ตอนที่ 2: ธิดาผู้คุมกฎหน้าน้ำแข็ง
ลานประลอง "ศิลาขาว" ของสำนักกระบี่์กว้างใหญ่ไพศาล พื้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงตะวันยามสายจนแสบตา รอบด้านรายล้อมด้วยอัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยศิษย์นับพันคน เสียงเชียร์และเสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง
บนท้องฟ้าเหนือลานประลอง มีศิษย์ระดับสูงและผู้าุโบางส่วนยืนสงบนิ่งอยู่บนกระบี่ที่ลอยคว้างกลางอากาศ ราวกับเทพเ้าที่มองดูมดปลวกต่อสู้กันเบื้องล่าง
เยี่ยหลางเดินแทรกตัวผ่านฝูงชนที่เบียดเสียด พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่ได้สนใจการต่อสู้ที่วิจิตรพิสดารบนเวที สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหา "มุมอับ" ที่เหมาะแก่การงีบหลับจนกว่าจะจบงาน
"นั่นไง! มุมเสาด้านทิศตะวันตก ร่มรื่น ลมโกรก และไม่มีใครสนใจ..."
เยี่ยหลางยิ้มกริ่ม เตรียมจะย่องเข้าไปซ่อนตัว แต่ทว่า...
เพี๊ยะ!
เสียงแส้หนังแหวกอากาศดังสนั่น ก่อนจะตวัดรัดเข้าที่ข้อมือของเยี่ยหลางอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ราวกับอสรพิษฉกเหยื่อ แรงดึงมหาศาลกระชากร่างของเขาให้เซถลาออกมาจากมุมมืดมายืนเด่นอยู่กลางทางเดิน
"จะหนีไปไหน เยี่ยหลาง?"
น้ำเสียงนั้นไพเราะราวกับระฆังแก้ว แต่กลับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เยี่ยหลางกลืนน้ำลายเอือก ค่อยๆ หันกลับไปมองเ้าของแส้
เบื้องหน้าของเขาคือหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวขลิบน้ำเงิน ลวดลายเมฆาพริ้วไหว นางมีใบหน้างดงามหมดจดราวกับรูปสลักหยกขาว แต่ดวงตาหงส์คู่นั้นกลับคมกริบและไร้แววล้อเล่น ผมยาวสลวยถูกรวบตึงด้วยปิ่นปักผมเงิน เผยให้เห็นลำคอระหงที่เชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง
'หลิวซืออิน' ธิดาคนเดียวของเ้าสำนัก และหัวหน้าผู้คุมกฎระเบียบของศิษย์รุ่นเยาว์ ผู้ได้รับฉายาว่า "เซียนหญิงหน้าน้ำแข็ง"
"แหะๆ... ศิษย์พี่หญิงหลิว" เยี่ยหลางฉีกยิ้มแห้งๆ พยายามแกะแส้ที่รัดข้อมือออก แต่ยิ่งแกะมันยิ่งรัดแน่น "ข้าไม่ได้จะหนี ข้าแค่... เอ่อ... กำลังมองหาทำเลที่เหมาะสมในการซึมซับวิถียุทธ์ต่างหาก"
"ซึมซับวิถียุทธ์ หรือซึมซับความี้เี?" หลิวซืออินสะบัดข้อมือเบาๆ แส้หนังก็คลายออกและพุ่งกลับเข้าสู่มือของนางราวกับมีชีวิต "วันนี้เ้ามีชื่อในรายนามผู้เข้าทดสอบ หากเ้าไม่ขึ้นเวที ข้าจะถือว่าเ้าละเลยหน้าที่โทษฐานคือโบยยี่สิบที และงดอาหารสามวัน"
"ยี่สิบที!" เยี่ยหลางทำตาโต "ศิษย์พี่หญิง ท่านกะจะฆ่าแกงกันเลยรึ? ร่างกายข้าบอบบางยิ่งกว่ากิ่งหลิว หากโดนแส้ปราณอัคคีของท่านเข้าไป คงได้ไปคุยกับรากมะม่วงแน่"
หลิวซืออินขมวดคิ้วเล็กน้อย นางมองสำรวจเยี่ยหลางั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาตำหนิ "เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ารุงรัง กลิ่นตัวเหมือนโรงเก็บฟืน... เ้าทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักเรามัวหมองจริงๆ เยี่ยหลาง ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมท่านพ่อถึงยังเก็บเ้าไว้"
"อาจเพราะข้าหน้าตาดีกระมัง?" เยี่ยหลางตอบหน้าตาย
ดวงตาของหลิวซืออินหรี่ลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนศิษย์รอบข้างรีบถอยห่าง "ดูเหมือนเ้าอยากโดนโบยเดี๋ยวนี้เลยสินะ?"
"ข้าล้อเล่น! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!" เยี่ยหลางยกมือยอมแพ้ ก่อนจะรีบวิ่งจู๊ดไปทางจุดลงทะเบียน
หลิวซืออินมองตามหลังชายหนุ่มไปด้วยสายตาที่อ่านยาก นางถอนหายใจเบาๆ "คนผู้นี้... ไร้แก่นสาร ไร้วรยุทธ์ แต่เหตุใดทุกครั้งที่ข้ามองตาเขา ข้ากลับรู้สึกว่าเขากำลังซ่อนบางอย่างเอาไว้..."
...
ที่โต๊ะลงทะเบียน ผู้าุโคุมลานประลองกำลังขานชื่อคู่ต่อสู้คู่ต่อไป
"คู่ที่สิบห้า... 'เยี่ยหลาง' ปะทะ 'กู่ซาน'!"
ทันทีที่ชื่อ 'กู่ซาน' ถูกประกาศ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วลานประลอง
"กู่ซาน? นั่นมันเ้า 'กระทิงคลั่ง' แห่งหอศาสตราไม่ใช่รึ?" "ตายล่ะวา... เ้าขยะเยี่ยหลางดวงกุดชะมัด กู่ซานขึ้นชื่อเื่ความบ้าเื หมัดของเขาทุบหินผาแตกได้เลยนะ" "ข้าว่าเยี่ยหลางคงยอมแพ้ั้แ่ยังไม่ขึ้นเวทีแน่ๆ"
เยี่ยหลางที่ยืนอยู่ตีนบันไดเวทีได้ยินเสียงซุบซิบชัดเจน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ 'กู่ซานงั้นรึ... ไอ้เ้านั่นตัวใหญ่แต่สมองทึบ ชอบใช้แรงเข้าว่า' เยี่ยหลางคิดในใจ พลางแอบจับ 'ป้ายหยก' ในอกเสื้อเพื่อความอุ่นใจ 'เอาเถอะ อย่างน้อยก็ดีกว่าเจอพวกสายกระบี่บินที่เข้าไม่ถึงตัว'
เขาค่อยๆ เดินลากขาขึ้นไปบนเวที ท่าทางไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนป่วย
บนเวที คู่ต่อสู้ของเขา 'กู่ซาน' ยืนตระหง่านอยู่ ร่างกายสูงใหญ่กำยำราวกับหมีควาย ผิวสีทองแดงสะท้อนแดด กล้ามเนื้อแขนเป็มัดๆ ที่ดูพร้อมจะะเิเสื้อผ้าออกมาได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญคือ... เขาไม่ได้พกกระบี่ แต่สวมสนับมือเหล็กสีดำทมิฬ
"เฮ้ย! ไอ้ขยะเยี่ยหลาง!" กู่ซานคำรามเสียงดังจนพื้นเวทีะเื "รีบๆ ชักกระบี่ของเ้าออกมา แล้วเข้ามาให้ข้าทุบซะดีๆ ข้าจะได้รีบไปกินข้าว!"
เยี่ยหลางยืนเกาพุง มืออีกข้างจับที่ด้ามกระบี่เก่าๆ ที่เหน็บเอวอยู่... แต่เขาไม่ได้ชักมันออกมา
"พี่ชายกู่..." เยี่ยหลางยิ้มแหยๆ "ท่านก็รู้ว่ากระบี่เล่มนี้มันขี้อาย มันไม่อยากออกมาเจอหน้าคนโหดๆ แบบท่านหรอก ข้าขอยอมแพ้ได้หรือไม่?"
"ไม่ได้!" กู่ซานตะคอก "กฎของสำนักระบุว่าต้องมีการปะทะอย่างน้อยสามกระบวนท่าจึงจะยอมแพ้ได้... เข้ามา! อย่าให้ข้าต้องโมโหแล้วบุกเข้าไปเอง!"
เยี่ยหลางถอนหายใจอีกครั้ง เขาปรับท่าทางการยืนเล็กน้อย คนทั่วไปมองเห็นเขายืนทิ้งน้ำหนักลงขาซ้ายแบบี้เีๆ แต่ในสายตาของปรมาจารย์... นี่คือท่านำร่องที่พร้อมจะสปริงตัวไปได้ทุกทิศทาง
"ก็ได้ๆ สามกระบวนท่าใช่ไหม?" เยี่ยหลางพึมพำ "งั้นข้าจะรับมือท่านด้วย... ฝักกระบี่นี่แหละ"
"สามหาว! กล้าดูถูกข้ารึ!"
กู่ซานโกรธจัด เส้นเืปูดโปนขึ้นที่ขมับ เขาคำรามลั่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเยี่ยหลางด้วยความเร็วที่น่าใสำหรับคนตัวใหญ่ หมัดขวาที่สวมสนับมือเหล็กง้างขึ้นสูง อัดแน่นด้วยลมปราณสีส้มจางๆ ที่มีความรุนแรงพอจะทุบกะโหลกวัวให้ยุบได้
"ตายซะ!"
หมัดั์ฟาดลงมากลางกบาลของเยี่ยหลาง
วินาทีนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเยี่ยหลาง เขาไม่ได้มองที่หมัด... แต่มองที่ 'เท้า' ของกู่ซาน
'แรงส่งจากน่องขวา ถ่ายเทน้ำหนักมาข้างหน้าจนหมด... สมดุลเสียไป 80% เพื่อแลกกับความแรง...'
เยี่ยหลางไม่ได้ถอยหนี และไม่ได้ใช้กระบี่รับ แต่เขาก้าวเท้าสวนเข้าไป 'ครึ่งก้าว' ในระยะประชิด จนแทบจะแนบชิดกับอกของกู่ซาน
ฟุ่บ!
หมัดของกู่ซานวูบผ่านใบหูของเยี่ยหลางไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เส้นผมของเขาปลิวไสวตามแรงลม เสียงฮือฮาเงียบกริบลงทันที
สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ เยี่ยหลางไม่ได้ถูกทุบเละ แต่เขากลับเอาไหล่ขวาเข้าไปกระแทกที่รักแร้ของกู่ซาน มือซ้ายจับที่ข้อมือของคู่ต่อสู้ และขาขวา... สอดเข้าไปขัดอยู่หลังข้อพับเข่าของั์ใหญ่
มุมปากของเยี่ยหลางกระตุกยิ้มมุมปาก "พี่ชายกู่ ตัวท่านหนักดีจริงๆ... แต่ยิ่งหนัก เวลาล้มมันยิ่งเจ็บนะขอรับ"