งานเลี้ยงฉลองในวันนี้ เป็การแสดงความยินดีกับคุณหนูทั้งสามที่สอบเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้
หวังเหล่ยจึงเชิญเฉพาะคนที่สนิทกันอย่างจวนตระกูลฉี ที่เขา้าให้บุตรชายตระกูลฉีแต่งกับหวังอัน
หวังเหล่ยและฉีเฟยอยากให้ทั้งสองตระกูลได้เกี่ยวดองกัน โดยพวกเขาได้คุยกันไว้แล้ว เื่จะจับคู่ให้ฉีชางกับหวังอัน
หวังเหล่ยรู้ว่าบุตรสาวของตนผูกใจรักใคร่ฉีชาง เขาจึงอยากเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้รู้จัก ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยทางฝั่งฉีชางไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังจะถูกจับคู่
เมื่อถึงเวลาหวังเหล่ยและกู้ชิงก็ได้ต้อนรับฉีเฟยที่เดินทางมาพร้อมบุตรชายทั้งสอง
“แล้วฮูหยินของท่านไม่มาด้วยหรือ” กู้ชิงเอ่ยถามฉีเฟยที่ทำหน้าไม่ถูก แต่ก็ยังตอบคำถามของกู้ชิง
“ฮูหยินของข้านางไม่สะดวก” แค่ฉีเฟยบอกเช่นนี้ ทั้งสองก็รู้แล้วว่าฮูหยินไม่สะดวกเพราะอะไร
เนื่องจากครั้งที่งานทดสอบพลังของฉีเป่า แล้วจินเยว่ไปร่วมงานด้วย ฮูหยินของฉีเฟย แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจจินเยว่อย่างออกนอกหน้า
“เชิญท่านฉีเฟยทางนี้เลย เราจะได้คุยกันสะดวกหน่อย” ฉีเฟยและลูกชายทั้งสอง เดินตามหวังเหล่ยและกู้ชิง
“นั่งตามสบายเถอะ” ที่นั่งตรงนี้จัดให้ฉีเฟยและหวังเหล่ย ได้ผ่อนคลายและหารือเื่ราวต่าง ๆ กัน
ส่วนฉีชางกับฉีเป่า ถูกจัดให้นั่งกับหวังหย่งคุณชายของตระกูลหวัง
โดยวันนี้หวังหย่งลาราชกิจของตำแหน่งองครักษ์ เพื่อมาแสดงความยินดีกับหวังอันและหวังผิง
“แล้วคุณหนูทั้งสองเหตุใดยังไม่มากันอีก” หวังเหล่ยเอ่ยถามสาวใช้ของจวน
“กำลังออกมากันแล้วเ้าค่ะ” ขณะที่สาวใช้ของจวนตอบ คนแรกที่เข้ามาในงานเลี้ยงฉลองคือหวังผิง
วันนี้นางแต่งตัวได้งดงาม ด้วยชุดสีชมพูอ่อนน่ารัก หวังผิงทำความเคารพผู้ใหญ่ที่อยู่ในงาน
สาวใช้ของจวน พาหวังผิง ไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับหวังหย่ง หวังผิงคำนับทักทายหวังหย่งและคุณชายฉีทั้งสอง
“บุตรสาวของท่านคนนี้งดงามน่ารักยิ่งนัก ท่านควรรีบเตรียมหาคู่ครองให้นางได้แล้วนะ”
ฉีเฟยที่ยกสุราไปหลายจอก เริ่มกรึ่มได้ที่ เอ่ยหยอกเย้าหวังเหล่ยอย่างอารมณ์ดี
หวังผิงแม้จะเป็บุตรของฮูหยินรอง แต่สำหรับหวังเหล่ยรักบุตรสาวคนนี้มากเช่นกัน
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ท่านลองว่ามาซิ ว่าคุณชายจวนไหนที่เหมาะสม” สหายสองคนคุยกันอย่างถูกคอ
ไม่ถึงอึดใจ จินเยว่เดินเข้ามาในงาน ผู้คนเงียบกริบ นางเดินไปที่โต๊ะของหวังเหล่ยก่อนเป็อันดับแรก
ทุกคนต่างตกตะลึง วันนี้จินเยว่งามที่สุดในงานนี้ แต่เพราะความไร้ค่าของนาง แม้แต่สาวใช้ก็เสียดาย
“นี่คือคุณหนูจินหรือ นางช่างงามนัก” หวังหย่งที่เห็นหน้าจินเยว่เป็ครั้งแรก เขาตะลึงในความงามของนาง
ฉีชางก็มองจินเยว่ด้วยความสนใจ ความงามเช่นนี้ ทำให้หัวใจของชายหนุ่มอย่างเขาเต้นแรง
แม้แต่ฉีเป่าที่อายุเท่ากันกับจินเยว่ยังจ้องตาไม่กระพริบ เขาผงกหัวให้กับคำพูดของหวังหย่งที่บอกว่าจินเยว่งาม
พวกเขาเป็บุตรหลานของพ่อแม่ที่เป็สหายกัน ตอนเด็ก ๆ จึงได้ไปมาหาสู่ และเล่นด้วยกันั้แ่เด็ก
แต่พอเริ่มโต ต่างก็เป็คุณหนูคุณชายในจวน โอกาสที่จะได้เจอกันก็น้อยลง หากไม่มีงานเช่นนี้ก็ไม่ได้เจอกัน
“ท่านลุง ท่านป้า ท่านเสนาบดี” จินเยว่กำมือคำนับทั้งสามอย่างอ่อนช้อยตามธรรมเนียม
“คุณหนูจินเยว่ เ้าช่างงดงาม งามมากกว่าแม่ของเ้าเสียอีก แต่น่าเสียดายนักที่เ้ากลายเป็คนไร้พลังเช่นนี้”
จินเยว่ยิ้มรับ ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะเห็นท่าทางของฉีเฟยก็รู้ว่าเขาเริ่มเมาแล้ว
“เ้ามาก็ดีแล้ว ไปนั่งกับหวังผิงเถอะ” กู้ชิงไม่อยากให้จินเยว่ได้ยินเื่ที่เป็การตอกย้ำมากกว่านี้
จึงรีบให้สาวใช้พาจินเยว่ไปนั่งที่เดียวกับหวังผิง เมื่อนางไปถึงหวังหย่ง ฉีชางและฉีเป่า ลุกขึ้นอย่างให้เกียรติ
จินเยว่คำนับทุกคน เอ่ยขอบคุณแล้วนั่งลง หวังผิงหันมาและก้มหัวให้จินเยว่เล็กน้อย
นางและหวังผิง แม้จะอยู่ในจวนเดียวกัน ไปสอบที่สำนักศึกษาด้วยกัน แต่ไม่มีโอกาสได้คุยกันสักครั้ง
เพราะหวังผิงไม่ช่างพูด คิดว่าตนเองเป็แค่บุตรสาวฮูหยินรอง จึงเจียมตัวอยู่ตลอด
ส่วนจินเยว่ ไม่้าพูดกับใคร เหนื่อยกับการได้ยินความคิดของคนเื่การไร้พลังของนาง จินเยว่ยิ้มให้หวังผิง แต่ไม่ได้คุยอะไร
“คุณหนูจิน เ้าจำพวกข้าได้หรือไม่” หวังหย่งเอ่ยถามจินเยว่ นางจึงบอกชื่อของคุณชายทั้งสามได้อย่างถูกต้อง
“พวกท่านเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังพอจำเค้าลางได้เ้าค่ะ” ไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อ หวังอันก็เข้ามาในงาน
“โอ้ บุตรสาวของท่านมาอีกคนแล้ว จวนนี้เหตุใดมีแต่สาวงามมากความสามารถกันนะ”
ฉีเฟยที่ตอนนี้เมาแล้ว เอ่ยเสียงดังขึ้นมาทันทีที่มองเห็นหวังอันเดินเข้ามาในงาน
“ท่านพ่อท่านแม่ ท่านลุง” หวังอันในวันนี้แต่งกายได้งดงาม ชุดที่สวมเหมาะกับการใช้ในงานพิธีการใหญ่ ส่วนการแต่งหน้าก็แต่งออกมาสวยไม่แพ้จินเยว่เลย
หลังจากนั้นสาวใช้ก็พาหวังอันไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับหวังผิงและจินเยว่
หวังอันมองจินเยว่แว็บแรก นางกัดฟันกรอดขึ้นมาทันที คิดในใจว่าเหตุใดจินเยว่จึงมีชุดที่งดงามกว่าของนางหน้าตาก็สวยกว่า
ทำให้หวังอันมีสีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ ไม่ได้คิดเลยว่าตนเองก็งดงามเช่นกัน
“หวังอันพี่อยู่นี่ เ้ามัวมองอะไรอยู่” หวังหย่งเห็นหวังอันมองไปทางจินเยว่ เขารู้นิสัยขี้อิจฉาของน้องสาวดี
เขาจึงเรียกนางให้ได้สติ เมื่อหวังอันหันมา เจอกับฉีชางที่นั่งอยู่ด้วย นางจึงเปลี่ยนสีหน้าในทันที
“คุณชายฉีชาง คุณชายฉีเป่าก็มาด้วย” คุณชายตระกูลฉีทั้งสองจึงลุกขึ้นคำนับตอบรับการคำนับจากหวังอัน
“พี่ชายอยู่นี่” หวังหย่งเห็นว่าน้องสาวของตนยังไม่ทักทายพี่ชายอย่างเขา จึงทักหวังอันอีกครั้ง
“อ้าว พี่ชายข้าหรือนี่ ข้าจำเกือบไม่ได้ ท่านไม่ได้กลับจวนกี่ปีแล้วเ้าคะ หากข้าจะลืมไปบ้างก็เป็เื่ธรรมดา”
เกิดเสียงหัวเราะขึ้นทันที จินเยว่เห็นพี่ชายน้องสาวหยอกเย้ากันอย่างครื้นเครง ก็คิดถึงพี่ชายของตนเองขึ้นมาทันที
ป่านนี้จินเฉิงพี่ชายของนาง จะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้ เื่อันตรายไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนที่มีพลังระดับเขา
แต่บรรยากาศ ความเป็อยู่ที่ชายแดน เมื่อได้ชื่อว่าเป็ทหารจะสะดวกสบายได้อย่างไร จินเยว่จึงถอนหายใจเบา ๆ
เมื่อทุกคนกินอาหารมื้อนี้อิ่มหนำสำราญ หวังเหล่ยจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง มายืนตรงกลาง
“งานเลี้ยงฉลองที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อฉลองให้กับคุณหนูทั้งสามของเราที่สามารถสอบเข้าเรียนที่สำนักศึกษาได้”
หวังเหล่ยไม่ได้พูดถึงว่าใครได้อันดับเท่าใด ซึ่งจะเป็การดีกว่าเอาอันดับมาเปรียบเทียบกัน
เสียงปรบมือของทุกคน ทำให้สาวใช้ต่างก็บอกว่าคุณหนูของตนเก่งอย่างนั้นอย่างนี้
แต่จือฮวากับเจียอี จินเยว่บอกพวกนางไว้แล้วว่าห้ามพูดใด ๆ แค่ยิ้มก็พอ ในตอนนี้พวกนางจึงเพียงแค่ยิ้มเท่านั้น
เห็นจินเยว่นิ่ง ๆ หวังหย่งจึงเอ่ยถามเื่ที่จินเยว่สอบได้อันดับหนึ่ง เพราะเื่นี้ดังไปทั่วเมืองหลวง
“เพราะข้าไม่มีพลังกระมัง ทำให้ข้ามีความสามารถด้านบุ๋นมากกว่าคนอื่นเ้าค่ะ”
คนที่ได้ฟังก็ผงกหัวเห็นด้วย คิดว่าอาจจะจริง ไม่อย่างนั้นคนธรรมดาที่ไหนจะสอบได้คะแนนเต็มเช่นนี้ได้
แม้แต่หวังอันก็ฟังที่จินเยว่ตอบ นางจึงคิดว่าแม้จินเยว่จะสอบครั้งนี้ได้คะแนนเต็ม แต่นางก็ไม่ใช่คนที่สามารถฝึกพลังเวทได้
จึงไม่ควรเอาจินเยว่มาเปรียบเทียบกับนาง ทำให้หวังอันรู้สึกยินดี อารมณ์ของนางจึงดีขึ้น
หวังอันหันไปพูดคุยกับคุณชายฉีทั้งสองอย่างสนุกสนาน ส่วนหวังผิงและจินเยว่กินอาหารของตนเองเงียบ ๆ
ก่อนงานเลี้ยงจะเลิก คุณชายฉีทั้งสอง เอ่ยแสดงความยินดีกับคุณหนูทั้งสาม ก่อนเดินทางกลับ
ตอนนี้ทุกคนในจวนยืนอยู่ที่ลานหน้าจวน เพื่อส่งรถม้าของจวนตระกูลฉี เดินทางกลับ
ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนยังเรือนของตน แต่หวังอันรั้งพ่อแม่ของตนไว้
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ เื่คุณชายฉี ท่านลุงฉีว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ” กู้ชิงจึงตอบให้หวังอันคลายกังวล
“เ้าไม่ต้องกังวลไป ท่านเสนาบดีตกลงเื่นี้แล้ว เ้าแค่รอฤกษ์ดีก็พอ” หวังอันจึงไปพักผ่อนอย่างมีความสุข
“เื่อะไรหรือขอรับท่านแม่” หวังเหล่ยจึงเล่าเื่การจับคู่ของฉีชางและหวังอันให้หวังหย่งฟัง
“จากที่ข้าดู ฉีชางไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอหวังอันเลยนะขอรับ ข้าว่าเขาสนใจคุณหนูจินมากกว่า”
เมื่อได้ยินหวังหย่งพูดเช่นนี้ หวังเหล่ยมองหน้ากู้ชิงในทันที
“ท่านเสนาบดีรับปากแล้วว่าจะให้ฉีชางแต่งกับหวังอัน” หวังเหล่ยรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา เมื่อรู้ว่าฉีชางสนใจจินเยว่
เขาสะบัดแขนเสื้อด้วยความไม่พอใจ กู้ชิงจึงบอกให้ลูกชายไปพักได้แล้ว ก่อนจะเดินตามหวังเหล่ยออกไป
หวังหย่งยืนคิดบางอย่างสักครู่ แล้วจึงออกเดินไปพักที่เรือนของเขา
หวังอันนอนหลับอย่างมีความสุข นางจะได้แต่งงานกับฉีชาง ตอนนี้นางแค่รอแม่สื่อมาทาบทามเท่านั้น
ทางด้านจินเยว่คืนนี้นางอยู่ในมิติฝึกหลอมยาอีกครั้ง นางต้องชำนาญมากกว่านี้ และนางต้องจำสูตรของยาให้ได้ทุกตัว
จินเยว่หลอมยาเสร็จก็มักจะเดินพลังสีแดงขั้นสุด จนเดี๋ยวนี้แทบเรียกได้ว่าร่างกายของนางไม่ต่อต้านพลังนี้
ร่างกายกับพลังสีแดงขั้นสุดประดุจเป็สิ่งเดียวกัน คืนนี้จินเยว่คิดจะลองเปิดประตูห้องถัดไปดูว่าจะเปิดได้หรือไม่
สุดท้ายเมื่อนางลองผลักประตูดู ก็ยังไม่สามารถเปิดได้ จินเยว่ลองเข้าห้องตำราเผื่อจะหยิบตำราวิเศษอีกสองเล่มได้
ครั้งนี้นางหยิบเล่มอาวุธเทพได้แล้ว จินเยว่ดีใจมากถึงกับหัวเราะเสียงดังออกมา
“ในที่สุดข้าก็อ่านเ้าได้แล้ว” จินเยว่พูดกับตำราอาวุธเทพ และนางรู้สึกได้ว่าตำราเล่มนี้รับรู้สิ่งที่นางพูดได้
จินเยว่นั่งอ่านอยู่ภายในมิติ จนไม่รับรู้ว่าตอนนี้เวลาเท่าไหร่แล้ว รู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของจือฮวา
จินเยว่จึงรีบออกจากมิติ ดีที่จือฮวาเรียกนางด้านนอกห้อง
“ข้าคิดว่าคุณหนูออกไปไหนเสียอีกเ้าค่ะ” จินเยว่ไม่ได้ตอบ
แต่บอกให้จือฮวาไปรับสำรับมาได้เลย ส่วนการแต่งตัวนางจะจัดการเอง
เป็เช่นนี้สองวันก่อนไปเรียนที่สำนักศึกษา ที่จินเยว่อ่านตำราอยู่แต่ในห้อง
จือฮวาและเจียอีเห็นจินเยว่อ่านตำรา พวกนางจึงเลี่ยงออกไปด้านนอกเพื่อทำความสะอาด และทำหน้าที่อื่นของตน