บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิท
เคลฟีเมื่อได้เห็นหน้าของเอเลโอสพี่ชายของเธอเธอค่อยๆเอามือลง มองตาค้างไม่ขยับ ร่างกายสั่นไหวพร้อมกับสงสัยว่าภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็ของจริงหรือไม่
เพราะมัวแต่ใคิดว่ามีปีศาจที่ไหนมาทำร้ายเพื่อนของเธอจึงไม่ทันได้สังเกตว่า ผลึกที่อยู่ใจกลางห้องได้พังถลายลงมาแล้ว
ส่วนเอลก็ไม่ต่างกันคนที่เขาไม่คิดว่าจะเจออีกครั้ง กลับมายืนอยู่ตรงหน้า
ถึงจะบอกกับตัวเองอยู่หลายต่อหลายครั้งให้ทำใจเื่ที่เคลฟีได้ตายไปแล้วแต่ลึกๆในใจ เขาก็แอบหวังว่าเธอจะมีชีวิตรอดมาโดยตลอด
ยิ่งเวลาผ่านหลายปีก็ยิ่งทำให้ความหวังนั้นน้อยลงไปเรื่อยๆ จนไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอเธออีกแล้ว
ทั้งๆที่ทำใจยอมรับไปแล้วแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ มันทำให้น้ำตาของเขานั้น ค่อยๆไหลออกมา
ไม่ว่าจะเพราะด้วยเหตุผลใดแต่เธออยู่ตรงนี้แล้ว คนที่เขาอยากเจอมากที่สุด
เอลก้าวขาออกไปวิ่งไปที่น้องสาวของเขา
และเข้ากอด
ราวกับเวลาหยุดนิ่ง เอลััไปที่แผ่นหลังเธออยู่ตรงนี้แล้ว อยู่ตรงนี้จริงๆ เขาสวมกอดเธอไว้แน่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมา
“พี่ขอโทษ พี่ขอโทษนะ” น้ำเสียงอันสั่นเครือ ปนไปด้วยความรู้สึกอันมากมายทั้งความคิดถึง ความเศร้า และความสุข
คำพูดที่เขาอยากพูดมาตลอดในที่สุดก็ได้พูดคำนั้นออกมา
น้ำตาของเคลฟีนั้นก็ค่อยๆไหลออกมาเช่นกัน
เสียงหัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ
สิ่งที่เคลฟีคิดแทบไม่ได้ต่างจากเอลเลยตลอดระยะเวลาหลายต่อหลายปีที่ผ่านมาเธอหาหนทางที่จะรักษาเอลมาตลอดแต่กลับไม่มีวิธีไหนสำเร็จ
สุดท้ายก็ทำได้แค่รักษาร่างกายของพี่เธอไว้รอไปกับความหวังลมๆแล้งๆ แม้จะรู้ว่าพี่ของเธอจะไม่มีวันตื่นขึ้นมา แต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าตอนนี้ต่อให้แม้จะเป็เพียงความฝัน เธอก็อยากจะขอก็อยู่ตรงนี้ตลอดไป ขอระบายความรู้สึกและความคิดถึงตลอดหลายปีมานี้ทั้งหมด
เคลฟีกอดเอลกลับและร้องไห้ออกมาไม่หยุด
ความเศร้าความคิดถึง และความรัก เสียงพวกนั้นของทั้งสองคนดังต่อเนื่อง
.
..
…
จนเวลาผ่านไปในที่สุดทั้งคู่ก็เริ่มใจเย็นลง
เอลเอามือเช็ดน้ำตาของเคลฟีทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยนและยิ้มให้
“ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอเ้าสะแล้ว"
เคลฟีสูดน้ำมูกทีนึงเข้าไปกอดเอลเอาหน้าซบไว้อีกครั้ง
“หนูก็เหมือนกัน” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ
เขาค่อยๆเอามือลูบหัวเคลฟีอย่างอ่อนโยน
“เอาละเกิดอะไรขึ้นบ้างเนี่ย เล่าให้ฟังทีนะ”
.
..
…
ปราสาทจอมมารเป็ปราสาทที่สูงราว200 เมตร มีรูปทรงลักษณะหกเหลี่ยม รอบนอกเป็กำแพงสูงอีกชั้นหนึ่งด้านในตัวปราสาทความสูงของเพดานแต่ละชั้นสูงมาก ทำให้มีเพียง 20 ชั้น โดยดาดฟ้าที่จอมมารเคยใช้ร่ายเวทย์ก่อนที่จะหลุดไปโลกอื่นจะอยู่ที่ชั้นที่ 17 ส่วนอีก 3 ชั้นถัดมาจะเป็ชั้นที่มีพื้นที่เล็กลงมาและยังเป็พื้นที่ส่วนตัวที่ไม่อนุญาติให้ปีศาจตนไหนขึ้นมาอีกด้วย
เหตุผลเป็เพราะเป็ที่พักของจอมมารเอลและเคลฟีโดยเฉพาะชั้น 18 เป็ห้องของเอล ชั้น 19 เป็ห้องของเคลฟี
ส่วนชั้นสุดท้ายเป็โรงอาบน้ำขนาดใหญ่
ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ที่ชั้น17 เหมือนเดิมแต่เป็อีกฝั่งนึงจากห้องโถงที่เคยมีร่างของเอลอยู่
ภายในห้องคือห้องประชุมขนาดใหญ่ใจกลางห้องมีโต๊ะสีขาวยาวติดกันในลักษณะวงกลม ฝั่งนึงของโต๊ะทิศทางดังกล่าว มีเก้าอี้ที่มีลักษณะประณีตกว่าเก้าอี้ตัวอื่นๆอยู่สองตัวในครั้นอดีตมันคือที่นั่งของจอมมารเอเลโอสและเคลฟีล่า ส่วนห้องนี้ก็เคยเป็ห้องประชุมสำหรับพวกปีศาจระดับสูงที่คอยรับใช้
เคลฟีค่อยๆพยุงเขามานั่งที่เก้าอี้หรูหราตัวนั้นเพราะกลัวว่าร่างกายของเอลยังไม่แข็งแรง ซึ่งจริงๆมันก็เป็แบบนั้นแม้แต่เดินยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เป็เพราะเขาใช้เวทมนตร์เสริมพลังกายอยู่จึงทำให้เคลื่อนไหวได้
เคลฟีลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งใกล้ๆแบบติดๆกันทั้งยังจับมือเอลไว้ไม่ปล่อยอีกต่างหาก
เอลตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อน
“งั้นเดียวข้าเล่าส่วนของข้าก่อนนะ”
“ตอนที่ใช้เวทย์มิตินั้น ข้ารู้สึกแค่ว่าเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในฝันร้ายทุกอย่างมืดไปหมด รู้สึกเป็ฝันที่นานแสนนานแต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถลืมตาตื่น”
เอลตัดสินใจที่จะโกหกไปก่อนถ้าเล่าว่าตัวเองไปอยู่บนโลกใบอื่นมา มันเป็อะไรที่เกินจินตนาการไปหน่อยไม่ว่าใครก็คงทำใจเชื่อยาก เอลกล่าวต่อ
“พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองไปอยู่ในผลึกนั่นสะแล้ว พอได้ยินว่าผ่านมา 15 ปีแล้วข้าก็แทบใจสลายเลยล่ะ โชคดีๆจริงๆที่เธอปลอดภัย หลังจากวันนั้นเกิดอะไรขึ้นหรอเคลฟีหนีไปได้ยังไงกัน”
เคลฟีจับมือเอลไว้แน่นและทำหน้ารู้สึกผิดออกมา
“ขอโทษด้วย ที่หนูช่วยอะไรพี่ไม่ได้เลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
พอเธอได้ยินว่าเอลต้องไปติดอยู่ในฝันร้ายพวกนั้นเธอก็รู้สึกผิดที่ตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย
“ไม่ต้องขอโทษหรอก ถ้าข้าเป็เ้าข้าก็จะหนีเหมือนกัน เื่นี้เคลฟีไม่ได้ผิดอะไรเลยต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้นหรอ”
“เอะ! ข้าไม่ได้หนีนะคะ”
เอลทำหน้าฉงนตะกี้เคลฟีเพิ่งจะขอโทษนี่ ถ้าไม่ใช่เื่หนีแล้วเื่อะไรกัน ที่สำคัญเธอรอดมาได้ยังไง?
“เหตุการณ์ในวันนั้น เราชนะคะ”
“หะ!!?” เอลทำหน้าฉงนอีกครั้งทั้งๆที่เขาตายไปแล้วเนี่ยนะ ร่วมมือกันยังเอาชนะพวกผู้กล้าไม่ได้เลยแถมกองทัพปีศาจก็เหลือน้อยกว่าด้วย ชนะได้ไงกันเนี่ย?!
.
..
...
....
15ปีก่อน
าตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างมนุษย์และปีศาจ
แสงประหลาดสว่างจ้าบนปราสาทจอมมารจะค่อยๆดับไป
แต่บรรยากาศยังคงไม่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทุกคนต่างกางโล่และบาเรียทั้งหมดที่มีเพื่อเตรียมรับมือ
จำนวนคนและปีศาจรวมหลายแสนแต่ไม่มีใครส่งเสียงพูดใดๆ บรรยากาศเงียบสะจนได้ยินเเสียงหายใจของคนที่อยู่ใกล้ๆทุกคนต่างเตรียมรับมือกับเวทมนตร์ที่กำลังจะมา
จนเวลาผ่านไปครู่นึงก็เริ่มมีเสียงซุบซิบขึ้นมาบ้าง
(เกิดไรขึ้นน่ะ),(แค่นี้หรอ),(เอาไงต่อ),(พลังเวทย์ข้าจะหมดแล้ว),(กลุ่มผู้กล้าทำไรอยู่เนี่ยไม่สั่งการหน่อยหรอ),(นี้มันหมายความว่าไงกัน),(ควรรอต่อไหม)
หลังจากมีคำสั่งให้กางบาเรีย ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเหล่าทหารเริ่มที่จะพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แม้แต่ซาเวีย เองก็
“โอ๊ค เกิดไรขึ้นเนี่ย! ไหงจู่ๆ ฝั่งจอมมารก็เงียบไปเลย”
โอ๊คขมวดคิ้วเขาทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นก็เอามือที่กางบาเรียอยู่ทั้งสองข้างลงเวทย์บาเรียจำนวน 10 ชั้น ก็ค่อยๆสลายไป
“ฮืม… จอมมารเอเลโอส ตายแล้ว…” โอ๊คพูดออกมาเรียบๆ..
“หา!!?”
สมาชิกกลุ่มผู้กล้าที่อยู่รอบๆก็พากันส่งเสียงแปลกใจพร้อมกัน
“ม..หมายความไง?”
ซาเวียร์ถามอย่างแปลกใจไม่ใช่แค่ซาเวียร์ทุกคนในกลุ่มผู้กล้ารวมไปถึงทหารที่อยู่ใกล้ๆ ก็หันมามองกับสิ่งที่โอ๊คเพิ่งพูดออกไป
"การตรวจจับเวทย์น่ะ พลังเวทย์ก่อนหน้านี้ที่ข้าตรวจสอบได้ไม่ใช่ผู้ใดที่จะมีพลังเวทย์มหาศาลแบบนั้นได้หรือก็คือเป็การใช้ผลึกเวทย์ที่ต้องใช้เวลาเก็บสะสมหลายปี"
ซาเวียร์กับพรรคพวกคนอื่นๆก็ยังงงๆ แล้วอะไรที่ยืนยันได้ว่าจอมมารเอเลโอสตายไปแล้ว
“การโอเวอร์โหลดน่ะ เคยได้ยินเื่ที่ว่าถ้าอัดพลังเวทย์ใส่คนๆนึงเยอะๆแล้วคนๆนั้นจะตายไหม นั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจอมมารเอเลโอสเขารับพลังเวทย์มหาศาลเข้ามา แต่กลับไม่สามารถร่ายเวทย์ปล่อยออกไปได้สำเร็จทำให้ร่างกายไม่อาจรับพลังเวทย์จำนวนขนาดนั้น และผลของการกระทำนั้น ก็คือความตาย”
ระหว่างที่กลุ่มผู้กล้ากำลังใกับเื่ที่โอ๊คพูดอยู่นั้น
“หลีกทาง!หลีกทาง! ” เสียงชายคนหนึ่งะโพร้อมกับเสียงม้าวิ่งที่กำลังเข้ามา
เขาหยุดม้าใกล้ๆกับจุดที่ผู้กล้ายืนอยู่สมาชิกกลุ่มผู้กล้าแต่ละคนนั้น ต่างเป็คนสำคัญของแต่ละประเทศการกระทำเช่นนี้นับว่าเสียมารยาทมาก แต่ชายผู้ที่ขี่ม้าเข้ามานั้นคือ อิราซิลเลลิไลออน ผู้มีสิทธิสืบทอดบัลลังก์อาณาจักรเลลิไลออน อันดับหนึ่งทั้งยังเป็หนึ่งในอดีตสมาชิกกลุ่มผู้กล้า
เหตุผลที่เขาออกจากกลุ่มผู้กล้าเป็เพราะการได้รับเลือกเข้ามาเป็ผู้มีสิทธิสืบทอดลำดับ 1 การเข้าร่วมกลุ่มผู้กล้าทำให้เขามีชื่อเสียงและชนะใจแก่ประชาชนในประเทศเป็อย่างมากนอกเหนือจากนั้นพี่ของเขาก็ไม่เคยแสดงผลงานอะไรเท่าไร ทั้งยังมีแต่เื่แย่ๆ
ทั้งๆที่ยังมีาแต่กลับมีนางสนมเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อนไม่เคยใส่ใจประชาชน ด้วยเหตุนั้นเพื่ออนาตตของประเทศ กษัตริย์จึงยกสิทธิผู้สืบทอดให้แก่อิราซิล เลลิไลออน ไปแทน
ด้วยความที่ตัวเองต้องอยู่ในฐานะผู้ปกครองประเทศในอนาคตแล้วทำให้เขาต้องออกจากกลุ่มผู้กล้าไป
“ซาเวียร์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ สถานการณ์เป็ยังไงกัน?” อิราซิลถามอย่างร้อนรน
หลังจากที่มีแสงประหลาดเกิดขึ้นที่ปราสาทจอมมารโอ๊คก็สั่งให้ทุกคนเตรียมตั้งรับ แต่นี้ก็ผ่านมาหลายนาทีแล้วทุกคนเลยยังไม่รู้ว่าจะเอาไงต่อ
“จอมมารเอเลโอสตายแล้ว เตรียมส่งกองทัพบุกกันได้เลย.”
“ห่ะ!?”
ทางฝั่งจอมมาร
วงเวทย์ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าเอเลโอสค่อยๆดับไป
ร่างกายของเขาค่อยๆล้มลง
เคลฟีล่าที่อยู่ใกล้ที่สุดในตอนนั้นรีบพุ่งเข้าไปรับไว้ได้ทัน
“ท่านพี่คะ!?.”
เคลฟีพยายามเรียกแต่ร่างของเอลก็ยังคงแน่นิ่ง
พวกปีศาจระดับสูงที่อยู่ด้านหลังก็พากันใไปตามๆกัน
“แย่ละ!!!”
ทากูสจู่ๆ ก็พูดแบบนั้นขึ้นมา ไม่เพียงแค่นั้นเขายังตัวแข็งทื่อเกร็งไปทั้งตัวจนถึงขั้นเหงื่อตก
ตระหนักได้ว่าที่เคลฟียังไม่รับรู้เพราะอาจมัวแต่ใแต่สิ่งที่เขาเพิ่งตรวจสอบได้ก็คือพลังเวทย์ของจอมมาร
เอเลโอส มันหายไปหมดแล้วการที่ไม่สามารถตรวจสอบพลังเวทย์ในร่างกายได้นั้นหมายถึงคนๆนั้นตายไปแล้ว!
“ท่านพี่คะ! ท่านพี่คะ!!”
เคลฟีค่อยๆวางเอเลโอสลงกับพื้นและเขย่าเรียกอยู่หลายครั้ง น้ำเสียงของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความกลัวเธอเองก็รู้สึกท่าไม่ดีแล้ว
“ทากูส! ท่านพี่เป็อะไรไปน่ะ! ทำอะไรสักอย่างทีสิ!”
ตามจริงแล้วเธอเก่งกว่าทากูสมากแต่เพราะเธอเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน
ทากูสเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงจอมมารเอเลโอส มักพูดจาเ็าใส่จอมมารเคลฟีตลอดถ้าเป็คนอื่นก็คงจะคิดว่าทั้งคู่ไม่ได้รักกันเท่าไรมีเพียงเขาที่มักอยู่กับจอมมารเอเลโอส ถึงรู้ว่าจริงๆแล้วเอเลโอสรักน้องของเขามากแค่ไหน ยิ่งพอเห็นจอมมารเคลฟีล่าเป็แบบนี้ไปแล้วในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความข่มขื่น
“ขอโทษที่ด้วยครับ ท่านเคลฟีล่าข้าได้ตรวจสอบพลังเวทย์ในตัวท่านจอมมารไปแล้ว ท่านจอมมารเขา….”
ทากูสก้มหัวสุดชีวิตแต่เขาก็ไม่รู้จะบอกจอมมารเคลฟีล่ายังไงดีเหมือนกัน
“มันไม่มีใช่ไหมล่ะ! ข้ารู้อยู่แล้ว! เพราะงั้นรีบทำอะไรสักอย่างทีสิ!”
ทากูสเงยหน้าขึ้นมามองเพิ่งสังเกตเห็นได้ว่า จอมมารเคลฟีล่า พยายามถ่ายโอนพลังเวทย์ให้จอมมารเอเลโอสอยู่ตลอด เธอรู้เื่ที่ว่ากระแสเวทย์ในตัวจอมมารเอเลโอสหายไปหมดแล้ว แต่เธอแค่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น
เสียงซุบซิบดังขึ้น
ปีศาจระดับสูงที่อยู่รอบๆ พอได้ยินเื่ที่ทากูสพูดกับจอมมารเคลฟีก็เริ่มใช้เวทมนตร์ตรวจสอบพลังเวทย์ของจอมมารเอเลโอสดู ผลเป็เช่นเดิมตอนนี้ทุกคนรู้ว่าจอมมารเอเลโอสได้ตายไปแล้ว
ส่วนเคลฟีนั้น..
น้ำตาของเธอค่อยๆไหลออกมา
“ตื่นสิ ตื่นสิ.. จะไปแบบนี้ไม่ได้นะ ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความทุกข์ทรมาน เธอจซบลงไปที่บริเวณอกของพี่ชายของเธอพยายามเรียกพี่ชายของเธอให้ลืมตาตื่นขึ้นมา แต่ก็ไม่เป็ผล
น้ำตาที่พรั่งพรูเธอกรีดร้องด้วยความเ็ปแสนสาหัสออกมา…
สมรภูมิด้านล่าง
!!
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้กล้าแทลแลน ซาดอรอล เอลฟ์นักฆ่าจากอาณาจักรเอลฟ์ จู่ๆก็สะดุ้งและหยุดเดิน
สมาชิกคนอื่นๆพอสังเกตเห็นก็หยุดเดินตามๆกันเอลฟ์มีััด้านการได้ยินสูง ทุกคนทราบเื่นั้นดี เมื่อเขามีท่าทีแบบนั้น แสดงว่ามีอะไรผิดปกติไป
“หืม มีอะไรรึเปล่า?” ซาเวียถาม
แทลแลนค่อยๆมองขึ้นไป้าปราสาทจอมมาร
เขาไม่พูดอะไรชั่วขณะก่อนที่จะตอบกลับ
“จอมมารเคลฟีล่า.."
“?นางทำไมหรอ”
“เธอกำลังกรีดร้องกับการสูญเสียคนที่ตนรักไปน่ะ”
ทุกคนในกลุ่มตอนนั้นเข้าใจในทันที
ไม่มีใครทำท่าทีดีใจ หัวเราะ หรือว่าสมน้ำหน้าแต่อย่างใด ั้แ่ที่ได้ต่อสู้กับทั้งคู่มาจอมมารเอเลโอสและจอมมารเคลฟีล่า อยู่ด้วยกันตลอดปีศาจที่มีหน้าตาเหมือนมนุษย์คู่แรกบนโลก หากคนใดคนหนึ่งต้องจากไปก็พอจะเดาความเศร้าและความทรมานของคนอีกคนได้เลยถึงจะเป็ศัตรูกันแต่ตอนนี้ทุกคนกลับแสดงความเสียใจออกมา
“ไปกันเถอะ”
ซาเวียพูดตัดบทจากนั้นเขาและพรรคพวกคนอื่นๆก็มุ่งหน้าต่อไปที่ปราสาทจอมมาร
.
..
…
เวลาผ่านไปได้ราวๆ10 นาที
เคลฟีลองพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ของเธอฟื้นขึ้นมาแต่ไม่มีวิธีไหนสำเร็จตอนนี้เธอได้แต่กอดร่างที่ไร้ซึ่งิญญาของพี่ชายอยู่แบบนั้น เธอร้องไห้ออกมา ราวกับจะไม่มีน้ำตาจะให้ไหลอีกแล้ว
ปีศาจระดับสูงกว่าห้าสิบตนที่อยู่รอบๆตอนแรก ตอนนี้เหลือเพียงแค่ประมาณครึ่งนึงเท่านั้นเพราะส่วนใหญ่พอรู้ว่าจอมมารเอเลโอสตาย ก็พากันหนีไปทันที ที่เหลืออยู่ตอนนี้เป็พวกที่บินไม่ได้และพวกที่ซื่อสัตย์กับสองจอมมารเท่านั้น
ทากูสนั้นแม้ตัวเองจะใช้เวทย์บินได้แต่เขาก็เลือกที่จะอยู่ต่อ ในอดีตสองพี่น้องจอมมารเคยช่วยเขาไว้แม้จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่ลืมบุญคุณนั้น
ทากูสเดินเข้ามาใกล้
“ท่านเคลฟีครับ.. ตอนนี้กลุ่มผู้กล้ากำลังเข้ามาด้านในปราสาทแล้วครับ"
“……."
เคลฟีไม่ตอบกลับใดๆไม่แสดงกิริยาอะไรแม้แต่น้อย แต่เธอกลับหยุดนิ่งสนิท
พอเห็นจอมมารเคลฟีไม่พูดอะไรทากูสก็กล่าวต่อ
“ถ้าเป็ตอนนี้ยังพอหนีทันนะครับ ข้าจะคอยล่อพวกผู้กล้าไว้เองได้โปรดหนีไปเถอะครับ”
ในที่สุดเคลฟีก็ขยับเธอเงยหน้าขึ้นมามองทากูส
“ทากูส ขอบใจเ้ามากสำหรับที่ผ่านๆมานะหากเ้าจะหนีไปกับคนอื่นๆข้าก็ไม่ว่าอะไรเ้าหรอก แต่ถ้าไม่ข้าก็มีเื่จะขอร้องหน่อย”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ครับ ไม่ว่าจะเป็อะไรข้าก็พร้อมทำให้ได้ทุกอย่าง” ทากูสก้มหัวให้อีกครั้ง
เคลฟีใช้เวทย์ลดน้ำหนักไปที่ร่างของพี่ชายเธอจากนั้นก็อุ้มร่างของพี่ชายเธอลุกขึ้นมาและเดินไปทางด้านในจากนั้นก็วางร่างของพี่ชายเธอไว้ในท่านั่งติดกับกำแพง
เธอหันมามองทากูสและกล่าว
“ข้า้าให้ท่านจอมมารจากไปอย่างสงบ เ้าจงนำร่างของท่านจอมมารหนีไปสะ แล้วช่วยไปฝังไกลๆจากเงื้อมมือของมนุษย์ที”
ทากูสยังคงไม่เข้าใจแล้วจอมมารเคลฟีล่ะ? ทำไมถึงฝากร่างท่านจอมมารเอลไว้กับเขา
แต่ยังไม่ทันได้คำตอบพูดจบเคลฟี ก็เดินดิ่งๆ อย่างรวดเร็วไปทางบรรไดด้านล่าง ปีศาจที่อยู่แถวนั้นพอเห็นสีหน้าจอมมารเคลฟี ก็พากันหลีกทางให้ ไม่ว่าใครก็ดูออก ตอนนี้เธอโกรธจัดและกำลังจะไปล้างแค้นกับกลุ่มผู้กล้าแบบไม่คิดชีวิตแล้ว
“เดียวก่อน!! ท่านเคลฟี!”
ทากูสรีบะโเรียกแต่เธอก็ยังคงเดินตรงต่อไปไม่สนใจทากูสแม้แต่น้อย
พอตระหนักได้ว่าจอมมารเคลฟีจะไปไหนเขาก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าไปที่แขนของจอมมารเคลฟี รั้งเธอไว้
“ท่านเสียสติไปแล้วรึไง! ท่านคนเดียวจะทำอะไรได้ นี่มันไม่ต่างกับการฆ่าตัวตายชัดๆ!”
นี่เป็ครั้งแรกที่ทากูสกล้าขึ้นเสียงกับจอมมารเคลฟีแบบนั้นเขาเองก็รู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย ทั้งๆที่พยายามกันมามากมายขนาดนี้ แต่จอมมารเคลฟีกลับกำลังจะทิ้งชีวิตตัวเองง่ายๆ
เคลฟีสะบัดมือทากูสออก แล้วเดินต่อไป โดยไม่หันกลับมามองทากูสเช่นเคย
“คิดว่าท่านเอเลโอส้าแบบนี้รึไง!!!” ทากูสะโ
“. . .”
เคลฟีหยุดเดินอาจเป็เพราะเอาเื่จอมมารมาพูด ทำให้เคลฟีไม่พอใจรึเปล่า ทากูสคิดเช่นนั้นแต่นั้นก็ไม่สำคัญไม่ว่าจะยังไงเขาก็จะหยุดเคลฟีไว้ให้ได้ ทากูสพูดต่อ
“ถ้าท่านเอเลโอสยังอยู่ จะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าเ้ามายอมตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้!”
เคลฟียังคงไม่ตอบกลับใดๆนางยืนหยุดอยู่กับที่อย่างนั้น
และในที่สุดเธอก็ค่อยๆหันกลับมา
ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา
“แต่ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว..”
เสียงของเธอสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเ็ปสำหรับเธอจะชนะหรือแพ้ก็ไม่สำคัญวันพรุ่งนี้ที่ไม่มีเอลทุกอย่างมันก็ไร้ความหมายแล้ว
ทีแรกเขาคิดว่าเคลฟีนั้นแค้นเป็จนเืเืขึ้นหน้าและจะไปสู้กับพวกผู้กล้าแบบไม่คิดชีวิต แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วเคลฟีแค่้าที่จะตายตามพี่ของเธอเท่านั้น
“ขออภัยสำหรับเมื่อสักครู่ หากแต่ว่าข้าคงต้องกล่าวเช่นเดิมหากท่านจอมมารยังอยู่เขาคง้าให้ท่านมีชีวิตรอดต่อไปไม่ผิดแน่เรายังแก้แค้นได้! ขอแค่ท่านมีชีวิตรอด แม้จะใช้เวลานานแต่เรายังสามารถรวบรวมกำลังสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่ได้! ”
น้ำตาของเคลฟียังคงไหล พอเห็นอย่างงั้น ทากูสเลยรีบลงไปก้มหน้าคุกเข่า
แก้แค้น? คนที่เป็คนผิดคือเธอเองแท้ๆที่ทำอะไรไม่ได้เลยอยากจะตายๆไป จะได้ไม่ต้องทนกับความรู้สึกพวกนี้
(ข้ามันไร้ประโยชน์จริงๆสินะคะไม่มีท่านพี่ข้าก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง..)
(แต่ถึงจะอย่างงั้น..)
(ทากูสก็พูดถูกท่านพี่คงไม่ได้้าให้ข้าตายไปอย่างไร้ค่าเช่นนี้)
(และคนที่ทำให้ท่านพี่ต้องตายก็ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว..)
เล็บมือของเคลฟีค่อยๆยาวออกมา
ที่ท่านพี่้าคือการล้างบางมนุษย์ข้าที่เป็ถึงจอมมาร อย่างน้อยก่อนตายข้าต้องทำให้ความปรารถของท่านพี่ให้ได้สะก่อน!
เธอเช็ดน้ำตาและหันกลับหาทากูส สูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นปรับเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเ็าเหมือนแต่ก่อน
“อืม…” เธอกล่าวสั้นๆ
ทากูสพอได้เห็นว่าเคลฟีกลับมาเป็ปกติแล้วเขาก็ยิ้มอย่างยินดี ภายใต้หน้ากาก
“ข้าจะไปล่อพวกที่ดักรออยู่ด้านนอก ท่านก็ใช้จังหวะนั้นพาร่างท่านจอมมารหนีไปเลยนะครับ”
“พูดอะไรน่ะทากูส?”
“ครับ?"
“เราไม่ได้จะหนีสะหน่อย เราจะไปฆ่าล้างพวกมันต่างหาก”
ราวกับคนละคนกับก่อนหน้าสายตาของเคลฟีเผยถึงความอาฆาตจนน่าขนลุกจอมมารเคลฟีล่าไม่ใช่เพราะแค่สนิทกับจอมมารเอเลโอส เลยถูกเรียกว่าจอมมาร มนุษย์เรียกอย่างงั้นเพราะความแข็งแกร่งของเธอในาจริงๆ
“แต่ท่านครับ! พวกผู้กล้ากำลังมาทางนี้นะครับ!”
พอได้ยินอย่างงั้นเคลฟีก็จ้องไปที่ทากูสอย่างไม่พอใจขึ้นมา
“ทากูส..ถึงหนีไปได้ พวกมนุษย์ก็จะตามล่าเราอยู่ดี แล้วเราก็จะได้แต่หนีไปเรื่อยๆ”
เธอกล่าวต่อ
“ไม่ต้องห่วงข้ามีอะไรมาเซอร์ไพรส์พวกมันแน่นอน””
ทากูสยังคงไม่พูดอะไรเขากำลังสงสัยว่าสถานการณ์เช่นนี้จะเอาชนะได้ยังไงกัน !
“ทำตามที่บอกก็พอ ทากูส ไปรวบรวมปีศาจที่เหลืออยู่มา เรามาทำหลุมฝังศพให้พวกมันกันเถอะ!...”