหว่างเดินอยู่เธอได้สอบถามถึงพลังที่ลี่หยางได้มานั่นเป็พลังประเภทใด
ลี่หยางได้ยินว่าคุณป้าถามถึงพลังที่ตนได้ จึงยกฝ่ามือขึ้นมาเรียกใช้พลังออกมา พายุลมหมุนวนอยู่บนฝ่ามือหนาความรวดเร็วในการหมุนช้าสลับเร็วไปมาอยู่สักพักก่อนจะสลายไป
“ผมได้พลังลมมาน่ะครับ” ลี่หยางหันไปมองคุณป้าก่อนจะเอ่ยถามกลับ
“ป้าได้พลังไม้หรือพฤกษามานะ ตอนตื่นมาแล้วอยู่ในรังไม้กว่าป้าจะหาออกมาได้เกือบแย่เลย” ซูหนี่หัวเราะเบาๆ กับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้เจอ
“แล้วลุงหลี่ล่ะครับ?” ลี่หยางหันกลับมาถามคนที่ตื่นก่อนใครเพื่อน
“ผมน่าจะได้สายพลังจิตน่ะครับ” ลุงหลี่บอก “ตอนผมตื่นขึ้นมาสามารถรับรู้ถึงอาณาเขตโดยรอบตัวตึกได้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ไหมน่ะครับ”
ลุงหลี่กล่าวพลางยึดอกขึ้นเล็กน้อย เพราะตนมีประโยชน์ต่อฐานแน่นอน หากให้เวลาพัฒนาเสียหน่อยอย่างน้อยต้องครอบคลุมทั้งฐานได้แน่นอน
“ว้าว สุดยอดไปเลยครับ” ลี่หยางตอบกลับด้วยความตื่นเต้น หากมีคนที่มีพลังเช่นนี้อยู่จะมีอะไรเล็ดลอดสายตาไปได้อีกกัน!
ทั้งสามเดินมาถึงห้องแรกเป็ห้องของโจวไห่ ซูหนี่เปิดประตูเข้าไปข้างในห้องยิ่งไม่ทันจะเดินไปถึงเตียงก็รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก จึงถอยหลังออกมาเล็กน้อยอาการเ่าั้จึงหายไป
บนฝ่ามือหนาของโจวไห่มีละอองดินกลุ่มหนึ่งหมุนวนดังพายุเล็กๆ ด้วยความเร็วคงที่ มันปล่อยบรรยากาศอึดอัดคล้ายถูกฝังลงไปใต้ดิน แรงกดทับของมันทำให้หายใจลำบาก
ซูหนี่มองภาพนั่นด้วยความภูมิใจ สามีของเธอนั่นเก่งกาจไม่เบาเลย
“เราคงทำได้แค่มองอยู่ตรงนี้แหละ” เธอหันไปบอกกับทุกคน “ไปดูคนอื่นกันเถอะ!”
ทั้งสามคนเดินออกจากห้อง เดินไปยังห้องถัดไปทันที
เมื่อเปิดห้องของอี้หานดูปกติดีทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก พวกเธอจึงเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวัง
บนเตียงใหญ่มีร่างสูงของอี้หานนอนคว่ำหน้าอยู่ แต่สิ่งที่ผิดปกติไปจากทุกที คือ ร่างทั้งร่างนั่นปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีฟ้าอมน้ำเงินลุกไหม้ทั้งตัว อุณหภูมิร้อนสลับหนาวไปมา
เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ไม่ได้ทำลายทุกสิ่งรอบตัวจากความร้อนและความเย็นของมัน เหมือนเป็เพียงไฟหลอกตาไม่เป็อันตรายใดๆ ทั้งสิ้น หากไม่เห็นลูกไฟเล็กๆ ลูกหนึ่งกำลังกักขังแมลงตัวน้อยตัวหนึ่งที่บินเข้าไปใกล้ ก่อนจะค่อยๆ เผามันทีละเล็กทีละน้อย หยอกล้อเหยื่อไม่ตายช้าๆ และทรมานที่สุด....
ทั้งสามมองภาพนั่นออกจะค่อยๆ เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบที่สุด
“ผมว่าเราเดินไปดูคุณลี่ิกันก่อนดีกว่าครับ...” ลุงหลี่เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“ก็ดีเหมือนกันครับ” ลี่หยางเอ่ยตอบ
ลี่หยางแนบหูฟังเสียงภายในห้องของลี่ิ ทุกอย่างเงียบสงบมากไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ลี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องไม่มีสิ่งใดขยับเลย เว้นเสียแต่บอลน้ำขนาดใหญ่พอให้คนนอนขดตัวได้ลอยอยู่กลางเตียง
ร่างสูงของลี่ินอนขดตัวอยู่ในลูกบอลน้ำ ลอยตัวไปตามแรงน้ำที่ขยับไปมาเล็กน้อย ไม่มีอาการที่จะขาดอากาศหายใจเลยสักนิดเดียวซ้ำยังดูหลับสบายทั้งทีขดตัวอยู่
“...ป้าว่าเราออกไปกันเถอะจ้ะ อยู่ไปเราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากจะให้เค้าตื่นขึ้นมาเอง” ซูหนี่เอ่ยชวน
“ครับ”
“เรายังต้องไปดูอีกสามคนที่เหลืออีก ไม่รู้จะเป็ยังไงบ้าง” เธอคิดไปถึงลูกชายคนโตและหลานๆ
“ผมว่าเราไม่ต้องไปดูพวกเขาหรอกครับ...” ลุงหลี่เอ่ยขึ้น เพราะตนได้เดินไปดูนายท่านและคุณหนูทั้งสองคนแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องเป็ห่วงมากนักจะมีก็แต่คนที่จะเข้าใกล้นั่นแหละจะเป็อันตรายเอา...
ซูหนี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมถึงไม่ให้ไปละคะ?”
“เพราะว่า...” ลุงหลี่เอ่ยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งสามคนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“...”
“...ผมว่าเราไปพักผ่อนรอกันก่อนดีกว่าครับ” ลี่หยางเอ่ยขึ้นหลังจากบรรยากาศนิ่งเงียบไปสักพัก
“ป้าก็ว่าแบบนั้นเหมือนกัน...”
ทั้งสามคนแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง
หลังจากแยกกับคนอื่น ลี่หยางเดินไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิด เพื่อดูความเรียบร้อยภายในฐาน หลังวันโลกาวิบัติเช่นนี้ปลอยภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่า
สายตาสอดส่องไปยังจอแต่ละจออย่างตั้งใจ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงปกติดีก็ยังไม่ไว้วางใจมากนัก จึงเรียกลุงหลี่ให้มายังห้องควบคุมเพื่อคอยดูกล้องระวังหลังให้ เพราะลี่หยางตัดสินใจจะออกไปสำรวจแต่ละตึกดูก่อน
“คุณลี่หยาง” ลุงหลี่เอ่ยเรียกอีกฝ่าย
ลี่หยางตอบรับก่อนจะขอความช่วยเหลืออีกฝ่ายให้คอยดูกล้องวงจรปิดให้ หากมีอะไรให้รีบแจ้งทันที
“ระวังตัวด้วยนะครับ”
ร่างสูงโปร่งของลี่หยางวิ่งไปตามสะพานที่เชื่อมตึกแต่ละตึกเข้าด้วยกัน ไปยังตึกพักอาศัยโซนในที่มีคนสนิทของพวกเค้าพักอยู่
มือหนากระชับปืนพกเก็บเสียงในมือแน่น ก่อนจะเริ่มสำรวจแต่ละชั้นไปเรื่อยๆ บางห้องยังมีคนนอนหลับอยู่เหมือนดังน้องชายของตนก็จัดการล็อคประตูและนำผ้าสีขาวมาผูกเอาไว้ที่ลูกบิดประตูเป็สัญลักษณ์ว่ายังมีผู้รอดชีวิตอยู่ข้างใน
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอคนที่มีลักษณะเหมือนติดเชื้อเลยสักคนเดียว มีเพียงคนที่ตื่นแล้วกำลังนั่งรออยู่ภายในห้องด้วยความสงบ ลี่หยางเลยให้มาช่วยกันสำรวจดูผู้รอดชีวิตคนอื่นด้วยกัน จากหนึ่งคนเพิ่มเป็สอง สาม สี่ ห้าคนเพิ่มไปเรื่อยๆ
ลี่หยางที่เห็นจำนวนคนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจัดกลุ่มแยกย้ายไปสำรวจตึกอื่นๆ หากยังมีชีวิตแต่ยังไม่ตื่นให้ผูกผ้าสีขาวเอาไว้คนอื่นจะได้รู้และไม่ไปทำอันตรายใดๆ หากติดเชื้อแล้วให้กำจัดทิ้งทันทีไม่ว่าคนคนนั้นจะเคยเป็เพื่อนพี่น้องยังไงก็จะไม่มีการยกเว้นทั้งสิ้น
เมื่อกลุ่มแต่ละกลุ่มแยกย้ายกันไปแล้ว ลี่หยางนำคนอีกห้าคนเดินสำรวจต่อ มือหนายกขึ้นเคาะประตูเบาๆ เอียงหูฟังการเคลื่อนไหวภายในห้องเงียบๆ
เสียงของตกดังขึ้นตามด้วยเสียงชนประตูจากอีกฝั่ง กลิ่นเหม็นเน่าลอยเตะจมูกเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะส่งสัญญาณให้คนอื่นเตรียมตัวให้พร้อม มือหนาค่อยๆ บิดลูกบิดให้ประตูเปิดออกช้าๆ
ร่างร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากในห้องทันทีที่ประตูเปิดออกก่อนจะล้มตัวลงเมื่อถูกหนึ่งในคนติดตามยิงแสกหน้ากลางหน้าผาก
ตาสีขุ่นที่เบิกตากว้าง ริมฝีปากเต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวๆ สีเหลืองอมเขียวที่ยืดไหลออกมาดูน่าขยะแขยงไม่น้อย บนรอยยิงกลางหน้าผากมีละอองสีดำลอยขึ้นมาก่อนจะละลายหายไป
“เอาใส่ถุงเก็บศพไว้ก่อน” ลี่หยางเอ่ยก่อนจะหยิบถุงเก็บศพจากในแหวนระดับสูงที่ได้มาจากทิวากร กางผ้าออกกว้างก่อนจะให้คนยกศพขึ้นมาวางเอาไว้แล้วรูดซิปปิดให้แ่า ยกศพวางไว้ข้างกำแพงเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการต่อ ลี่หยางผูกผ้าสีดำเอาไว้ที่ลูกบิดประตูเป็สัญลักษณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อ้าการทำความสะอาด
ใช้เวลาอยู่กว่าครึ่งคืนทุกอย่างจึงเรียบร้อยทั้งสำรวจผู้รอดชีวิต เคลียร์ศพผู้ติดเชื้อและทำความสะอาดพื้นที่
ทุกคนมีพลังพิเศษหมดแต่ระดับจะต่างกันไปและเหลือคนจำนวนไม่มากนักที่ยังไม่ตื่นจากการปลุกพลัง ส่วนระดับพลังที่ได้นั่นมีระดับไม่เท่ากันแม้จะตื่นพร้อมกันแต่การดูดซับพลังก่อนวันสิ้นโลกไม่เท่ากัน ดังนั้นพลังที่ได้ในตอนนี้จึงต่างกันไปตามแต่โชคของแต่ละคน ถึงแฝดจะช่วยให้มีโอกาสได้ระดับที่สูงกว่าเดิมได้แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่า 3 ระดับ
ลี่หยางจัดกลุ่มลาดตระเวนรอบๆ ฐานเอาไว้เพื่อดูแลความปลอยภัย ก่อนจะให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน วันมะรืนค่อยมารวมตัวกันและเน้นย้ำว่าให้ดูแลคนที่ยังไม่ตื่นด้วย
-----
ขอให้สนุกนะคะ
ขอบคุณทุกการสนับสนุน
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ค่ะ โมนาอ่านหมดทุกคอมเมนต์เลย
1 คอมเมนต์ = กำลังใจมหาศาล
ภาพประกอบ
ถุงเก็บศพ จะเป็แบบนี้ค่ะ
ข้อมูลตัวละคร
ทิวากร = น้ำแข็ง ระดับ 12
นิศากร = ไฟ (สีดำ) ระดับ 12
อี้เฉิน = สายฟ้า โลหะ ระดับ 12
อี้หาน = ไฟ (สีฟ้าอมน้ำเงิน) ระดับ 11
โจวไห่ = ดิน ระดับ 11
ซูหนี่ = ไม้ ระดับ 9
ลี่หยาง = ลม ระดับ 10
ลี่ิ = น้ำ ระดับ 11
ลุงหลี่ = พลังจิต (อาณาเขต) ระดับ 9