ตอนที่ 27: ฉีหล่านผู้รู้ความจริงและกำปั้นที่หนักกว่าภูผาสองลูก
สิบวันล่วงเลยนับจากค่ำคืนจันทร์สีเื
บรรยากาศภายในสำนักวิถีเมฆาค่อยๆ หวนกลับคืนสู่ความสงบสุขในสายตาของผู้คนทั่วไป ลานบรรพชนที่เคยเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ถูกซ่อมแซมจนแทบมองไม่ออกว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนสถานที่แห่งนี้เคยรองรับแรงปะทะอันรุนแรง กำแพงศิลาที่แตกร้าวถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ค่ายกลป้องกันถูกเสริมความแข็งแกร่งให้มั่นคงยิ่งกว่าเดิมหลายส่วน
เหล่าศิษย์เริ่มกลับมาฝึกฝนตามกิจวัตรปกติ ผู้าุโเดินตรวจลานฝึกด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับทุกเื่ราวเลวร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ทว่าหลินอันรู้ดี... นี่หาใช่ความสงบที่แท้จริงไม่ แต่มันคือความเงียบงันก่อนที่พายุคลื่นคลั่งลูกใหญ่จะโถมกระหน่ำลงมาต่างหาก
ชายหนุ่มนั่งหลับตาพริ้มอยู่บริเวณลานฝึกขนาดย่อมเื้ัหอโอสถ เบื้องหน้าของเขาคือเตาต้มยาสามใบที่กำลังเดือดปุดๆ ส่งเสียงร้องอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ ความขมปร่าจางๆ ผสมผสานเข้ากับความหวานเย็นของรากไม้และดอกไม้แห้ง ทำให้บรรยากาศยามบ่ายคล้อยดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
หลินอันใช้พัดไม้ไผ่โบกสะบัดพัดไฟใต้เตาด้วยจังหวะคงที่ ปราณพฤกษาจากข้อไผ่ทั้งสองข้อไหลเวียนอยู่ใต้ิั ช่วยให้เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในหม้อต้มยา แม้เพียงเศษเสี้ยวขององศา ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ
จนกระทั่ง...
มีเสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นสามจังหวะจากหลังคาเรือนเก็บของทางทิศเหนือ มันเป็เสียงที่เบาบางเสียจนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางจับสังเกตได้ แต่แรงกดเพียงเล็กน้อยที่ถ่ายทอดลงบนแผ่นกระเื้ัคา ก็เพียงพอให้โสตประสาทของหลินอันรับรู้ได้ในทันที
ผู้มาเยือนมีเพียงหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง พลังปราณควบแน่นอยู่ในระดับสูงยิ่ง
ฉีหล่าน!
มือของหลินอันยังคงโบกพัดไม้ไผ่ต่อไปอย่างใจเย็น ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ทว่าประสาทััทุกส่วนในร่างกายกลับถูกเปิดรับจนถึงขีดสุด
เงาร่างสีดำทะมึนร่อนกายลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง บุรุษร่างสูงในชุดดำสนิททะยานลงมายืนห่างออกไปเพียงสี่ก้าว ชายเสื้อคลุมพลิ้วไหวเบาๆ ตามแรงลมยามบ่าย รอยสักรูปฝ่ามือสีเืบนซีกแก้มซ้ายดูเด่นชัดและน่าเกรงขามภายใต้แสงแดด
ดวงตาสีเทาเข้มที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี จับจ้องมาที่ร่างของหลินอันโดยไม่กะพริบตา ไม่มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา ไร้ซึ่งแรงกดดันคุกคาม ทว่าความนิ่งสงบเช่นนี้กลับดูน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า เขายืนหยัดอยู่ตรงนั้นคล้ายคลึงกับสหายเก่าที่มาเยี่ยมเยือน มากกว่าจะเป็มือสังหารผู้มีเืเปื้อนมือมานับไม่ถ้วน
น้ำเสียงเรียบเย็นดังกังวานขึ้น
"หลินอัน"
ชายหนุ่มวางพัดไม้ไผ่ลงข้างเตาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้า สีหน้าของเขาสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดใจ
"ฉีหล่าน" หลินอันเอ่ยทักทายเรียบๆ
ดวงตาของบุรุษชุดดำหรี่แคบลงเล็กน้อย
"เ้ารู้จักชื่อข้า"
"ข้าเพียงได้ยินผู้อื่นกล่าวถึงมาบ้าง" หลินอันตอบกลับ "ท่านมาเพียงลำพังหรือ"
"ข้าไม่้าผู้ติดตาม" ฉีหล่านตอบสวนทันควัน น้ำเสียงนั้นหาใช่การโอ้อวดโอหัง ทว่ามันคือข้อเท็จจริงที่ตัวเขาเชื่อมั่นอย่างหมดใจ "ข้าเดินทางมาเพื่อประเมินตัวเ้าด้วยสายตาของข้าเอง หลังจากที่เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของเ้ามาถึงสองสัปดาห์เต็ม"
ลมยามบ่ายพัดโชยผ่านลานฝึก กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอวลอยู่ในอากาศ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ
หลินอันเอ่ยถามกลับอย่างใจเย็น
"เช่นนั้น... ท่านค้นพบสิ่งใดบ้างล่ะ"
ฉีหล่านกระตุกยิ้มบางเบา เป็รอยยิ้มเยียบเย็นที่ไม่เคยส่งไปถึงดวงตา
"ข้าค้นพบว่า ศิษย์สายนอกไร้นามผู้หนึ่ง สามารถลงมือทำให้มือสังหารชั้นยอดของข้าถึงสองคนต้องหมดสภาพ โดยที่ไม่มีผู้ใดมองออกถึงวิชาฝีมือ"
เขาจงใจหยุดเว้นจังหวะ สายตาคมกริบจับจ้องไปทั่วร่างของชายหนุ่มตรงหน้า
"และข้ายังค้นพบอีกว่า เ้าใช้เพียงฝ่ามือเปล่าๆ รับลูกเกาทัณฑ์ทะลวงเกราะเอาไว้ได้ โดยที่ร่างกายไร้ซึ่งาแใดๆ เ้าไม่มีพลังปราณให้ผู้ใดััได้เลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้าุโทั้งหมดในสำนักแห่งนี้รวมกันเสียอีก ช่างเป็เื่ที่น่าสนใจยิ่งนัก"
หลินอันเลือกที่จะไม่ตอบโต้ เขายังคงยืนหยัดอยู่ ณ จุดเดิม สงบนิ่งดั่งขุนเขาที่ไร้การสั่นคลอน
ฉีหล่านพินิจมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวสืบต่อ
"ข้า้ารู้ให้กระจ่างว่าเ้าทำเื่เหนือธรรมชาติเช่นนั้นได้อย่างไร และหนทางเดียวที่จะล่วงรู้ได้ ก็คือการทดสอบด้วยสองมือของข้าเอง"
หลินอันทอดถอนลมหายใจออกมาแ่เบา
"ข้าไม่ใช่คนที่ชื่นชอบการต่อสู้หรอกนะ"
"ข้าเองก็ไม่ได้ชื่นชอบเช่นกัน" ฉีหล่านตอบเสียงเรียบ "แต่งานก็คืองาน"
สิ้นคำกล่าว ร่างของฉีหล่านก็พุ่งทะยานออกไปในฉับพลัน!
ปราศจากสัญญาณเตือน ไร้ซึ่งถ้อยคำข่มขู่ และไม่มีแม้แต่จังหวะให้เตรียมตัว เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของยอดมือสังหารก็ประชิดถึงตัวเป้าหมาย
เฟี้ยว!
กำปั้นขวาพุ่งทะลวงเข้าใส่กลางอกของหลินอัน รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด พลังปราณสีโลหิตอัดแน่นอยู่รอบหมัดจนมวลอากาศโดยรอบบิดเบี้ยวสั่นไหว
หลินอันไม่คิดจะขยับกายหลบเลี่ยง
ปัง!
เสียงปะทะดังกึกก้องกังวาน แรงกระแทกมหาศาละเิออกเป็วงกว้าง ฝุ่นดินรอบเตาต้มยาปลิวว่อนกระจาย ฝาหม้อดินเผาสั่นะเืจนเกิดเสียงกระทบกันดังกราว
ทว่าร่างของหลินอัน... กลับยังคงหยัดยืนนิ่งสนิท ไม่ถอยร่นไปแม้แต่ครึ่งก้าว!
ฉีหล่านรับรู้ได้ในวินาทีนั้นว่ามีบางสิ่งผิดปกติอย่างมหันต์ ข้อมือของเขาชาหนึบ แรงสะท้อนตีกลับเข้าสู่ท่อนแขนประดุจชกเข้าใส่หน้าผาศิลามหึมา หาใช่เนื้อหนังของมนุษย์ทั่วไปไม่
ดวงตาสีเทาเข้มเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขาชักกำปั้นกลับโดยสัญชาตญาณ กล้ามเนื้อบริเวณปลายแขนกระตุกเกร็งเล็กน้อยจากแรงสะท้อนอันมหาศาล
ในขณะที่หลินอันยังคงยืนสงบนิ่งเช่นเดิม
"น่าสนใจจริงๆ" ฉีหล่านรำพึงเสียงเบา พลางขยับนิ้วมือเพื่อตรวจสอบสภาพกระดูกของตนเอง
"มวลกระดูกของข้าเพียงแค่หนาแน่นกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยกระมัง" หลินอันอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉีหล่านมองเขาเงียบๆ ก่อนจะส่ายศีรษะ
"นั่นไม่ใช่คำอธิบายที่สมเหตุสมผล"
แววตาของยอดมือสังหารเริ่มแปรเปลี่ยนไป จากความเยือกเย็นสงบนิ่ง กลายเป็การตื่นตัวเตรียมพร้อมรบเต็มรูปแบบ ชายชุดดำเคยผ่านสังเวียนการต่อสู้มาหลายร้อยครั้ง สังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน ทว่าเขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน
ไร้ซึ่งพลังปราณ ไร้ซึ่งแรงกดดัน แต่ร่างกายกลับแข็งแกร่งหนักแน่นประดุจขุนเขา
ฉีหล่านปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในพริบตา
ฟึ่บ!
เขาสืบเท้าถอยหลังไปสามก้าว กางท่อนแขนทั้งสองข้างออกกว้าง ก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณสีโลหิตพุ่งทะลักออกจากฝ่ามือ
กระหึ่ม!
คลื่นปราณสีแดงสดะเิออกเป็แนวกว้าง พุ่งโถมเข้าหาหลินอันดั่งเกลียวคลื่นั์ อากาศรอบลานฝึกร้อนระอุขึ้นในเสี้ยววินาที ใบไม้บนต้นสนถูกแรงลมพัดปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศทาง
หลินอันก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ปล่อยให้คลื่นปราณกระแทกเข้าใส่ร่างกายอย่างจัง
โครม!
แทนที่พลังทำลายล้างนั้นจะทะลวงผ่านร่างของเขาไป มันกลับะเิกระจายออกทางด้านข้าง ราวกับมวลน้ำที่ปะทะเข้ากับกำแพงโค้งขนาดมหึมา แรงคลื่นที่สะท้อนกลับพัดกระหน่ำจนเตาต้มยาด้านหลังพลิกคว่ำลงกระแทกพื้น
เพล้ง!
หม้อดินเผาแตกกระจายละเอียด น้ำยาสมุนไพรที่กำลังเดือดจัดสาดกระเซ็นนองเต็มพื้น
หลินอันหันไปมองเศษซากหม้อต้มยา สีหน้าของเขายังคงราบเรียบ ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับหนักแน่นและแฝงความจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"โปรดอย่าทำลายยาที่ข้าตั้งใจต้มไว้เลย"
ฉีหล่านนิ่งเงียบ เขาก้มมองเศษหม้อดินเผาที่แตกกระจายสลับกับใบหน้าของชายหนุ่ม ครานี้... ภายในดวงตาของมือสังหารระดับสูง ปรากฏร่องรอยของสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
นั่นคือความลังเล
"เ้ารับกระแสปราณระดับทำลายล้างของข้าได้ โดยที่ร่างกายไร้ซึ่งรอยขีดข่วน..." เขาเอ่ยอย่างเชื่องช้า ราวกับยังไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง "เ้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่"
"ข้าเป็เพียงคนธรรมดา" หลินอันตอบเสียงเรียบ "อย่างที่บอก โครงกระดูกข้าอาจจะทนทานกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง"
ฉีหล่านส่ายหน้าปฏิเสธคำกล่าวนั้นอีกครา จากนั้นเขาเริ่มก้าวเดินวนรอบตัวหลินอันอย่างช้าๆ สายตาคมกริบกวาดประเมินทุกสัดส่วน ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังค้นหาจุดอ่อนของอสูรกายตรงหน้า
"ข้าสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง" เสียงของฉีหล่านดังก้องขึ้นระหว่างที่ก้าวเดิน "เ้าไม่เคยเป็ฝ่ายชิงลงมือก่อนเลย ทุกครั้งที่มีการปะทะ เ้าทำเพียงแค่ยืนตั้งรับ นั่นย่อมหมายความว่า... เ้ากำลังพยายามควบคุมบางสิ่งบางอย่างเอาไว้"
หลินอันเลือกที่จะนิ่งเงียบ ทว่าความเงียบนั้นเองที่เป็ดั่งคำตอบอันชัดเจน
ฉีหล่านหยุดฝีเท้าลง
"หากเ้าปลดปล่อยพลังออกไปเต็มที่ สิ่งรอบข้างจะต้องพังพินาศย่อยยับมากกว่าที่เ้าปรารถนาสินะ"
คำวิเคราะห์ของนักฆ่าผู้นี้ช่างแม่นยำจนน่าขนลุก จิติญญาาภายในร่างของหลินอันส่งสัญญาณเตือนแ่เบา มันไม่ใช่อันตรายถึงชีวิต ทว่าเป็การแจ้งเตือนว่าสถานการณ์ตรงหน้ากำลังพลิกผัน
หลินอันจ้องมองอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยตามตรง
"ท่านเป็คนฉลาดหลักแหลมมาก"
ฉีหล่านกระตุกยิ้ม
"ข้าดำรงชีพด้วยการมองหาจุดอ่อนของผู้อื่น และตอนนี้... ข้าค้นพบจุดอ่อนของเ้าเข้าแล้ว"
ทันใดนั้นเอง!
ฟึ่บ!
ฉีหล่านไม่ได้พุ่งเข้าจู่โจมหลินอัน ทว่าเขากลับหมุนตัวและพุ่งทะยานตรงไปยังเตาต้มยาที่เหลืออยู่อีกสองเตาแทน!
เขาพุ่งผ่านเตาไฟ ตวัดฝ่ามือปลดปล่อยพลังปราณเฉือนอากาศ
ปัง! เพล้ง!
ฝาหม้อดินเผาแตกกระจาย น้ำยาร้อนระอุสาดกระเด็นไปทั่วบริเวณ ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของมือสังหาร หาใช่การทำลายเตายาไม่!
ร่างชุดดำทะยานพ้นเขตลานฝึก มุ่งตรงไปยังหอรักษาพยาบาลที่ตั้งอยู่เื้ั ซึ่งภายในนั้นมีเหล่าผู้าุโที่กำลังนอนพักฟื้นร่างกายอยู่!
หลินอันตระหนักถึงเจตนาของอีกฝ่ายในพริบตา เมื่อฉีหล่านไม่อาจค้นหาจุดอ่อนจากร่างกายของเขาได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปเล่นงาน 'สิ่งรอบตัว' ที่เขาพยายามปกป้องแทน
ชายหนุ่มทอดถอนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
ค่ายกลผนึกกายาถูกคลายออกหนึ่งในพันส่วน
ตึก!
พื้นหินแกรนิตยุบตัวลงใต้ฝ่าเท้าทันทีที่เขาก้าวเดิน
ตึก!
รอยบุ๋มลึกปรากฏขึ้นซ้ำอีกจุดเมื่อเขาสืบเท้าก้าวที่สอง
และในก้าวที่สาม...
ตูม!
ร่างของหลินอันพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตก แรงสะท้อนจากมวลกายาอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงเศษเสี้ยว ส่งผลให้พื้นลานฝึกสั่นะเืเลื่อนลั่น
ระยะทางสิบห้าก้าว... ถูกย่นย่อลงเหลือเพียงชั่วพริบตาเดียว!
ฟึ่บ!
หลินอันปรากฏกายขึ้นขวางหน้าฉีหล่าน ณ บริเวณซอกทางเดินแคบๆ ระหว่างหอโอสถกับเรือนเก็บอุปกรณ์
ยอดมือสังหารเบรกฝีเท้าหยุดชะงัก ดวงตาสีเทาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเป็ครั้งแรก
"ความเร็วระดับนี้... เป็ไปได้อย่างไร"
"โปรดถอยร่นออกไปจากสำนักแห่งนี้เถิด" หลินอันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาด "ผู้าุโด้านในกำลัง้าการพักฟื้น ข้าไม่อยากเห็นผู้ใดต้องมาเจ็บตัวเพิ่มอีก"
ฉีหล่านจ้องมองบุรุษตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ
"เ้ายืนขวางทางข้าด้วยความเร็วเหนืุ์ แต่น้ำเสียงกลับเหมือนกำลังขอร้อง มากกว่าจะเป็การออกคำสั่ง นั่นแปลว่าในใจลึกๆ เ้าก็ยังไม่้าที่จะต่อสู้ใช่มั้ย"
"ใช่ ข้าไม่อยากสู้" หลินอันตอบกลับตามความจริง "แต่หากสถานการณ์บีบบังคับ ข้าก็จำต้องกระทำ"
ฉีหล่านเงื้อกำปั้นซ้ายขึ้นอีกครา คราวนี้พลังปราณสีโลหิตถูกบีบอัดจนควบแน่นเป็จุดเดียว อากาศรอบกำปั้นร้อนระอุจนมองเห็นภาพบิดเบี้ยว
เฟี้ยว!
กำปั้นสังหารพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่ลำคอของหลินอัน รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีครั้งแรกถึงสองเท่า!
หลินอันเพียงแค่เอียงศีรษะหลบเล็กน้อย ทรงกำปั้นอันเกรี้ยวกราดพุ่งเฉียดปลายคางของเขาไปเพียงครึ่งชุ่น
ปัง!
หมัดนั้นกระแทกเข้ากับกำแพงศิลาด้านหลังอย่างจัง เสียงหินแตกร้าวดังสะท้าน รอยบุ๋มลึกแผ่ขยายวงกว้างปรากฏขึ้นบนกำแพงหนา เศษหินร่วงกราวลงกองกับพื้น
ฉีหล่านดึงท่อนแขนกลับมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ทว่าแววตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"เ้าเลือกที่จะหลบ... นี่เป็ครั้งแรกที่เ้าไม่ยืนรับการโจมตีตรงๆ"
"หากข้ายังขืนยืนรับต่อไป ลำคอของข้าก็อาจจะรับไม่ไหวเช่นกัน" หลินอันอธิบายเรียบๆ "ร่างกายของข้าแข็งแกร่งก็จริง ทว่าหาได้ทนทานเท่าเทียมกันทุกสัดส่วนไม่"
ฉีหล่านนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด
"ข้าขอถามตามตรง เ้าบ่มเพาะกายาด้วยวิถีใดกันแน่ ข้าศึกษาเคล็ดวิชากายามาทั้งชีวิต ทว่าไม่มีทฤษฎีใดในยุทธภพที่สามารถอธิบายสภาพร่างกายของเ้าได้เลย"
"ข้าไม่ได้ฝึกฝนวิชาบ่มเพาะกายาใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็เช่นนี้มาั้แ่กำเนิดแล้ว" หลินอันตอบตามความจริง
ฉีหล่านชะงักงันไป จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็ลึกล้ำและแหบพร่าลง
"ข้าเข้าใจแล้ว... เ้าไม่ใช่คนของโลกใบนี้"
หลินอันนิ่งงัน
ฉีหล่านกล่าวสืบต่อทันที
"ข้าไม่ได้หมายถึงเื่ภูตผีปีศาจ ทว่าในคัมภีร์บันทึกลับสุดยอดของพรรค มีตำนานบทหนึ่งเล่าขานถึง 'ผู้แบก์' ...บุคคลผู้ถือกำเนิดมาพร้อมกับมวลกายาที่หนักอึ้งเหนือธรรมชาติ และในตำนานยังจารึกไว้อีกว่า เขาผู้นั้นจะปรากฏกายขึ้น ใน่เวลาที่โลงศพปริศนาทั้งยี่สิบสามใบกำลังถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน"
หลินอันััได้ถึงแรงสั่นะเืบางเบาภายในห้วงหัวใจ นามนั้นช่างคุ้นหูเสียจริง... นามเดียวกับตัวอักษรที่สลักลึกอยู่บนด้ามมีดสั้นหยกขาวของเขา
ผู้แบก์
"ข้าก็เป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น" เขาเลือกที่จะตอบยืนยันคำเดิม
ฉีหล่านจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
"ไม่ว่าแท้จริงแล้วเ้าจะเป็ตัวตนระดับใด ข้าก็มีหน้าที่ต้องนำเื่นี้กลับไปรายงาน แต่สำหรับภารกิจของข้า ณ สำนักแห่งนี้ ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว อย่างน้อย... ก็สำหรับวันนี้"
"แล้วเื่โลงศพเล่า" หลินอันเอ่ยถามทันที
"นั่นไม่ใช่เื่ที่ข้าต้องใส่ใจอีกต่อไป" ฉีหล่านตอบเสียงเรียบ "ข้าตัดสินใจถอนตัวจากสัญญาจ้างนี้แล้ว"
หลินอันประหลาดใจเล็กน้อย คำตอบนี้เหนือความคาดหมายเสียยิ่งกว่ากระบวนท่าการต่อสู้เมื่อครู่
"พรรคโลหิตทมิฬสามารถละทิ้งภารกิจและถอนตัวจากสัญญาจ้างได้ด้วยหรือ"
"ย่อมกระทำได้ หากมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ" ฉีหล่านอธิบาย "และตัวเ้า... ก็คือเหตุผลที่หนักแน่นนั้น"
สายลมเย็นพัดโชยมาอีกระลอก ฉีหล่านเผยรอยยิ้มจางๆ
"ผู้ว่าจ้างของข้าไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ว่ามีตัวตนเช่นเ้าพำนักอยู่ที่นี่ นั่นถือเป็การจงใจปิดบังข้อมูลสำคัญ ซึ่งละเมิดกฎการรับงานของพรรค"
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังกำแพงทิศเหนือ ทว่าก่อนจะจากไป ร่างสูงในชุดดำได้หยุดชะงักและเอ่ยทิ้งท้าย
"หลินอัน"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังนั้น
"จงเตรียมตัวไว้เถิด ตระกูลเทียนฉางจะต้องส่งกำลังคนบุกมาอีกแน่ และในคราหน้า... กลุ่มคนที่มาเยือนจะไม่ใช่นักฆ่าจากพรรคโลหิตทมิฬ พวกมันมีกองกำลังสังหารส่วนตัวที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ และไร้ซึ่งขอบเขตใดๆ ทั้งสิ้น"
สิ้นคำเตือน ร่างของฉีหล่านก็ทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงศิลา ก่อนจะเร้นกายหายลับไปท่ามกลางแสงทินกรยามบ่าย
ลานฝึกหวนคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา หลินอันยืนนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม ทอดสายตามองเศษซากหม้อดินเผาที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น
ยาสมุนไพรล้ำค่าสูญเปล่าไปถึงสองเตา...
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดขึ้นมาปัดกวาดเศษซากความเสียหายอย่างเงียบเชียบและใจเย็น
ผ่านไปเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังใกล้เข้ามา
มู่หรงเสวี่ยวิ่งทะยานเข้าสู่เขตลานฝึกพร้อมกับกระบี่คู่กายในมือ สีหน้าของนางตึงเครียดและตื่นตัวเต็มที่ ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับสภาพลานกว้างเบื้องหน้า ร่างบางก็ถึงกับชะงักค้าง
เตาต้มยาพังพินาศ กำแพงศิลามีรอยบุ๋มลึก พื้นหินยุบตัวลงเป็รูปฝ่าเท้าชัดเจน
และหลินอัน... กำลังยืนกวาดพื้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
นางพินิจมองภาพความขัดแย้งตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหอบเหนื่อย
"เกิดเื่อันใดขึ้นกันแน่"
"พอดีมีแขกแวะมาเยือนน่ะ" หลินอันตอบพลางกวาดพื้นต่อ "แต่เขากลับไปแล้วล่ะ"
มู่หรงเสวี่ยกวาดสายตาสำรวจร่องรอยการปะทะรอบลานอีกครั้ง โดยเฉพาะรอยเท้าที่ฝังลึกลงไปในพื้นหินแกรนิต มันลึกเกินกว่าที่น้ำหนักของมนุษย์ปุถุชนจะสร้างขึ้นได้ แรงกดมหาศาลนั้นกระจุกตัวอยู่ตรงกลางรอยยุบ ราวกับมีูเาทั้งลูกร่วงหล่นลงมากระแทกในเสี้ยววินาที
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
"แขกที่สามารถทิ้งร่องรอยเช่นนี้ไว้ได้... คงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเป็แน่"
"เขาไม่ใช่คนธรรมดาหรอก" หลินอันยอมรับ "แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับาเ็"
มู่หรงเสวี่ยไม่ได้คาดคั้นสิ่งใดต่อ แม้ว่าภายในใจของนางจะเต็มไปด้วยหมื่นพันคำถามก็ตามที สุดท้ายนางจึงเก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดอีกด้ามหนึ่งมาถือไว้
"เ้า้าให้ข้าช่วยกวาดหรือไม่"
"หากศิษย์พี่หญิงไม่ได้มีธุระอันใด ข้าก็ยินดี"
นางพยักหน้ารับคำ ก่อนจะลงมือกวาดเศษดินเผาเคียงข้างเขาอย่างเงียบๆ เสียงปลายไม้กวาดเสียดสีกับพื้นหินดังกังวานแ่เบา ภายใต้แสงแดดยามบ่ายคล้อยที่เริ่มอ่อนแสงลง
เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ มู่หรงเสวี่ยจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น โดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ปลายไม้กวาด
"ผู้ที่มาเยือนในวันนี้... เขาได้รับคำตอบที่ปรารถนาแล้วหรือยัง"
หลินอันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
"ได้ไปเพียงบางส่วนเท่านั้น"
"แล้วตัวเ้าเล่า" นางถามต่อ "เ้าได้รับคำตอบที่ตัวเ้าเอง้าแล้วหรือยัง"
ชายหนุ่มหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ข้าเองก็ได้คำตอบมาเพียงบางส่วนเช่นกัน"
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับรู้อย่างเงียบงัน แล้วบุรุษและสตรีทั้งสองก็ก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อไปท่ามกลางความสงบ
แสงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยต่ำลงสู่ทิศประจิม สำนักวิถีเมฆายังคงดูเงียบสงบเฉกเช่นวันวาน
ทว่ามีบางสิ่งบางอย่าง... ได้แปรเปลี่ยนไปแล้วอย่างไม่อาจหวนคืน
ฉีหล่าน มือสังหารเงาได้ถอนตัวออกจากกระดานหมากตานี้แล้ว และในคราหน้า... ตระกูลเทียนฉางจะก้าวล่วงเข้ามาจัดการทุกสิ่งด้วยส้นเท้าของพวกมันเอง
่เวลาแห่งความสงบสุขจอมปลอม... กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว