บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXไล่ล่าสังหาร
ร่างสูงสวมชุดเกราะทมิฬก้าวฝ่าเท้าอันแสนหนักแน่นไปข้างหน้า ผ้าคลุมหลังสีแดงดุจโลหิตโบกสะบัดตามการเคลื่อนไหว พร้อมกับดาบยักษ์สีดำในมือถูกเหวี่ยงสับเข้ากลางศีรษะของทหารสวมเกราะโลหะเบาจนร่างแหลกเหลว
ดวงตาสีแดงเลือดสว่างวาบขยับตัวบิดกายไปด้านหลังเห็นเป็นแสงสีแดงสองเส้นลากยาวกลางอากาศน่าพรั่นพรึง ดาบยักษ์สีดำที่ฝังอยู่ในร่างของทหารถูกเหวี่ยงไปด้านข้างฟันใส่ทหารอีกคน พร้อมกับซัดร่างของทหารที่ร่างแหลกเหลวปลิวกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ
"ย้าก!!!"
ดาบในมือถูกยกขึ้นพาดบ่า ก่อนที่ผมจะคำรามสุดเสียงพุ่งทะยานเข้าใส่กองทหารตรงหน้าที่กำลังระส่ำระสาย พลางกลิ้งตัวหลบลูกธนูหน้าไม้ไปด้วย แม้ลูกธนูจะยิงมาโดนตัวผมบ้าง แต่ชุดเกราะหนาก็สามารถสะท้อนมันออกไปได้ ถึงกระนั้นทางที่ดีควรจะหลบเพื่อหลีกเลี่ยงดาเมจที่ได้รับดีกว่า
ตอนนี้พวกทหารเริ่มหมดกำลังใจต่อสู้กันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังจงรักภักดีไม่ยอมถอยหนีอยู่บ้าง พวกเขาพากันกู่ร้องวิ่งเข้ามาโจมตีผมด้วยความกล้าหาญ...
...ความกล้าหาญที่ไร้ค่า
ฟันบน และฟันล่างภายใต้หมวกเกราะพลันขบแน่น พลางเหวี่ยงดาบในมือฟาดฟันทหารที่พยายามพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทุกการเหวี่ยงดาบจะต้องมีคนตายไม่เกินกว่า 4 คน ส่งหยาดโลหิต และเครื่องในให้กระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่ว ชโลมร่างของผมให้ชุ่มไปด้วยเลือด เกิดเป็นกลิ่นเหม็นคาวตลบอบอวลไปทั่วช่องปอด
"ฮี้ย์!!!"
"มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว!"
"ฆ-- ฆ่ามันให้ได้!!!"
ไม่แม้แต่จะสนใจเสียงกรีดร้อง ดาบในมือยังคงถูกเหวี่ยงไปมาตัดร่างของพวกมันอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้ทหารจะยกดาบ หรือโล่ขึ้นมาป้องกันก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
ดาบในมือขวาฟาดใส่ร่างของทหารตรงหน้าให้ขาดสะพายแล่ง ส่วนมือซ้ายพุ่งไปต่อยหน้าของทหารอีกคน แล้วทำการคว้าจับลำคอกระชากมันเข้ามาป้องกันลูกธนูไม่ต่างจากโล่ จากนั้นก็ทำการหมุนตัวเพิ่มแรงเหวี่ยงขว้างศพของทหารที่อยู่ในมือให้พุ่งไปชนใส่ทหารถือหน้าไม้จนพากันเสียหลักล้มกระจัดกระจายเกือบทั้งกลุ่ม
ขณะเดียวกันสายตาก็เหลือบไปเห็นทหารม้าอีก 3 นาย กำลังควบม้าวิ่งเข้ามา ผมจึงทำการใช้ทักษะประจำดาบกวาดพวกมันให้เหี้ยน กลายเป็นศพไปพร้อมกันทั้งคนทั้งม้า
ต่อให้พวกมันจะหันหลังวิ่งหนี แต่ถ้ามาขวางทางผมก็จะฟันพวกมันทิ้งแบบไม่ไยดี โอกาสในการสังหารศัตรูจากด้านหลังใครมันจะไม่คว้าเอาไว้ล่ะ?
"!!!"
ทันใดนั้นเองก็ได้มีบางสิ่งพุ่งเข้าใส่ผมด้วยความเร็วสูง แต่ประสาทสัมผัสอันว่องไวผูกกับปฏิกิริยาโต้ตอบที่สูง ทำให้ผมสามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด
สิ่งนั้นพุ่งผ่านตัวผมไปกระแทกใส่ร่างของทหารคนหนึ่งก่อให้เกิดการระเบิดขนาดเล็ก เปลวไฟเผาผลาญร่างของทหารคนนั้นจนต้องร้องโอดครวญออกมาด้วยความทรมาน มันร้องโหยหวนอยู่สักพักก่อนจะทรุดตัวล้มลงไป
สิ่งนั้นมันคือลูกไฟที่มีขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอล
ผมหันหน้ากลับไปมองจุดที่ลูกไฟพุ่งออกมา ก็พบกับชายแก่คนหนึ่งยืนอยู่หลังพวกทหาร เขาสวมเสื้อคลุมสีเทา ในมือขวาถือไม้เท้า ใบหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม และเต็มไปด้วยแรงกดดันแปลกประหลาด ถ้าให้เดาจากสไตล์การแต่งตัวคงจะเป็นนักเวทที่ยิงลูกไฟใส่ผมเป็นแน่
"ถึงเวลาตายแล้วไอปีศาจ! ท่านจอมขมังเวทประจำตัวของข้า ซิกวาร์ด ดิโบล มาคาร่า แมนเชียนิค กำลังจะสังหารเจ้าด้วยตัวเอง จงรู้สึกเป็นเกียรติซะ!"
เสียงตะโกนของหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนดังขึ้น ประกาศศักดาให้ทุกคนได้ยินกันทั่ว อย่างที่คิดไว้ว่าโลกนี้ต้องมีนักเวทอยู่ด้วย บางทีก็เผลอคิดว่าไม่มีใครสามารถใช้เวทมนตร์ได้ซะอีก เพราะยังไม่มีทหารคนไหนใช้เวทมนตร์ให้เห็นเลยสักคน
ผมฉีกยิ้มยกดาบยักษ์สีดำในมือขึ้นพาดบ่า พลางจ้องมองนักเวทที่มีรูปลักษณ์เหมือนพ่อมดเสียมากกว่า หากลองคิดดูลูกไฟขนาดเพียงเท่านั้นคงไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับผมมากนัก
"แล้วยังไง? คิดจะสังหารข้าด้วยเวทมนตร์กระจอกกิ๊กก๊อกของเจ้างั้นรึ? เรียกว่าการแสดงปาหี่ข้ายังเชื่อมากกว่าอีก"
ผมกล่าวดูถูกพลางใช้มือซ้ายปัดลูกธนูหน้าไม้ 2 ดอกในทีเดียว คำพูดของผมทำให้หัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนโกรธจัด โดยเฉพาะชายแก่ผู้เป็นเจ้าของเวทมนตร์ดูจะยั๊วะเป็นพิเศษ
"วาจาสามหาวนัก ตาย!"
ชายแก่นักเวทเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับเสกวงเวทย์สีแดงขึ้นมาเหนือหัว 2 วง จากนั้นก็สั่งให้ลูกไฟพุ่งออกมาจากวงเวทย์ตรงเข้าใส่ผม แต่ด้วยการเคลื่อนที่อันเป็นเส้นตรงจึงทำให้ผมสามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย
วงเวทย์งั้นเหรอ? ต่างจากภายในเกมที่เวทมนตร์สามารถเสกขึ้นมาได้ในทันทีเลยสินะ
ผมตัดสินใจวิ่งเข้าใส่จอมขมังเวทพร้อมกับเหวี่ยงดาบในมือฟาดฟันทหารที่เข้ามาขวางทางไปด้วย สายตาเองก็จับจ้องการกระทำของชายแก่นักเวทไม่วางตา มันทำการชูไม้เท้าขึ้นพลางขยับปากพึมพำปรากฏวงเวทย์สีฟ้าขึ้นเหนือหัว ก่อนที่มันจะสั่งให้หอกเวทมนตร์สีฟ้าพุ่งออกมาจากวงเวทย์ตรงเข้าใส่ผมด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าลูกไฟเสียอีก
ผมกระโดดกลิ้งตัวหลบไปด้านหน้าให้หอกเวทมนตร์สีฟ้าพุ่งเฉียดแผ่นหลังไป จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ชายแก่ผู้ใช้เวทต่อ สองมือเองก็เหวี่ยงดาบยักษ์สีดำฟาดทหารที่ขวางทางกลายเป็นสองท่อน
ดูเหมือนชายแก่ยังคงไม่ละความพยายาม ทำการเสกวงเวทย์สีฟ้ายิงหอกเวทมนตร์ใส่ผมอย่างต่อเนื่อง แต่ต่อให้เวทมนตร์จะมีความรุนแรงมากแค่ไหน หากยิงไม่โดนก็ไร้ความหมาย!
"อัศวินของข้า!!! จงคุ้มครองท่านจอมขมังเวทเร็วเข้า!"
เมื่อเห็นว่าผมกำลังเข้าใกล้ชายแก่นักเวททุกขณะ หัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนจึงสั่งการอย่างเร่งรีบ ก่อนจะมีทหารสวมเกราะหนักดูแข็งแกร่งกว่าทหารทั่วไปจำนวน 5 คน วิ่งมาคุ้มครองจอมขมังเวทด้วยการยกโล่ทำจากโลหะทั้งหมดขึ้นมาป้องกัน
นอกจากนี้ผมยังสังเกตเห็นว่าตามตัวของพวกเขามีออร่าสีแดงแผ่ออกมาด้วย ถ้าให้เดาคงจะเป็นเวทมนตร์เสริมกำลังกายล่ะมั้ง?
"ขวางโว้ย!!!"
ผมสบถลั่นสองเท้าเบรกตัวโก่ง ดาบยักษ์สีดำถูกเงื้อไปข้างหลังพร้อมกับสองแขนที่เกร็งแน่น ก่อนจะเหวี่ยงดาบฟาดใส่อัศวินที่เข้ามาขวางทางทั้งห้าสุดแรง
เปรี้ยง!!!
เสียงปะทะหนักสุดแสนเร้าใจดังกระหึ่ม อัศวินสวมเกราะหนักทั้งห้าถูกพละกำลังดุจช้างสารซัดเข้าใส่จนกระเด็นออกไปพร้อมกับกระดูกแขนถือโล่ถึงกับแตกละเอียด แม้พวกเขาจะใช้เวทมนตร์เสริมพลังกายก็ไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้
แต่ด้วยจังหวะที่พวกอัศวินสวมเกราะหนักสร้างขึ้นมา ทำให้ร่างกายของผมต้องหยุดชะงักต่อหน้าเวทมนตร์ของชายแก่นักเวทที่กำลังพุ่งเข้ามา
ตู้ม!
ลูกไฟ 2 ลูก พลันปะทะเข้ากับร่างสูงสวมเกราะทมิฬเข้าอย่างจัง ก่อให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เปลวไฟพลันกลืนกินลามไปทั่วทั้งร่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีนั้นทำให้ทุกคนต้องยกยิ้มขึ้นด้วยความยินดี
แต่ทว่าวินาทีต่อมาสีหน้าของทุกคนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เมื่อร่างที่ชะงักอยู่กลับพุ่งเข้าใส่ชายแก่นักเวท เปลวไฟทั่วร่างพลันมอดดับลงเผยให้เห็นชุดเกราะทมิฬที่ไร้รอยขีดข่วน
ดาบยักษ์สีดำถูกเงื้อขึ้นเหนือบ่าขวาฟาดใส่ชายแก่นักเวทสุดแรง ต่อให้มีเวทมนตร์บาเรียคลุมกายก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ คมดาบสีดำฝ่าทะลุลงไปอย่างง่ายดายราวกับตัดเนย เฉือนเข้าบ่าซ้ายของชายแก่นักเวทที่ยังคงสีหน้าตกตะลึง ก่อนที่บุคคลผู้ถูกขนานนามว่าจอมขมังเวทจะถูกฟันให้ขาดสะพายแล่งสิ้นใจไปในทันที
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก... จอมขมังเวท? ฝีมือกระจอกกว่านักเวทมือใหม่ซะอีก"
ปากว่าพลางยกดาบกลับขึ้นมาพาดไว้บนบ่า สองตามองศพของชายแก่นักเวทด้วยความสมเพช ก่อนจะเลิกให้ความสนใจไปจับจ้องมองอัศวินที่กำลังยันกายลุกขึ้นมาด้วยสภาพที่แขนซ้ายห้อยอยู่ข้างลำตัว ส่วนโล่ของพวกเขานั้นเสียหายเกินกว่าจะนำกลับมาใช้ได้แล้ว
หากสงสัยว่าการที่ผมถูกเวทมนตร์ลูกไฟยิงเข้าใส่ในระยะประชิดถึง 2 ลูก มันไม่ทำให้เป็นอะไรเลยเหรอ? ขอตอบเลยว่าเป็นครับ แม้ดาเมจที่ได้รับจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกปวดแสบปวดร้อนพอสมควร
แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกบาดเจ็บอะไรนัก เพียงแค่กัดฟันอดทนฝ่าเข้าไปก็พอแล้ว
ภายในเกมเอง หากเข้าประชิดผมก็มักจะฟันสวนกับเวทมนตร์อยู่เป็นประจำ แลกกันไปเลยว่าระหว่างดาเมจจากเวทมนตร์ กับดาเมจจากดาบของผมใครจะแรงกว่ากัน
แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการโจมตีแลกกันแบบนี้ คนที่ชนะก็คือผมอยู่แล้วนั่นแหละ
แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ที่มีความรุนแรงมากเกินไปยังไงก็ต้องหลบนั่นแหละ...
"จักรวรรดิฟาฟไฮน์จงเจริญ!!!"
"หนวกหูโว้ย!"
พวกอัศวินที่เหลือแขนขวาไว้ถือดาบเพียงข้างเดียวตะโกนสรรเสริญปลุกใจ แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังคลุกกรุ่นทำให้ผมรู้สึกรำคาญเหวี่ยงดาบฟาดใส่บดขยี้ทั้งเกราะหนา และกระดูกของมันให้ขาดสะพายแล่ง
"แด่เทพธิดา ราฟาเทียร์!!!"
อัศวินที่เหลือเองก็ตะโกนปลุกใจเช่นกัน ก่อนจะเฮโลวิ่งเข้าใส่ผมอย่างพร้อมเพรียงกัน ออร่าสีแดงจากเวทมนตร์เสริมพลังกายแผ่ออกมารอบกายของพวกเขาอย่างเด่นชัด
กำลังใจล้นเหลือมาก แต่วิ่งเข้ามาเหมือนจะโยนเกมแบบนี้โง่รึเปล่า?
ผมกัดฟันแน่นก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าพลางก้มตัวลงต่ำขนานกับพื้น สองมือจับด้ามดาบไว้มั่นยกขึ้นแนบกับแผ่นหลัง ทั่วร่างเกร็งแน่นสัมผัสได้ถึงพลังที่กำลังเอ่อล้นออกมา
สทอร์ม สแลช!!! (Storm slash)
สองเท้าก้าวไปข้างหน้าขณะก้มตัว พลางบิดตัวหมุนจนเกิดแรงเหวี่ยงอันมหาศาลขึ้นในชั่วอึดใจ ดาบยักษ์สีดำที่แนบอยู่บนแผ่นหลังถูกเหวี่ยงฟันไปรอบตัวก่อให้เกิดพายุขนาดย่อมฟาดเข้าใส่อัศวินทั้ง 4 ชีวิตพร้อมกัน
ฉัวะ!!!
แรงเฉือนอันมหาศาลที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาซัดเข้าใส่หน้าอกของพวกอัศวินสวมเกราะหนัก ตัดผ่านร่างของพวกมันให้ขาดเป็นสองท่อนในทีเดียว ร่างท่อนบนพลันปลิวกระเด็นลอยขึ้นบนอากาศพร้อมกับหยาดโลหิตพุ่งกระฉูดไปทั่วราวกับฝนเลือดเกิดเป็นภาพอันแสนน่าสยดสยอง
โดยมีผมเป็นจุดศูนย์กลาง
ปากหอบหายใจหนักพลางยกดาบยักษ์สีดำกลับมาพาดไว้บนบ่า สายตากวาดมองพวกทหารที่ดูบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากพวกที่กลัวจนตัวสั่นขาแข็งขยับไม่ได้แล้ว นอกนั้นก็หันหลังวิ่งหนีไปตามแม่น้ำชนิดที่ว่ามาทางไหนกลับทางนั้นเลยทีเดียว
ส่วนหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนเองก็กำลังควบม้าหนีสับตีนแตกเช่นเดียวกัน โดยมีทหารม้าควบตามติดอยู่อีก 3 คน
นอกจากคนอื่นแล้ว ก็มีแต่เจ้าอ้วนเนี่ยแหละที่ปล่อยให้หนีไปไม่ได้
สองขาเหยียดตึงพร้อมกับกล้ามขาเริ่มเกร็งแน่น มือขวาจับดาบยักษ์ที่พาดอยู่บนบ่าไว้มั่น ก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งด้วยความเร็วสูงสุดชนกระแทกทหารที่ขวางทางให้ปลิวกระเด็นออกไปทั้งอย่างงั้นเลย
ความเร็วที่เพิ่มขึ้นในชั่วพริบตานั้นทำให้ผมถึงกับรู้สึกทึ่ง ไม่นึกเลยว่าความคิดในการวิ่งตามม้าให้ทันจะเป็นจริง แม้จะสวมชุดเกราะหนัก และแบกดาบยักษ์อยู่ก็ตาม แต่ด้วยความเร็วที่ผมทำได้กลับสามารถไล่ตามพวกหัวหน้าทหารที่กำลังควบม้าเข้าไปใกล้ได้ทุกขณะ
แต่ขืนวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ต่อไปคงจะตามไม่ทัน อันเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มทำให้ความเร็วในการวิ่งกำลังลดลง ดังนั้นผมจึงตัดสินใจพุ่งชนใส่ทหารที่กำลังวิ่งหนี แล้วคว้าหอกที่แบกอยู่บนหลังของมันมาไว้ในมือซ้าย
หลังจากนั้นผมก็ทำการเงื้อหอกในมือขว้างไปข้างหน้าสุดแรง ด้วยพละกำลังบวกกับความเร็วในการวิ่งทำให้หอกพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง เสียบทะลุก้นของม้าที่หัวหน้าทหารกำลังควบหนีเข้าอย่างแม่นยำ
ม้าที่ถูกหอกเสียบเข้ากลางสะโพกถึงกับเสียหลักล้มลงไป ดีดหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนให้กระเด็นตกจากหลังม้ากลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ กระนั้นแม้พวกทหารม้าจะเห็นหัวหน้าของตนถูกโจมตีก็ไม่ได้หันม้ากลับมาช่วยเหลือแต่อย่างใด กลับกันพวกเขากลับรีบเพิ่มความเร็วของม้าให้มากขึ้นไปอีกจนลับสายตาไป
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."
ผมหอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงจากความเหนื่อยล้าสะสม พลางก้าวเท้าเดินไปยังหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนที่สะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผล ขาทั้งสองข้างหักอันเนื่องมาจากถูกม้าสะบัดให้ตกลงมาอย่างรุนแรง แขนซ้ายเองก็หักใช้การไม่ได้เช่นเดียวกัน
ดูเหมือนจะโชคดีอยู่บ้างที่หมวกเกราะสามารถป้องกันหัวจากการตกกระแทกพื้นได้ แต่ใบหน้าน่าเกลียดของมันก็ยับยู่ยี่เต็มไปด้วยเลือด ตาขวาบวมจนไม่สามารถใช้มองเห็นได้ ปากเองก็ร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
เมื่อมันได้ยินเสียงฝีเท้าของผมที่กระทบกับพื้นดังใกล้เข้ามา มันจึงยกเปลือกตาซ้ายขึ้นมอง ทันทีที่เห็นว่าเป็นผมก็ถึงกับทำหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี
"ฮี้ย์!!! ย-- อย่าเข้ามานะ! เจ้าปีศาจ!!! ไม่รู้รึไงว่าข้าเป็นใคร! ข้าคือขุนนางที่เป็นหัวหน้ากองร้อยย่อยของกองทัพจักรวรรดิที่ 32 ท่านบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส เชียวนะ!"
มันตะโกนเสียงสั่นด้วยสีหน้าหวาดกลัว แขนขวาที่ขยับได้เพียงข้างเดียวพยายามโบกสะบัดไปมาสุดชีวิต แต่ผมก็ไม่สนใจก้าวเท้าตรงเข้าไปหามันด้วยความเร็วเท่าเดิม
"อย่าเข้ามานะ! ด-- ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ ขอร้องล่ะ! เอาอย่างงี้ ข้าจะมอบทรัพย์สินของข้าให้ทั้งหมดเลย!!! ได้โปรด!"
ยิ่งเข้าไปใกล้มันก็ยิ่งร้องขอชีวิตพร้อมกับดิ้นพล่านไปมา ของเหลวส่งกลิ่นเหม็นไหลซึมออกมาจากกางเกงดูน่าขยะแขยง แต่ผมก็ไม่สนใจเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของร่างอ้วนท้วมที่กำลังแสดงสีหน้าสุดแสนจะน่าสมเพช
เอาล่ะ... ทีนี้เอายังไงกับมันดี?
___________________________________________________
หากชอบก็อย่าลืมคอมเม้นให้กำลังใจ เพื่อให้ผมมีแรงเขียนตอนต่อไปด้วยเด้อ~
6/7/2563